- หน้าแรก
- ผมว่า…ผมดันตกหลุมรักยัยเพื่อนสมัยเด็กเข้าแล้ว
- บทที่ 22 - แมวเหมียวอาจจะมาสาย แต่ไม่มีทางไม่มา
บทที่ 22 - แมวเหมียวอาจจะมาสาย แต่ไม่มีทางไม่มา
บทที่ 22 - แมวเหมียวอาจจะมาสาย แต่ไม่มีทางไม่มา
ตอนที่ซ่งเจียมู่ยกโต๊ะสองตัวสุดท้ายมาถึง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มแล้ว
ดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิปีนี้จะมาเยือนเร็วกว่าปกติ เคลื่อนตัวจากชายฝั่งทางใต้สุด มุ่งหน้าขึ้นเหนือวันละสิบห้าไมล์ แต่งแต้มสีเขียวขจีไปทั่วเมืองซูหนาน
ดอกไม้ใบหญ้าไร้ชื่อมากมายพากันเติบโตอย่างบ้าคลั่งตามมุมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย
พวกมันไม่ได้สนหรอกว่าจะมีใครมาเชยชมไหม เพราะความหมายของการมีชีวิตอยู่ของพวกมัน ก็คือการได้เบ่งบานในวันแห่งฤดูใบไม้ผลิแบบนี้นี่แหละ
อวิ๋นซูเฉี่ยนเลื่อนเก้าอี้ที่เพิ่งยกมาเข้าไปเก็บใต้โต๊ะ นิ้วชี้ข้างขวาของเธอพยายามงอไว้ในองศาที่ชี้ขึ้นนิดๆ บนนั้นมีพลาสเตอร์ยาแปะอยู่ ปลายนิ้วขยับดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างซุกซนเป็นระยะๆ เพื่อสัมผัสถึงความตึงเครียดของพลาสเตอร์ที่ดึงรั้งผิวหนัง
ร่างกายของเด็กสาวแข็งแรงมาก เล็บมือเป็นสีชมพูระเรื่อสุขภาพดี มีรอยรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีขาวสวยงาม เธอในวัยนี้ ก็เหมือนกับดอกไม้ใบหญ้าในฤดูใบไม้ผลินั่นแหละ ถึงฤดูกาลที่ต้องเบ่งบานแล้ว
"เอาล่ะ งั้นเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เที่ยงเป็นต้นไป ชมรมวิจัยนิยายออนไลน์ของเราจะเริ่มรับสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการ ถึงจะเสียเวลาไปแล้วหนึ่งวัน แต่ก็ยังมีเวลาอีกตั้งสองวัน... นักศึกษาซ่งเจียมู่ กรุณาทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าหน่อยสิ!"
"หกโมงแล้วเนี่ย มื้อเที่ยงฉันกินแค่ก๋วยเตี๋ยวไปชามเดียวเอง หิวจะตายอยู่แล้ว"
ซ่งเจียมู่พูดเสียงอ่อย ทั้งชมรมก็มีแค่เขากับเธอ งานใช้แรงงานก็ตกเป็นของเขาทั้งหมด ขนาดพลาสเตอร์ยายังเป็นคนแปะให้เลย สมาชิกชมรมดีเด่นแบบนี้จะไปหาได้จากที่ไหนอีก?
"ใครใช้ให้นายไปดูขี้ตอนเที่ยงล่ะ อุตส่าห์ยังกลืนข้าวลงอีกนะ..."
"เธอไม่รู้อะไรซะแล้ว ภาพเหตุการณ์ตอนนั้นนะ เดี๋ยวฉันจะบรรยายให้ฟัง ในห้องมันเต็มไปด้วย..."
อวิ๋นซูเฉี่ยนไม่ยอมฟัง สะพายกระเป๋าแล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปเลย
ซ่งเจียมู่มีหรือจะยอมปล่อยโอกาสที่จะทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงไปง่ายๆ เขาคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นจากพื้น เดินตามประกบเธอเหมือนยุงน่ารำคาญ ส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ข้างหูไม่หยุด
เด็กสาวรำคาญจนทนไม่ไหว หยิบหูฟังขึ้นมาใส่
ฟังเพลงไปพลาง เดินทอดน่องในมหา'ลัยไปพลาง
แสงตะวันยามเย็น ต้นไทร ลู่วิ่งยาง อาคารเรียนที่เปิดไฟสว่างไสว และไอ้ตัวน่ารำคาญที่อยู่ข้างๆ...
ภาพตรงหน้ามันคือเอ็มวีประกอบเพลงชัดๆ
...
พอเธอไม่สนใจ ซ่งเจียมู่ก็รู้สึกหมดสนุกไปเหมือนกัน
พูดไปก็เหมือนพวกโรคจิต เขาค้นพบว่าตัวเองมีรสนิยมแปลกๆ อยู่อย่างนึง ก็คือการชอบยั่วโมโหให้เธอโกรธนี่แหละ
คลำดูรอยโดนหยิกตรงเอวสองสามรอย รอยช้ำยังไม่หายดีเลย
ในขณะที่เขากำลังคลำแผลโดนหยิกของตัวเองอยู่ อวิ๋นซูเฉี่ยนก็กำลังใช้นิ้วโป้งลูบไล้เบาๆ ตรงพลาสเตอร์ยาบนนิ้วชี้
หรือนี่จะเป็นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ที่ทั้งกลัวความเจ็บปวดแต่ก็เสพติดความเจ็บปวด อย่างเช่นชอบเอาลิ้นไปดุนแผลร้อนใน บีบรอยช้ำ บีบสิวที่ยังไม่สุก และการหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์บางช่วงบางตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งสองคนทิ้งระยะห่างกันแบบไม่ใกล้ไม่ไกล เดินออกจากมหาวิทยาลัย มาที่ป้ายรถเมล์เพื่อรอรถกลับบ้าน
เหมือนจะไม่ได้กลับบ้านด้วยกันมานานมากๆ แล้วสินะ?
ตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงซุบซิบนินทาของเพื่อนร่วมชั้น ถึงแม้บ้านจะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ทั้งคู่ก็มักจะหลีกเลี่ยงการเดินกลับพร้อมกันอย่างรู้ใจ คนที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเขาพักอยู่กันคนละฟากเมืองด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้ต้องมาวุ่นวายเรื่องชมรม ซ่งเจียมู่คงไปเล่นบาสที่สนาม รอจนฟ้ามืดถึงจะแบกเหงื่อท่วมตัวกลับบ้าน ส่วนเธอก็คงไปยุ่งกับงานสภานักศึกษา หรือไม่ก็ทำการบ้านอยู่ในห้องสมุด ถ้าพ่อแม่เธอไปทำงานต่างเมืองไม่อยู่บ้าน เธอก็คงจะกินข้าวที่โรงอาหาร แล้วนั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนในห้องจนถึงสองทุ่มสามทุ่มถึงจะกลับบ้าน
ดูเหมือนพ่อแม่เธอจะยังไม่กลับมาจากทริปดูงาน คืนนี้เธอเลยกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ซ่งเจียมู่แอบคาดเดาด้วยความมุ่งร้ายสุดๆ ว่า บางทีเธออาจจะรีบกลับไปขี้ หรือไม่ก็เพราะวันนี้เหงื่อออก รู้สึกเหนียวตัวไม่สบายตัว เลยรีบกลับไปอาบน้ำ
อวิ๋นซูเฉี่ยนย่อมไม่รู้หรอกว่าไอ้ตัวร้ายข้างหลังกำลังแอบนินทาอะไรเธออยู่ เธอใส่หูฟัง โลกก็สงบสุข
คิดไปคิดมา ซ่งเจียมู่ก็หยิบหูฟังของตัวเองออกมาใส่บ้าง แบบนี้จะได้มีข้ออ้างว่า 'ฉันต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเธอ' ไม่ใช่ 'เธอไม่อยากคุยกับฉัน'
จนกระทั่งรถเมล์มาจอดเทียบท่า ตอนที่อวิ๋นซูเฉี่ยนกำลังจะก้าวขึ้นรถ เธอถึงได้หันกลับมามองแวบหนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของซ่งเจียมู่ที่สูงโดดเด่นกว่าคนอื่นในฝูงชนอย่างแม่นยำ
หึ ไอ้คนตามต้อยๆ เลียนแบบฉันใส่หูฟังอีกละ!
เสียงแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำดังขึ้น เธอมองดูมือถือ แบตเหลือไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว แบตเหลือน้อยแค่นี้ชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาซะเลย เธอจึงกดปิดเพลง
แต่ก็ยังไม่ยอมถอดหูฟังออก ขอแค่ใส่หูฟังไว้ ก็เท่ากับเป็นการบอกเขาว่า 'ฉันไม่อยากฟังนายเล่าเรื่องขี้หรอกนะ'
บนรถเมล์คนแน่น ทั้งคู่ยืนอยู่แถวๆ ท้ายรถ คนนึงอยู่ฝั่งซ้าย คนนึงอยู่ฝั่งขวา หันหลังให้กัน
ไม่ได้กลับบ้านด้วยกันมาตั้งหลายปี จู่ๆ มาอยู่แบบนี้ก็รู้สึกแปลกๆ แฮะ พอลองคิดดู พอไม่มีเรื่องชมรมให้คุยแล้ว เธอกับเขาแทบจะไม่มีเรื่องให้คุยกันเลยหรือเปล่านะ?
มือถือในกระเป๋าสั่นครืดหนึ่ง เป็นข้อความแจ้งเตือนจากคิวคิว (QQ)
อวิ๋นซูเฉี่ยนแอบเหลียวหลังไปมองเขาแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเขาก้มหน้ากดมือถือไม่ได้สนใจเธอ เธอถึงค่อยๆ หยิบมือถือออกมาอย่างแนบเนียน มองดูเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่น่าสงสารก่อน แล้วค่อยเปิดอ่านข้อความของเขา
กระดาษพู่กัน: "บอกไปคุณอาจจะไม่เชื่อนะ ผมเพิ่งไปเข้าชมรมวิจัยนิยายออนไลน์ของมหา'ลัยมาแหละ"
สาวติดบ้านจอมเปิ่น: "แล้วเป็นไงบ้างคะ น่าสนุกไหม?"
กระดาษพู่กัน: "ประธานชมรมคือยัยน่ารำคาญคนนั้นน่ะสิ ผมโดนยัยนั่นแกล้งจนจะบ้าตายอยู่แล้ว มีวิธีไหนช่วยให้ผมก่อกบฏยึดอำนาจมาได้บ้างไหมครับ?"
ภายนอกอวิ๋นซูเฉี่ยนดูนิ่งสงบ แต่มือเล็กๆ ที่จับราวเหล็กอยู่กลับมีเส้นเลือดปูดขึ้นมาเลย
ไปตายซะซ่งเจียมู่!
ชาตินี้นายอย่าหวังว่าจะได้ออกจากชมรมเลย! จะยึดอำนาจงั้นเหรอ! ไปเป็นภารโรงล้างห้องน้ำซะเถอะ!
พอดีกับที่รถเมล์เบรกกะทันหันอีกรอบ คราวนี้อวิ๋นซูเฉี่ยนไม่ได้กระโดดเข้าไปในอ้อมกอดเขาแล้ว แต่ฉวยโอกาสกระทืบเท้าเขาไปเต็มแรงหนึ่งที
"อุ๊ย ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจน่ะ นายคงไม่โกรธใช่ไหม?"
"..."
เชี่ยเอ๊ย อวิ๋นซูเฉี่ยน เธอเห็นฉันตาบอดหรือไง เมื่อกี้เธอแทบจะกระโดดเหยียบอยู่แล้ว ยังจะมาบอกว่าไม่ได้ตั้งใจอีก ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอจงใจระบายอารมณ์ส่วนตัวใส่ฉันเนี่ย??
แบตมือถือเหลือไม่เยอะ อวิ๋นซูเฉี่ยนไม่ยอมเสียแบตเตอรี่อันมีค่าไปกับการสอนวิธี 'ยึดอำนาจตัวเอง' ให้เขาหรอก เธอส่งสติกเกอร์หน้าทะเล้นให้เขาแล้วก็เลิกสนใจ
ทั้งสองคนพักอยู่หอนอก บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย นั่งไปแค่สามป้ายก็ลงจากรถพร้อมกัน
อวิ๋นซูเฉี่ยนเดินนำหน้า ซ่งเจียมู่เดินร้องเพลงฮัมอยู่ข้างหลัง
"ร้องเพี้ยนชะมัด แหวะ~!" เธอไม่ได้หันกลับมามอง ทำเหมือนพูดกับตัวเอง
"เธอพูดว่าไงนะ?" ซ่งเจียมู่ถอดหูฟังออกข้างนึง
"ฉันบอกว่านายร้องได้เพราะมาก ใส่อารมณ์ล้วนๆ ไม่มีเทคนิคผสมเลย"
"ฉันรู้สึกเหมือนมีคนกำลังด่าฉันอยู่แฮะ"
"จะเป็นไปได้ยังไง นักศึกษาซ่งเจียมู่ ฉันไม่ใช่พวกชอบนินทาคนอื่นลับหลังสักหน่อย"
ซ่งเจียมู่แอบร้อนตัวนิดๆ เลยพูดเสียงดังฟังชัดว่า "ฉันก็ไม่ใช่เหมือนกันแหละ ต่อให้มีคนมาเคาะประตูเรียกตอนกลางดึก ฉันก็ไม่กลัวหรอกนะ"
พอเขาพูดแบบนั้น อวิ๋นซูเฉี่ยนผู้มีความกล้าแบบแมวชเรอดิงเงอร์ (เดี๋ยวกล้าเดี๋ยวกลัว) ก็เริ่มรู้สึกกลัวๆ ขึ้นมาหน่อย...
[เมี้ยว...]
"เลิกขู่ฉันได้แล้ว ต่อให้อยู่คนเดียวฉันก็ไม่กลัวหรอก ตอนกลางคืนฉันชอบไถคลิปผีดูจะตาย ไม่น่ากลัวฉันไม่ดูหรอก"
"ปกติพวกอัลกอริทึมมันจะชอบฟีดคลิปสยองขวัญไปให้พวกขวัญอ่อนดูทั้งนั้นแหละ"
[เมี้ยว...]
"ใครจะไปเชื่อ..."
อวิ๋นซูเฉี่ยนพูดไปพูดมาก็หุบปากลง แล้วหยุดเดินกะทันหัน
ซ่งเจียมู่เกือบเดินชนหลังเธอเข้าให้แล้ว
"อะไรของเธอเนี่ย ทำตัวประสาทๆ มาทั้งวันแล้วนะ..."
"นายเงียบเถอะน่า"
อวิ๋นซูเฉี่ยนเอียงหูฟัง มองซ้ายมองขวา ก่อนจะก้มลงไปคุ้ยหาอะไรบางอย่างในพุ่มไม้ริมทาง
"กุญแจร่วงเหรอ?"
"นายนั่นแหละที่ร่วง! เสียงแมวร้องต่างหาก! น้อนแมวเหมียว!"
(จบแล้ว)