- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 1 - เปิดฉากถูกชิงกระดูกสูงสุด ลงชื่อรับกายาเทพปฐมกาล
บทที่ 1 - เปิดฉากถูกชิงกระดูกสูงสุด ลงชื่อรับกายาเทพปฐมกาล
บทที่ 1 - เปิดฉากถูกชิงกระดูกสูงสุด ลงชื่อรับกายาเทพปฐมกาล
บทที่ 1 - เปิดฉากถูกชิงกระดูกสูงสุด ลงชื่อรับกายาเทพปฐมกาล
"ราชโองการ องค์ชายเจ็ดซูหมาง พรสวรรค์ต่ำต้อย ไม่อาจรับหน้าที่สำคัญ แม้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย แต่กลับไม่เอาไหน ไร้ความสามารถ ทำลายเกียรติยศของราชวงศ์ ดังนั้นจึงขอเนรเทศไปยังอิวโจว เพื่อปกป้องประตูเมืองและปลุกขวัญกำลังใจทหาร หากไร้ราชโองการเรียกตัวจากเจิ้น ห้ามกลับเมืองหลวงตลอดชีวิต จบราชโองการ!"
"ฝ่าบาท รับราชโองการเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
กงกงผู้ประคองราชโองการปรายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมยิ้มเย็นชา เขายัดราชโองการใส่มือเด็กหนุ่มแล้วหันหลังเดินจากไป ไร้ซึ่งท่าทีนอบน้อมดั่งที่บ่าวควรมี
ซูหมางมองราชโองการในมือด้วยความเหม่อลอย ภายในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย
"มารดามันเถอะ ข้ามมิติมางั้นเหรอ?"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความสมจริงรอบตัว ซูหมางก็ยืนอึ้งอยู่นานนับสิบนาที กว่าจะสบถออกมาด้วยความคับแค้นใจ
ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัท เรียกได้ว่าเป็นคนหนุ่มอนาคตไกล ลูกน้องได้จัดงานเลี้ยงฉลองให้เขา เขาจึงดื่มจนเมามายไม่ได้สติ
ผลสุดท้าย กลับทะลุมิติมาอย่างงงๆ
"องค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์ต้าโจว ซูหมาง?"
ซูหมางพึมพำ
ชื่อดันเหมือนกับเขาก่อนที่จะข้ามมิติมาไม่มีผิด และหลังจากหลอมรวมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว ซูหมางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น ชะตากรรมของเจ้าของร่างเดิมคนนี้ ใช้คำว่าน่าสมเพชคำเดียวยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
มารดามีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่กลับมีหน้าตาสะสวยงดงาม จึงถูกตาต้องใจฮ่องเต้ที่กำลังมึนเมา หลังจากร่วมหอเพียงคืนเดียวก็ตั้งครรภ์ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมลี่ เดิมทีคิดว่าเมื่อให้กำเนิดซูหมางแล้วจะสุขสบายเพราะบารมีลูก แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงท่ามกลางการแย่งชิงอันโหดร้ายในวังหลัง
ส่วนซูหมางก็สืบทอดพันธุกรรมอันยอดเยี่ยมของมารดามา รูปร่างหน้าตาของเขานั้นหล่อเหลาเอาการ!
แถมยังมีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ด้วยวัยเพียงสิบหกปี เขาก็กลายเป็นนักสู้ระดับสี่แล้ว ในโลกที่ยกย่องวิถียุทธ์เป็นใหญ่แห่งนี้ เรียกได้ว่าน่าทึ่งหาตัวจับยาก ยิ่งไปกว่านั้น ในวันเกิดอายุครบสิบหกปี เขายังสามารถควบแน่นกระดูกสูงสุดออกมาได้หนึ่งชิ้น!
ทั้งราชวงศ์ต้าโจวถึงกับสั่นสะเทือน!
อายุยังน้อย ควบแน่นกระดูกสูงสุดได้ ทั้งยังเป็นนักสู้ระดับสี่ เส้นทางในอนาคตนั้นไม่อาจหยั่งถึงได้เลย อาจกล่าวได้ว่าซูหมางกลายเป็นความหวังของทั้งราชวงศ์
แต่ผลสุดท้าย ในคืนสองวันถัดมา กระดูกสูงสุดของซูหมางกลับถูกคนควักออกไป!
มหาอำนาจระดับยักษ์ใหญ่ลงมือลอบเร้นเข้าไปในตำหนักของซูหมาง ควักเอากระดูกสูงสุดไป ทำให้ซูหมางร่วงหล่นจากแท่นบูชาอย่างสมบูรณ์ ระดับพลังฝึกตนก็ลดฮวบลงมาเหลือเพียงระดับเก้าซึ่งเป็นขั้นต่ำสุด
นับแต่นั้นมา ดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังทอแสงเจิดจรัสก็ดับวูบลงอย่างสิ้นเชิง
"ถูกเนรเทศไปอิวโจวงั้นเหรอ?"
หลังจากกลับมาถึงที่พักของตน ซูหมางก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย
อิวโจว เป็นถึงป้อมปราการชายแดนของราชวงศ์ต้าโจว มีความวุ่นวายตลอดทั้งปี ฮ่องเต้ผู้สูงส่งผู้นั้นจงใจเนรเทศเขาไปที่นั่น ชัดเจนว่าต้องการเอาชีวิตเขา
"ตรวจพบโฮสต์ตรงตามเงื่อนไขการเปิดใช้งานระบบ..."
"ระบบกำลังเปิดใช้งาน..."
"ระบบเปิดใช้งานสำเร็จ วันนี้โฮสต์สามารถทำการลงชื่อได้แล้ว..."
ขณะที่ซูหมางกำลังกังวลอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัวของเขา
หลังจากอึ้งไปชั่วครู่ ซูหมางก็ดีใจอย่างสุดซึ้ง
"อย่างที่คิด ระบบคือของคู่กายมาตรฐานสำหรับผู้ข้ามมิติจริงๆ ด้วย!"
ซูหมางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
"ระบบ การลงชื่อมีกฎเกณฑ์อะไรไหม?"
ซูหมางรีบเอ่ยถาม เขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด
"โฮสต์สามารถทำการลงชื่อได้ทุกวัน หากลงชื่อในสถานที่พิเศษ รางวัลจะเพิ่มเป็นสองเท่า"
"โฮสต์สามารถตั้งค่าจุดลงชื่อระยะยาวได้ ยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ รางวัลก็จะยิ่งมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น"
"โฮสต์ต้องการทำการลงชื่อของวันนี้หรือไม่?"
"ลงชื่อ!"
ซูหมางจะมัวลังเลอยู่ทำไม เขารีบตอบกลับทันที
"โฮสต์ทำการลงชื่อสำเร็จ ได้รับรางวัลกายาเทพปฐมกาล"
ทันทีที่เสียงของระบบสิ้นสุดลง ซูหมางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกายในชั่วพริบตา มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
เดิมทีเส้นลมปราณและจุดตันเถียนของเขาเหือดแห้งไปแล้วเนื่องจากสูญเสียกระดูกสูงสุดไป แต่ในยามนี้กลับราวกับได้น้ำฝนชโลมดินที่แห้งแล้ง มันระเบิดพลังชีวิตอันเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง
ส่วนแขนที่ถูกควักกระดูกสูงสุดออกไป ตอนนี้ก็เปล่งประกายแสงเจ็ดสี คอยหล่อเลี้ยงเลือดเนื้ออย่างต่อเนื่อง
ตู้ม!!!
ทันใดนั้น คลื่นพลังลมปราณก็พัดกระเพื่อมไปทั่วร่างของซูหมาง เพียงชั่วพริบตา เขาก็ทะลวงผ่านจากนักสู้ระดับเก้าขึ้นสู่ระดับแปดได้โดยตรง!
"พลังของข้า!!!"
ซูหมางสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นเต้นหาใดเปรียบ
สิ่งที่กายาเทพปฐมกาลมอบให้เขาคือพลังกายอันแข็งแกร่งจนน่ากลัว และพลังปราณอันบริสุทธิ์อัดแน่น เขาสัมผัสได้ว่าแม้ตอนนี้เขาจะเป็นเพียงนักสู้ระดับแปด แต่คุณภาพพลังปราณในร่างกลับเหนือชั้นกว่าระดับสี่ก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด!
เขาได้เกิดใหม่แล้ว!
แถมยังแข็งแกร่งกว่าตัวเองในอดีตเสียอีก!
"กระดูกสูงสุดงั้นเหรอ?"
"หึหึ!"
ซูหมางแสยะยิ้ม ตอนนี้เขามีกายาเทพปฐมกาลคุ้มครองร่าง ซึ่งแข็งแกร่งกว่ากระดูกสูงสุดเสียอีก บดขยี้กระดูกสูงสุดได้แบบราบคาบเลยด้วยซ้ำ!
ทว่าซูหมางก็รีบเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังอย่างรวดเร็ว
ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาล ยอดฝีมือมีมากมายดั่งเมฆหมอก!
เขาไม่กล้าประมาทหรือหลงระเริงแม้แต่น้อย การถูกชิงกระดูกสูงสุดไปก่อนหน้านี้ถือเป็นคำเตือน ก่อนที่เขาจะมีพลังไร้เทียมทานต้านทานผู้คนได้ทั้งโลก เขาจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
วิถียุทธ์ในโลกนี้นั้นเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด!
นักสู้ถูกแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ระดับเก้าคือขั้นเริ่มต้น ระดับหนึ่งคือแข็งแกร่งที่สุด
และเหนือกว่าระดับหนึ่งขึ้นไป ก็คือระดับปรมาจารย์ และมหาปรมาจารย์!
เหนือมหาปรมาจารย์ขึ้นไปก็ยังมีขอบเขตพลังอื่นอยู่อีก แต่สำหรับราชวงศ์ต้าโจว แค่ระดับหนึ่งก็สามารถเดินกร่างไปทั่วได้แล้ว ส่วนระดับปรมาจารย์และมหาปรมาจารย์นั้น เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน
"ไปอิวโจว บางทีอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้!"
ในตอนนี้ ซูหมางก็ยิ้มออกมา
กระดูกสูงสุดถูกขโมยไป มั่นใจได้เลยว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังคอยเล่นงานเขา การถูกส่งไปไกลถึงอิวโจว ถือเป็นการแลกความปลอดภัยให้ตนเอง แอบซ่อนตัวลงชื่อที่อิวโจวสักสามปีห้าปี หากยังไม่ถึงจุดที่ปลอดภัยที่สุด ซูหมางจะไม่ยอมเผยตัวง่ายๆ เด็ดขาด
"รอไปเถอะ วันที่ข้ากลับมาจากอิวโจว จะเป็นวันแห่งการล้างแค้น!"
แววตาของซูหมางเต็มไปด้วยประกายแสงแห่งเทพ
สามวันต่อมา ณ อิวโจว
เมืองที่ตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดทั้งปีแห่งนี้ดูทรุดโทรมไปบ้าง บนถนนแทบไม่มีผู้คนสัญจรไปมา ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำราวกีดเฉือนด้วยคมมีด ทำเอาซูหมางต้องหดคอหนี
"ฝ่าบาท ถึงจวนเจ้าเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มชี้ไปยังคฤหาสน์เบื้องหน้าแล้วตะโกนด้วยความดีใจ
ซูหมางพยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปทันที
ครึ่งค่อนวันต่อมา ภายในห้องโถงจวนเจ้าเมือง
เซียวหลง เจ้าเมืองในชุดเกราะสีดำมองซูหมางด้วยสายตาเย็นชา "ฝ่าบาท กระหม่อมเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว ต่อจากนี้หากมีเรื่องอันใดก็รับสั่งมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
"ช่วงนี้สถานการณ์สู้รบกำลังตึงเครียด การเสด็จมาของฝ่าบาทสามารถช่วยเรียกขวัญกำลังใจให้ทหารได้บ้าง แต่สงครามนั้นโหดร้าย ฝ่าบาทประทับอยู่ในจวนจะดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ"
คำพูดของเซียวหลงไม่มีความเคารพยำเกรงเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
กล่าวเพียงสองสามประโยค เซียวหลงก็อ้างเรื่องสงครามรัดตัวแล้วขอตัวจากไป ปล่อยให้ทหารองครักษ์ของตนเป็นคนพาซูหมางไปส่งที่พัก
ลานเรือนไม่ใหญ่โตนักแต่ก็ดูเงียบสงบร่มรื่น
ซูหมางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทว่าขันทีน้อยที่อยู่ข้างกายเขากลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
"หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาเห็นฝ่าบาทแล้วมีใครบ้างที่ไม่คุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อม แต่ดูตอนนี้สิ พวกเขาวางตัวราวกับเป็นเจ้านายเสียเอง ไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตาเลยสักนิด"
"เรือนโทรมๆ แบบนี้จัดไว้ให้ฝ่าบาทประทับได้หรือ รังแกกันเกินไปแล้ว!"
ขันทีน้อยตะโกนด้วยความเดือดดาล
แต่ซูหมางกลับยิ้มและส่ายหน้า "เสี่ยวหลี่จื่อ โลกใบนี้มันก็เป็นความจริงที่โหดร้ายแบบนี้แหละ กลับเป็นข้าที่ลากเจ้ามาลำบาก ถูกไล่ออกจากเมืองหลวงมาถึงอิวโจวด้วยกัน"
เสี่ยวหลี่จื่อรีบส่ายหน้าทันที "การได้ปรนนิบัติฝ่าบาทถือเป็นวาสนาของเสี่ยวหลี่จื่อ ฝ่าบาทอย่าได้รับสั่งเช่นนี้อีกเลยพ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้นแม้เสี่ยวหลี่จื่อตายหมื่นครั้งก็มิอาจไถ่โทษได้!"
ซูหมางยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังห้องรับแขก
[จบแล้ว]