เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - ปล่อยให้อดีตปลิวหายไปดั่งควัน

บทที่ 18 - ปล่อยให้อดีตปลิวหายไปดั่งควัน

บทที่ 18 - ปล่อยให้อดีตปลิวหายไปดั่งควัน


บทที่ 18 - ปล่อยให้อดีตปลิวหายไปดั่งควัน

เมื่อเผชิญกับการคาดคั้นของน้องชาย ฟางหยวนไม่พูดอะไร ยังคงก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าต่อไป

เขารู้จักนิสัยของน้องชายดี ฟางเจิ้งเป็นพวกเก็บอาการไม่อยู่

เป็นไปตามคาด พอฟางเจิ้งเห็นว่าพี่ชายไม่แม้แต่จะปรายตามอง คล้ายกับเห็นเขาเป็นธาตุอากาศ

วินาทีต่อมา เขาก็ขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจ "ท่านพี่ ท่านทำอะไรกับเสิ่นชุ่ย? ตั้งแต่ที่นางออกมาจากห้องของท่านเมื่อวาน นางก็ร้องไห้โฮไม่หยุด ข้ายิ่งปลอบ นางก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม"

ฟางหยวนเหลือบตามองน้องชายแวบหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉย

ส่วนฟางเจิ้งขมวดคิ้ว จ้องพี่ชายเขม็ง รอคอยคำตอบ

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

แต่ฟางหยวนเพียงแค่มองเขาแวบเดียว แล้วก็ก้มหน้ากินข้าวต่อ

ฟางเจิ้งโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ท่าทีเช่นนี้ของฟางหยวน ช่างเป็นการดูถูกเขาอย่างโจ่งแจ้ง

ด้วยความโกรธปนอับอาย เขาตบโต๊ะดังปัง ตะโกนลั่น "กู่เยว่ฟางหยวน ท่านทำตัวแบบนี้ได้อย่างไร! นางเป็นแค่เด็กรับใช้ตัวเล็กๆ คอยปรนนิบัติรับใช้ท่านมาตั้งหลายปี ความอ่อนโยนเอาใจใส่ของนาง ข้าล้วนเห็นอยู่ในสายตา ใช่ ข้ารู้ว่าท่านกำลังผิดหวัง และเข้าใจถึงความหดหู่ของท่าน ท่านมีพรสวรรค์แค่ระดับชั้นสามัญนี่นา แต่ท่านก็ไม่ควรเอาความโชคร้ายของตัวเอง ไปลงกับคนอื่นนะ แบบนี้มันมันไม่ยุติธรรมกับนางเลย!"

เขายังพูดไม่ทันจบ ฟางหยวนก็ผุดลุกขึ้นยืนพรวด ง้างมือขึ้นราวกับสายฟ้าแลบ

เพียะ!

เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว ประทับรอยนิ้วมือลงบนแก้มของฟางเจิ้งอย่างจัง

ฟางเจิ้งกุมแก้มขวา ถอยกรูดไปสองก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

"ไอ้เด็กเหลือขอ นี่เจ้ากำลังใช้เจตนาใดพูดกับพี่ชายตัวเองอยู่?! เสิ่นชุ่ยก็เป็นแค่สาวใช้ตัวเล็กๆ เจ้าถึงกับลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือพี่ชายของเจ้า เพียงเพื่อสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่งเนี่ยนะ?" ฟางหยวนดุด่าเสียงต่ำ

ฟางเจิ้งได้สติกลับมา ความเจ็บปวดบนใบหน้าส่งผ่านไปยังระบบประสาทเป็นระลอก

เขาเบิกตากว้าง หอบหายใจแรง เอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า "ท่านพี่ ท่านตีข้าหรือ? ตั้งแต่เล็กจนโต ท่านไม่เคยตีข้าเลย! ใช่ ข้าถูกทดสอบว่ามีพรสวรรค์ระดับชั้นเลิศ ส่วนท่านมีแค่ระดับชั้นสามัญ แต่ท่านจะมาโทษข้าไม่ได้นะ ทั้งหมดนี้สวรรค์เป็นผู้ลิขิต..."

เพียะ!

ฟางเจิ้งพูดยังไม่ทันจบ ฟางหยวนก็ตบสวนกลับไปอีกฉาด

ฟางเจิ้งยกมือทั้งสองข้างกุมแก้มทั้งสองฝั่ง เขามึนงงไปหมดแล้ว

"ไอ้โง่โลกสวย เจ้าย้อนกลับไปนึกดูสิ! ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าดูแลเจ้ามาอย่างไร? ตอนที่ท่านพ่อท่านแม่เพิ่งตาย พวกเรามีชีวิตที่ยากลำบาก พอถึงปีใหม่ ท่านลุงท่านป้าตัดชุดใหม่ให้เราแค่ชุดเดียว ข้าได้ใส่หรือเปล่า? ข้าเอาให้ใครใส่? ตอนเด็กเจ้าชอบกินโจ๊กผลไม้เชื่อม ข้าก็สั่งให้ห้องครัวทำเพิ่มให้เจ้าอีกชามทุกวัน เจ้าถูกคนอื่นรังแก ใครเป็นคนพาเจ้าไปเอาคืน? และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ข้าคร้านที่จะพูดแล้ว หึ ตอนนี้เพียงเพื่อสาวใช้คนเดียว เจ้าถึงกับกล้าพูดจาแบบนี้กับข้า กล้ามาคาดคั้นข้ารึ?"

หน้าของฟางเจิ้งแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก ทั้งอับอายทั้งโกรธแค้น แต่กลับหาคำเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

เพราะสิ่งที่ฟางหยวนพูด ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น!

"ช่างเถอะ" ฟางหยวนแค่นยิ้มเย็นชา "ในเมื่อเจ้าถึงขั้นทอดทิ้งพ่อแม่บังเกิดเกล้า ไปยอมรับคนอื่นเป็นพ่อแม่แล้ว พี่ชายอย่างข้าจะไปมีความหมายอะไรเล่า?"

"ท่านพี่ ทำไมท่านถึงพูดแบบนี้ ท่านก็รู้ว่าตั้งแต่เด็กข้าโหยหาความอบอุ่นจากครอบครัว ข้า..." ฟางเจิ้งรีบแก้ตัว

ฟางหยวนยกมือขึ้นขัดจังหวะ ไม่ให้เขาพูดต่อ "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่น้องชายของข้า และข้าก็ไม่ใช่พี่ชายของเจ้าอีกต่อไป"

"ท่านพี่!" ฟางเจิ้งตกใจสุดขีด อ้าปากเตรียมจะพูด

จังหวะนั้นเอง ฟางหยวนก็เอ่ยขึ้นอีก "เจ้าชอบเสิ่นชุ่ยไม่ใช่หรือ? วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ทำอะไรนาง นางยังเป็นหญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง เจ้าเอาหินปราณมาให้ข้าหกก้อน ข้าจะยกนางให้เจ้า ตั้งแตนี้ต่อไป นางจะเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้า"

"ท่านพี่ ท่านทำไม..." จู่ๆ ก็ถูกอ่านใจออก ฟางเจิ้งลนลานทำตัวไม่ถูก

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็โล่งใจ เรื่องที่เขากังวลที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ในคืนก่อนหน้านี้ไม่นาน เสิ่นชุ่ยมาปรนนิบัติเขาอาบน้ำด้วยตัวเอง แม้จะไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเกิดขึ้น แต่ฟางเจิ้งก็ไม่มีวันลืมความอ่อนโยนในคืนนั้นได้เลย

ทุกครั้งที่นึกถึงเสิ่นชุ่ย นึกถึงมืออันเรียวงามและริมฝีปากสีแดงระเรื่อของนาง หัวใจของเขาก็เต้นระรัว

ความรู้สึกแห่งวัยหนุ่มสาว ก่อตัวและผลิบานในอกของเด็กหนุ่มมานานแล้ว

ดังนั้นเมื่อช่วงเย็นวานนี้ พอเขารู้ว่าเสิ่นชุ่ยมีท่าทีผิดปกติ เขาจึงรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาทันที

เขาล้มเลิกการหลอมกู่แสงจันทร์ทันที เปลี่ยนเป้าหมายพลิกค่ายตระกูลเพื่อตามหาฟางหยวน หวังจะมาขอคำอธิบาย

เมื่อเห็นฟางเจิ้งไม่ตอบรับ ฟางหยวนก็ขมวดคิ้ว "เรื่องชายหญิงรักกัน เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา เจ้าก็ทำตัวให้มันเปิดเผยหน่อยสิ มัวแต่หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ได้ แน่นอนล่ะ หากเจ้าไม่อยากแลก ก็ช่างมันเถอะ"

ฟางเจิ้งร้อนรนขึ้นมาทันที "แลกสิ ทำไมจะไม่แลก แต่ว่าหินปราณของข้า มีไม่ถึงหกก้อนแล้ว"

พูดจบ เขาก็ล้วงถุงเงินออกมา หน้าแดงเถือก

ฟางหยวนรับถุงเงินมา พบว่าข้างในมีอยู่หกก้อนจริง แต่มีก้อนหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่าหินปราณปกติถึงครึ่งหนึ่ง

เขารู้ได้ทันทีว่า นี่เป็นเพราะฟางเจิ้งดูดซับปราณแท้จากหินปราณไปแล้ว เพื่อเร่งความเร็วในการหลอมกู่แสงจันทร์

เมื่อปราณแท้ธรรมชาติถูกดูดซับไปมากเท่าไหร่ ขนาดของหินปราณก็จะเล็กลง และน้ำหนักก็จะเบาลงตามไปด้วย

แม้จะมีแค่ห้าก้อนครึ่ง แต่ฟางหยวนก็รู้ดีว่า นี่คือหินปราณทั้งหมดที่ฟางเจิ้งมีอยู่

ตัวเขาเองไม่มีเงินเก็บ หินปราณหกก้อนนี้ ก็เป็นของที่ท่านลุงท่านป้าเพิ่งให้เขามาไม่นานนี้

"หินปราณข้ารับไว้แล้ว เจ้าไปได้" ฟางหยวนมีสีหน้าเย็นชา ยัดถุงเงินเก็บไว้ในเสื้อ

"ท่านพี่..." ฟางเจิ้งยังอยากจะพูดอะไรอีก

ฟางหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างเนิบนาบ "ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ เจ้าจงหายไปจากสายตาข้าซะ"

ฟางเจิ้งรู้สึกใจหายวาบ กัดฟันแน่น ในที่สุดก็หันหลังเดินจากไป

ตอนที่ก้าวเท้าออกจากประตูโรงเตี๊ยม เขายกมือขึ้นทาบอกโดยไม่รู้ตัว รู้สึกหวิวๆ ในใจแปลกๆ

ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่า เขาดูเหมือนจะสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปในวินาทีนี้

แต่แล้วเขาก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขานึกถึงเสิ่นชุ่ย และค่ำคืนที่ทำให้เขาเฝ้าฝันถึง

"ในที่สุดข้าก็จะได้ครอบครองเจ้าอย่างเปิดเผยเสียที ชุ่ยชุ่ย"

เขาไม่หันกลับไปมอง เดินลับสายตาฟางหยวนไป

ฟางหยวนยืนหน้าตายเฉยเมยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง

แสงแดดสดใสสาดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบใบหน้าอันเย็นชาของเขา ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวสั่น

ธุรกิจในห้องอาหารค่อนข้างเงียบเหงา ผู้คนบนท้องถนนเริ่มพลุกพล่าน เสียงจอแจดังแว่วมา ยิ่งขับเน้นให้ที่นี่ดูเงียบเหงาวังเวง

อาหารเช้าเย็นชืดไปแล้ว ลูกจ้างเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้น ถามว่าต้องการให้อุ่นใหม่หรือไม่

ฟางหยวนทำหูทวนลม แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปมาราวกับม่านเมฆ ราวกับกำลังหวนรำลึกถึงอะไรบางอย่าง

ลูกจ้างยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่เห็นฟางหยวนนั่งเหม่อลอย ไม่มีการตอบสนองใดๆ เขาจึงได้แต่ลูบจมูกตัวเอง แล้วเดินจากไปอย่างเสียหน้า

ครู่ใหญ่ ฟางหยวนก็ดึงสติกลับมา

ความทรงจำในใจที่เหมือนหมอกควันค่อยๆ เลือนหายไป

เขากลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง แสงแดดสาดส่องเข้ามา ส่องสว่างบนโต๊ะไปกว่าครึ่ง

ควันร้อนจากอาหารลอยหายไปหมดแล้ว เสียงผู้คนพลุกพล่านบนถนนดังเข้าหู

มือที่ล้วงกระเป๋าเสื้อ สัมผัสหินปราณห้าก้อนครึ่งผ่านเนื้อผ้า รอยยิ้มขื่นขมและเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก

แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

"นี่น้องชาย เอาอาหารพวกนี้ไปอุ่นหน่อย" ฟางหยวนปรายตามองอาหาร แล้วเอ่ยปากเรียกเสียงเรียบ

ในวินาทีนี้ แววตาของเขากระจ่างใสถึงขีดสุด

...

"อะไรนะ! พี่ชายเจ้าพูดแบบนี้งั้นรึ?"

ในห้องโถง ท่านลุงขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย็นเยียบ

ส่วนท่านป้านั่งอยู่ข้างๆ มองดูรอยนิ้วมือสีแดงเถือกบนแก้มทั้งสองข้างของฟางเจิ้งจนพูดไม่ออก

"ขอรับ ตอนที่ข้าไปพบท่านพี่ เขากำลังกินอาหารเช้าอยู่ที่โรงเตี๊ยม เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ" ฟางเจิ้งตอบกลับอย่างนอบน้อม

คิ้วของท่านลุงยิ่งขมวดแน่นจนเป็นปม

เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ เขาถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ฟางเจิ้ง ลูกเอ๋ย เจ้าต้องจำไว้นะ สาวใช้เสิ่นชุ่ยไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของฟางหยวน แต่เป็นคนที่พวกเราจัดหาไปให้เขา จะเอาไปซื้อขายได้อย่างไร? อีกอย่าง หากเจ้าต้องการ เจ้าน่าจะบอกพวกเราตรงๆ ตั้งแต่แรก พวกเราจะได้ย้ายนางไปรับใช้เจ้า"

"อ้าว?" ฟางเจิ้งฟังจนอ้าปากค้าง

ท่านลุงโบกมือ "เจ้าออกไปก่อนเถอะ ในเมื่อเจ้าเอาหินปราณให้ฟางหยวนไปแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่มอีกหกก้อน จำไว้ ครั้งนี้จงใช้มันหลอมกู่ให้ดี คว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้ พวกเราจะภูมิใจในตัวเจ้า"

"ท่านพ่อ ลูกละอายใจนัก..." ฟางเจิ้งซาบซึ้งจนน้ำตาไหล

ท่านลุงถอนหายใจ "ออกไปเถอะ ออกไป รีบกลับห้องไปหลอมกู่ เจ้าเสียเวลาไปมากแล้ว"

ฟางเจิ้งถอยออกไป ท่านลุงถึงได้เผยสีหน้าโกรธเกรี้ยวและดุร้ายออกมา

ปัง!

เขาตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห คำรามเสียงต่ำ "หึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน บังอาจเอาคนของเราไปทำมาค้าขาย ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียจริง!"

ท่านป้าที่อยู่ข้างๆ รีบเข้ามาเกลี้ยกล่อม "นายท่าน ดับโมโหก่อนเถอะ ก็แค่หินปราณหกก้อนเอง"

"สตรีอย่างเจ้า จะไปรู้อะไร! ไอ้ฟางหยวนมันมีแค่พรสวรรค์ระดับชั้นสามัญ การจะหลอมกู่แสงจันทร์ ย่อมต้องใช้หินปราณ ด้วยฝีมืออันอ่อนหัดในการหลอมกู่ครั้งแรก หินปราณหกก้อนย่อมไม่พอแน่ แต่ตอนนี้มันมีสิบสองก้อนแล้ว ถือว่าเหลือเฟือเลยทีเดียว" ท่านลุงกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น

เขาพูดต่ออีกว่า "การฝึกฝนของผู้ใช้กู่ ขอเพียงมีทรัพยากรเพียงพอ และไม่ติดขัดอยู่ที่คอขวด ก็จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงสองสามปี ตระกูลก็สามารถปั้นผู้ใช้กู่ขั้นที่สองขึ้นมาได้ทีละคน ยิ่งฟางหยวนตบะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะทวงคืนมรดกในปีหน้าก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ตอนนี้เขายังหนุ่มยังแน่น เพิ่งเริ่มฝึกฝน เราก็สกัดดาวรุ่งเขาซะ ปล่อยให้เขาล้าหลังเพื่อนรุ่นเดียวกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น ทรัพยากรของหอศึกษาล้วนมีไว้เป็นรางวัลสำหรับนักเรียนที่ทำผลงานได้ดี ด้วยพรสวรรค์ของเขา หากถูกทิ้งห่างตั้งแต่แรก ก็จะไม่ได้ทรัพยากร ยิ่งไม่มีทรัพยากรมาช่วยเสริมการฝึกฝน ก็จะยิ่งล้าหลังหนักเข้าไปอีก หากเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้ต่อไป ผ่านไปหนึ่งปี ดูสิว่าเขาจะยังมีปัญญามาทวงสิทธิ์สืบทอดมรดกอยู่อีกไหม?"

ท่านป้าไม่เข้าใจ "ต่อให้เราไม่สกัดดาวรุ่งเขา ภายในหนึ่งปี อย่างมากเขาก็ไปได้แค่ขั้นที่หนึ่งระดับกลาง นายท่านเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นที่สอง ยังจะกลัวเขาอีกรึ?"

ท่านลุงกระทืบเท้าด้วยความโกรธ "สตรีอย่างเจ้านี่มัน ผมยาวแต่ความรู้สั้นเสียจริง! ข้าเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ จะให้ไปต่อยตีกับเด็กเมื่อวานซืนได้อย่างไร? การที่เขาทวงมรดกคืน มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เราไม่อาจขัดขวางได้โดยตรง มีแต่ต้องใช้กฎตระกูลเข้าสู้ ในกฎระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะออกเรือนตั้งตัวตอนอายุสิบหก อย่างน้อยต้องมีตบะขั้นที่หนึ่งระดับกลาง มิฉะนั้น ก็แสดงว่าฟางหยวนไม่มีคุณสมบัติที่จะมาผลาญทรัพยากรของตระกูล ข้าพูดแบบนี้ เจ้าเข้าใจหรือยัง?"

ท่านป้าถึงบางอ้อ

ท่านลุงหรี่ตาลง ประกายแสงอันชั่วร้ายวูบไหวอยู่ในดวงตา เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจ "ฟางหยวนคนนี้ ฉลาดหลักแหลมและเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว แม้แต่มารยาหญิงก็ยังมองออก นี่มันระดับสติปัญญาแบบไหนกัน? อายุแค่นี้กลับคิดการไกลและลึกล้ำ น่ากลัวจริงๆ! เดิมทีคิดจะวางแผนหลอกใช้เขา เขากลับย้ายออกไปดื้อๆ คิดจะใช้เสิ่นชุ่ยคอยจับตาดูและก่อกวนเขา สุดท้ายก็ถูกเขาไล่ตะเพิดออกมา แถมยังฟันกำไรไปได้อีกหกก้อน"

"เฮ้อ หากเขาโง่ได้สักครึ่งของฟางเจิ้งก็คงดี อ้อ จริงสิ ต่อไปนี้เจ้าก็ดีกับฟางเจิ้งหน่อยนะ เขาเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับชั้นเลิศ และข้าก็พอมองออกว่า เขารู้สึกไม่พอใจและไม่ยอมรับในตัวฟางหยวนเอามากๆ อารมณ์แบบนี้แหละดี ต้องชี้นำให้ดี ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ในอนาคต เขาจะเป็นอาวุธชั้นยอดในการจัดการกับฟางหยวน!"

...

พริบตาเดียว สองวันก็ผ่านพ้นไป

ในห้องของโรงเตี๊ยม ไม่มีการจุดตะเกียงทิ้งไว้ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามา อาบย้อมพื้นห้องด้วยแสงสีเงินยวง

บนเตียงนอน ฟางหยวนนั่งขัดสมาธิหลับตา ดึงปราณแท้ทองแดงออกมา รวบรวมสมาธิเพื่อหลอมกู่หนอนสุรา

ลำตัวส่วนหนึ่งของกู่หนอนสุรา ถูกย้อมจนกลายเป็นสีเขียวทองแดง แต่เจตจำนงของมันยังคงดื้อรั้น ไม่ยอมจำนน ดิ้นรนอยู่ในวงล้อมของปราณแท้ที่ดูราวกับกลุ่มควัน

การหลอมกู่ของฟางหยวนเป็นไปอย่างยากลำบาก เรียกได้ว่าก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า

"ข้าเสียเวลาไปตั้งสองวันสองคืนเต็มๆ นอนพักแค่วันละสองชั่วโมง ผลาญหินปราณไปตั้งสิบสองก้อน แต่ก็คืบหน้าไปได้แค่หนึ่งในสิบห้าส่วน หากคำนวณตามเวลาแล้ว ในช่วงไม่กี่วันนี้ ก็คงมีคนหลอมกู่สำเร็จแล้วล่ะ" ฟางหยวนมองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

แต่เดิมพรสวรรค์ของเขาก็ด้อยกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ตอนนี้กู่หนอนสุราที่กำลังหลอม ก็ยังมีความมุ่งมั่นในการเอาชีวิตรอดสูงลิ่ว สูงกว่ากู่แสงจันทร์ทั่วไปมากนัก การที่เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ล้าหลังเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง

"การล้าหลังชั่วคราว ไม่นับเป็นอะไร ขอเพียงมีกู่หนอนสุรา..." จิตใจของฟางหยวนสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ ไร้ซึ่งความร้อนรนหรือท้อแท้ใดๆ

แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ กู่หนอนสุราก็หดตัว ขดเข้าหากันเป็นก้อนกลม

"แย่แล้ว การสะท้อนกลับของกู่!" ฟางหยวนเบิกตาโพลงทันที ประกายความตื่นตระหนกวาบขึ้นในดวงตา

ตรงหน้าเขา กู่หนอนสุราขดตัวเป็นลูกชิ้นกลมดิ๊ก จู่ๆ ก็สาดแสงสีขาวเจิดจ้าออกมา

มันทุ่มสุดตัวแล้ว!

ทันใดนั้น ฟางหยวนก็สัมผัสได้ถึงเจตจำนงอันแข็งแกร่ง ที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวของกู่หนอนสุรา ทะลวงผ่านปราณแท้ พุ่งตรงเข้าสู่ทะเลปราณในช่องทวารของเขา

เหตุการณ์ที่กู่แว้งกัดเช่นนี้ พบเห็นได้ยากยิ่งนัก

จะมีก็แต่แมลงกู่ที่มีเจตจำนงแข็งแกร่งกร้าวแกร่งถึงขีดสุดเท่านั้น ที่จะยอมทุ่มเทกำลังทั้งหมด ไม่สำเร็จก็ยอมตาย

หากเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มคนอื่น เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ คงต้องลนลานจนทำอะไรไม่ถูกเป็นแน่

แต่ฟางหยวนตกใจทว่าไม่ลนลาน กลับรู้สึกยินดีลึกๆ "ทุ่มสุดตัวก็ดี ขอเพียงข้ารับการแว้งกัดครั้งนี้ไว้ได้ เจตจำนงของกู่หนอนสุราก็จะอ่อนแอลงอย่างมหาศาล แต่หลังจากนี้ข้าจะต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมด เพื่อต่อต้านการโจมตีจากเจตจำนงสายนี้ จะให้มีสิ่งรบกวนจากภายนอกไม่ได้แม้แต่น้อย มิฉะนั้นคงจบเห่แน่ เฮ้อ... หวังว่าในช่วงเวลานี้จะไม่มีใครมาขัดจังหวะข้าก็แล้วกัน"

เมื่อคิดทบทวนจบ เขาก็เตรียมจะกระตุ้นปราณแท้ในช่องทวาร พุ่งเข้าปะทะกับเจตจำนงสายนั้น ตั้งใจจะพัวพันต่อสู้กับมันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยสักสามร้อยกระบวนท่า

แต่ในวินาทีนั้นเอง ความพลิกผันก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง!

แมลงกู่ตัวหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นเหนือทะเลปราณ ใจกลางช่องทวารของเขา

ครืน!

แมลงกู่ตัวนี้ระเบิดกลิ่นอายที่ทรงพลังถึงขีดสุดออกมา

กลิ่นอายนี้เปรียบดั่งแม่น้ำสวรรค์ที่ไหลทะลัก ทะลวงดั่งน้ำป่าไหลหลาก หรืออีกนัยหนึ่งก็คล้ายกับสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ลืมตาแดงก่ำขึ้นมา ตรวจดูว่าใครบังอาจมารุกล้ำอาณาเขตของมัน!

"นี่คือจักจั่นวสันตสารท?!" เมื่อเห็นแมลงกู่ตัวนี้ ฟางหยวนก็ถึงกับตะลึงงันไปเลย!!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 18 - ปล่อยให้อดีตปลิวหายไปดั่งควัน

คัดลอกลิงก์แล้ว