เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 ร่วมหุ้นทำธุรกิจ

บทที่ 51 ร่วมหุ้นทำธุรกิจ

บทที่ 51 ร่วมหุ้นทำธุรกิจ


ตกลงรายการแต่งรถเสร็จสรรพ ช่างหม่าก็กรอกรายละเอียดลงในใบสั่งงาน หยางจ้านเซ็นชื่อกำกับ เก็บสำเนาไว้ชุดนึง แล้วยื่นกุญแจรถให้ช่างหม่า เป็นอันเสร็จพิธี

เฉินเว่ยเดินเข้ามากอดคอหยางจ้าน "มามะเพื่อน เดี๋ยวพาไปทัวร์คลับของฉันหน่อย เผื่อมีคำแนะนำติชมอะไรให้บ้าง ฉันสร้างที่นี่ขึ้นมาตามความฝัน ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ พอเจอเพื่อนที่คุยกันถูกคอ ก็อยากได้คำแนะนำดีๆ บ้าง ฉันเชื่อในสายตาและวิสัยทัศน์ของนายนะ ช่วยดูให้หน่อยสิ"

เวลาเพิ่งจะยังไม่ถึง 3 ทุ่มเลย เป็นเวลาที่ก้ำกึ่งมาก ในเมื่อคุยกับเฉินเว่ยถูกคอขนาดนี้ จะให้ข้ามหน้าข้ามตาชวนน้องสาวเขาไปคุยกันสองต่อสองก็คงน่าเกลียด

หยางจ้านเลยตัดสินใจเดินตามเฉินเว่ยไปดู 'ความฝัน' ของเขา พร้อมกับรับฟังวิสัยทัศน์ไปพลางๆ

เรื่องธุรกิจสายนี้ หยางจ้านก็ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไรหรอก แต่ปกติก็พอจะมีความสนใจอยู่บ้าง ถึงจะไม่เคยทำเอง แต่ก็พอจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง ถ้าให้แถเอาตัวรอดก็คงพอไหวอยู่

เฉินเว่ยพาหยางจ้านเดินทัวร์พร้อมกับอธิบายภาพฝันของเขาไปตลอดทาง "ฉันทำคลับนี้ขึ้นมา ไม่ได้กะจะให้เป็นแค่อู่ซ่อมรถหรือคาร์แคร์ธรรมดาๆ หรอกนะ ฉันรักรถ และที่รักยิ่งกว่าคือการได้แปลงโฉมรถตามไอเดียของตัวเองหรือของลูกค้า จะทำให้มันดูสวยขึ้น ดุดันขึ้น หรือจะแต่งซิ่งไปเลยก็ได้หมด"

"แน่นอนว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็ต้องเป็นระดับพรีเมียมหน่อย เพราะคนที่มีกำลังทรัพย์ถึงจะกล้าทุ่มเงินแต่งรถไงล่ะ"

"เห็นคลับฉันตอนนี้ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เถอะ แต่มันยังไม่เป็นระบบและยังไม่มีบรรยากาศแบบที่ฉันตั้งใจไว้เลย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักกันแนะนำต่อๆ กันมา ชื่อเสียงยังไม่ได้กระจายออกไปเป็นวงกว้าง"

"มันเลยทำให้ฉันเริ่มมองภาพไม่ออกว่าก้าวต่อไปควรจะเดินยังไง กลายเป็นว่าตอนนี้ทำธุรกิจไปวันๆ แค่ให้มีรายได้เข้ามา ซึ่งมันทำให้ฉันแอบเครียดอยู่เหมือนกัน" เฉินเว่ยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหยางจ้านจะเข้าใจที่เขาพูดไหม แต่ตอนนี้แค่เจอคนที่คุยภาษาเดียวกัน เขาก็อยากจะระบายความในใจออกมาให้หมด

หยางจ้านกับเฉินเว่ยเดินไปคุยไป ลูกน้องของเฉินเว่ยเดินตามอยู่ห่างๆ ส่วนเฉินเฉินก็เดินตามหยางจ้านไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้สึกว่าสถานการณ์มันแปลกๆ ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก

ที่เฉินเว่ยกลัวว่าหยางจ้านจะตามไม่ทันน่ะ ถือว่าประเมินหยางจ้านต่ำไปซะแล้ว ถึงจะดูชิลๆ แบบนี้ แต่หยางจ้านก็จบคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดเชียวนะ เรื่องการวิเคราะห์ตลาด วัฒนธรรมองค์กร หรือกลยุทธ์การวางตำแหน่งแบรนด์เนี่ย หลับตาพูดยังพ่นทฤษฎีออกมาได้เป็นฉากๆ

แต่ในเมื่ออุตส่าห์นับถือกันเป็นเพื่อนแล้ว หยางจ้านก็คิดว่าควรจะระวังคำพูด ไม่ควรไปชี้แนะแบบส่งเดชจนทำให้เฉินเว่ยหลงทาง เขาเลยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "อืม เข้าใจที่พี่จะสื่อละ"

"หมายความว่า พี่มีภาพความสำเร็จของคลับอยู่ในหัวชัดเจนแล้ว แต่ในระยะเริ่มต้นแบบนี้ พี่เริ่มรู้สึกว่าเส้นทางที่เดินอยู่ มันอาจจะพาไปไม่ถึงจุดหมายที่วาดฝันไว้ใช่ไหม"

"พูดง่ายๆ ก็คือ เจ้าของธุรกิจที่กำลังจะข้ามผ่านจุดคุ้มทุน เริ่มเกิดความสงสัยในตัวเอง กลัวว่าก้าวต่อไปจะตัดสินใจพลาดสินะ"

หยางจ้านพยายามจะไม่ลงลึกถึงรายละเอียดหรือให้คำแนะนำอะไรเจาะจง กะจะใช้มุมมองในภาพกว้างเพื่อดึงสติและคลายความกังวลให้เฉินเว่ย เขาหยุดเดิน หันไปจ้องหน้าเฉินเว่ยแล้วถาม "พี่เว่ย คลับนี้พี่กะจะทำขำๆ แค่ปีสองปีแล้วเลิกป่าว หรือว่าตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จตามภาพฝันให้ได้ภายในปีสองปีนี้"

"คลับนี้เพิ่งเปิดมาไม่ถึงปี ก็ทำยอดคุ้มทุนได้แล้ว ทำไมพี่ต้องรีบร้อนกดดันตัวเองให้เดินไปถึงเส้นชัยแบบไร้ที่ติขนาดนั้นด้วยล่ะ"

"การได้เอาความชอบมาทำเป็นธุรกิจ มันเป็นประสบการณ์ที่โคตรดีเลยนะ ไม่เห็นต้องไปซีเรียสเลยว่าทางเดินมันจะโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดหรือเปล่า เดินถูกทางก็ถึงเป้าหมายเร็วหน่อย เดินหลงทางก็แค่หันหัวกลับ เสียเวลาไปนิดหน่อยเอง ดูทรงแล้วพี่ก็ไม่ได้หวังพึ่งธุรกิจนี้เพื่อพลิกฟื้นฐานะอะไรอยู่แล้ว จะรีบมานั่งเครียดไปทำไม"

พอได้ยินแบบนี้ เฉินเว่ยก็รู้สึกเหมือนตาสว่าง 'เออว่ะ แล้วกูจะมารีบเครียดไปทำหอกอะไรวะเนี่ย' ความสนใจที่มีต่อคำพูดของหยางจ้านก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

หยางจ้านเว้นจังหวะนิดนึงแล้วพูดต่อ "ส่วนปัญหาที่พี่พูดมาน่ะ มันก็แค่เรื่องกลยุทธ์และวิธีการบริหารงานนั่นแหละ ถ้ารู้สึกตัน ก็ลองออกไปดูงานที่อื่นสิ เห็นอะไรดีก็ก๊อปมาปรับใช้ให้เข้ากับคลับเรา เรื่องกลยุทธ์การบริหารมันไม่มีใครจดลิขสิทธิ์ซะหน่อย"

"ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องใจร้อนกะจะกินรวบทีเดียว เดี๋ยวโครงสร้างมันก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง แล้วก็ถึงเป้าหมายเองแหละ! เผลอๆ การได้เจออุปสรรคหรือเดินหลงทางบ้าง อาจจะทำให้ปิ๊งไอเดียเจ๋งๆ ที่ทำให้ภาพความฝันของพี่มันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็ได้นะ หึๆ" ทฤษฎีน้ำท่วมทุ่งพวกนี้ หยางจ้านพ่นออกมาได้อย่างไหลลื่น

เฉินเว่ยเหมือนจะจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักตอบรับคำพูดของหยางจ้าน แววตาดูเหม่อลอยไปแล้ว

หยางจ้านเห็นว่าคำพูดเริ่มเข้าเป้า ก็เลยจัดหนักต่อ "เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่สองส่วนหลักๆ คือ ฮาร์ดแวร์ กับ ซอฟต์แวร์ ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรของคลับก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์ด้วยนะ"

"เรื่องฮาร์ดแวร์ผมน่ะไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ตอนเริ่มต้นก็ลงทุนซื้อของดีๆ มาใช้ พอเริ่มมีกำไรก็ค่อยๆ อัปเกรดซื้อเครื่องมือล้ำๆ เพิ่มเข้าไป อันนี้ก็เป็นไปตามสเตปการเติบโต ไม่มีอะไรซับซ้อน"

"แต่เรื่องซอฟต์แวร์เนี่ยสิ มันคือเรื่องของการบริการ การวางตำแหน่งแบรนด์ แล้วก็วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นอะไรที่จับต้องยาก สมมติว่าพี่อยากใช้จุดแข็งพวกนี้ดึงดูดลูกค้าและสร้างชื่อเสียง ถ้าวางตำแหน่งคลับไว้ในระดับไฮเอนด์ ระบบการบริการหลังบ้านก็ต้องเป๊ะเว่อร์ ถ้ายอมรับว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ใช่พวกที่ซีเรียสเรื่องราคา พี่ก็ต้องเอา 'วัฒนธรรมการบริการ' มาเป็นจุดขายมัดใจลูกค้า นอกเหนือจากการซ่อมบำรุงรถทั่วไป"

"พี่รักรถ พี่ก็ต้องเอาความหลงใหลนี่แหละมาเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดสมรรถนะให้ทะลุขีดจำกัด การปรับโฉมให้รถดูเท่ระเบิด หรือการชุบชีวิตรถเก่าให้กลับมาปิ๊งจนลูกค้าต้องว้าว... เอาสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นจุดขาย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้ได้"

"สเตปต่อไป ก็จัดทำฐานข้อมูลลูกค้าคู่กับรถที่เขาใช้ แบ่งกลุ่มลูกค้าแล้วจัดทีมดูแลให้ตรงจุด เวลาเจอลูกค้าก็คอยสังเกตและเก็บข้อมูลมาเติมในประวัติให้ครบถ้วนขึ้น เช่น อายุ วันเกิด ความชอบส่วนตัว แล้วค่อยๆ ต่อยอดเพิ่มบริการพิเศษเข้าไปทีละนิด"

"ตั้งกลุ่มแชตเฉพาะกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ SMS อีเมล หรือคิวคิว (QQ) ขยันโยนประเด็นน่าสนใจเข้าไปให้คนคุยกัน เพื่อสร้างความคึกคักและตอกย้ำภาพลักษณ์ของคลับ..."

ยิ่งพูดยิ่งอิน ไอเดียยิ่งบรรเจิด หยางจ้านไม่สนแล้วว่าจะมีสาวๆ ยืนอยู่ด้วย ล้วงบุหรี่มาแจกหนุ่มๆ จุดสูบแล้วก็ร่ายยาวต่อ "ส่วนวิธีสร้างกระแส ผมขอเสนอไอเดียนึงนะ อย่างรถผมเนี่ย ตั้งแต่ขับเข้ามาจนตกลงสั่งทำ พี่ก็เอาขั้นตอนการเตรียมอะไหล่ โชว์ฝีมือช่างแต่ละคน เจาะลึกขั้นตอนการติดตั้งชิ้นส่วนต่างๆ ไปจนถึงตอนรถเสร็จสมบูรณ์"

"พี่เอาโฮมวิดีโอ (DV) มาถ่ายเก็บไว้ให้หมด แล้วเอามาตัดต่อเร่งความเร็ว ใส่เสียงพากย์กับซับไตเติลเข้าไป ทำเป็นคลิปสั้นๆ สักสิบนาที โชว์ผลงานให้กลุ่มคนที่สนใจเรื่องแต่งรถดูสิ"

"พอมีเคสแต่งรถเจ๋งๆ หรือแปลกๆ ก็ถ่ายคลิปเอาไปแชร์ในกลุ่มคิวคิว หรือจะตั้งเว็บบอร์ดของตัวเองไปเลยก็ได้ หรือเจ๋งกว่านั้นก็ทำ 'เว็บไซต์คลับคนรักรถแห่งอนาคต' ไปเลยสิ เอาไปปล่อยตามช่องทางต่างๆ ให้คนเห็นเยอะๆ วิธีนี้รับรองว่าช่วยโปรโมตคลับได้ตรงจุด แถมยังช่วยสร้างและเผยแพร่วัฒนธรรมองค์กรของคลับไปในตัวด้วย..."

...

ร่ายยาวเป็นคุ้งเป็นแคว หยางจ้านก็นึกอะไรออกก็พูดไปเรื่อย หยิบยืมไอเดียจากพวกคลิปแต่งรถหรือไลฟ์สตรีมที่เคยดูในยุคหลังๆ มาปนเปกันไปหมด

พูดไปพูดมาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า พวกอู่แต่งรถหรูๆ หรือเต็นท์รถซูเปอร์คาร์มือสองดังๆ ในโลกออนไลน์ยุคหลังๆ มันก็รวยกันเละเทะทั้งนั้นนี่หว่า โผล่มาทีไรก็ทำตัวป๋า วันนี้ซื้อรถ พรุ่งนี้เปลี่ยนรถ ถึงส่วนใหญ่จะจัดฉากเอาคอนเทนต์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวงการนี้มันทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ

ในอนาคต เฉินเว่ยก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายในบริษัทกงสีของครอบครัว แต่เห็นเว่ยกั๋วเฉียงเอาซูเปอร์คาร์ของหมอนี่มาขับตั้งหลายคัน ก็พอจะเดาได้ว่า เฉินเว่ยคงจะกวาดรายได้จากวงการแต่งรถไปไม่น้อยเหมือนกัน

เฉินเว่ยถึงกับยืนอึ้งไปเลย ตอนแรกแค่กะจะระบายความเครียดให้คนที่คุยภาษาเดียวกันฟังเฉยๆ อย่างมากก็แค่หวังว่าจะได้มุมมองใหม่ๆ จากคนนอก ไม่คิดเลยว่าหยางจ้านจะใส่เต็มแม็กซ์ พ่นไอเดียและกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาเป็นฉากๆ แบบไม่หยุดหย่อน

ไอเดียพวกนี้ บางอันเฉินเว่ยก็พอเข้าใจ แต่บางอันก็ฟังดูล้ำยุคเกินไปหน่อย แต่ไม่ว่าจะยังไง คำพูดพวกนี้มันก็ช่วยทลายกรอบความคิดเดิมๆ ของเขาจนพังทลายลงไปหมด เพิ่งจะรู้ตัวว่ามันมีวิธีและช่องทางโปรโมตคลับตั้งเยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

หยางจ้านไม่ทันสังเกตอาการของเฉินเว่ย ยังคงนึกอะไรได้ก็พูดไปเรื่อย เฉินเว่ยเหลือบดูนาฬิกา เพิ่งจะ 3 ทุ่มครึ่ง เลยรีบคว้าแขนหยางจ้านไว้ "เฮ้ยๆ ช้าลงหน่อยเพื่อน ไอเดียนายมันล้ำจนฉันตามไม่ทันแล้วเนี่ย เวลายังหัวค่ำอยู่ เดี๋ยวฉันโทรเรียก 'เจียงเส้าชิง' หุ้นส่วนฉันมาฟังด้วยดีกว่า ไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องทำงานดีกว่า"

พูดจบก็หันไปสั่งลูกน้องให้โทรตามเจียงเส้าชิง ส่วนตัวเองก็ลากหยางจ้านเดินไปที่ออฟฟิศ เฉินเฉินเดินตามมาด้วยสีหน้าแปลกๆ ไม่ได้พูดแทรกอะไร และไม่ได้แสดงอาการรำคาญออกมาให้เห็น

ระหว่างที่เดินไป เฉินเว่ยก็โพล่งขึ้นมา "นี่ไอ้น้อง อาจ้าน สนใจมาร่วมหุ้นคลับนี้กับฉันไหมล่ะ ช่วยฉันวางแผนบริหารคลับให้มันปังๆ ไปเลย วันหลังถ้านายแวะมาเซินเจิ้น ก็จะได้มีฐานบัญชาการเป็นของตัวเองด้วยไง!"

หยางจ้านหันขวับไปมองเฉินเว่ยด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะชวนมาร่วมหุ้นเอาดื้อๆ แบบนี้ แต่หยางจ้านก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ถ้าจะให้ร่วมหุ้นก็จัดไป แค่ใช้ความรู้และไอเดียนิดหน่อย ไม่ได้กระทบกับงานประจำ วันข้างหน้ายังไงก็ได้ทุนคืนบวกกำไรแน่นอน

หยางจ้านเลยตอบรับอย่างใจป้ำ "ร่วมหุ้นเหรอ เอาดิ แต่ผมต้องทำงานประจำนะ คงไม่มีเวลามาบริหารงานย่อยๆ หรอกนะ แล้วนี่จะเพิ่มทุนหรือว่าจะขายหุ้นเดิมให้ผมล่ะ ถ้าจะให้ดีเพิ่มทุนไปเลยดีกว่า คลับกำลังโตยังไงก็ต้องอัดฉีดเงินเพิ่มอยู่แล้ว จะได้ขยายกิจการได้ไวขึ้นไง"

เฉินเว่ยไม่ได้แปลกใจที่หยางจ้านตกลงง่ายดายขนาดนี้ เพราะในสายตาเขาตอนนี้ หยางจ้านเป็นคนที่ชิลและเด็ดขาดมาก แถมยังมีไอเดียเจ๋งๆ เพียบ การได้หยางจ้านมาร่วมทีม ย่อมเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

"ก็ต้องเพิ่มทุนสิวะ หุ้นเดิมพวกฉันไม่ขายหรอก" เฉินเว่ยตอบกลับทันควัน

แล้วก็อธิบายโครงสร้างหุ้นของคลับคร่าวๆ ให้ฟัง "คลับนี้จดทะเบียนทุนจดทะเบียนสิบล้านหยวน ฉันลงเงินสดไปห้าล้าน บวกกับค่าเช่าที่สามปี แล้วก็รับหน้าที่บริหารงานหลัก เลยถือหุ้นอยู่ 70% ส่วนเจียงเส้าชิง เพื่อนฉัน ลงเงินสดไปสามล้าน ถือหุ้น 30%"

"ในส่วนนี้ ฉันหักหุ้นฉันมา 10% กับของไอ้ชิงอีก 5% มารวมเป็นโควตาหุ้นปันผล 15% เอาไว้เป็นโบนัสให้พนักงานและทีมบริหารในอนาคต"

"ฉันกะว่าโควตา 15% นี้จะคงไว้เหมือนเดิมนะ ส่วนเรื่องเพิ่มทุน หุ้นส่วนที่เหลือก็คงต้องเฉลี่ยสัดส่วนกันไป"

"ถ้านายมาร่วมหุ้น ก็น่าจะได้ถือหุ้นสัก 10% แหละมั้ง ส่วนรายละเอียดลึกๆ เดี๋ยวรอไอ้ชิงมาถึงแล้วค่อยคุยกันอีกที รับรองเพื่อน ไม่ให้นายเสียเปรียบแน่นอน หึๆ" เฉินเว่ยอธิบายพลางเคาะหัวตัวเองเบาๆ อย่างใช้ความคิด

พอกลับมาถึงออฟฟิศ นั่งจิบชาไปได้ไม่ถึงสิบนาที หุ้นส่วนที่ชื่อเจียงเส้าชิงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา หลังจากแนะนำตัวและพูดคุยกัน หยางจ้านก็ได้รู้ว่าเจียงเส้าชิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเฉินเว่ย เป็นคนมณฑลฝูเจี้ยน ย้ายตามครอบครัวมาอยู่เซินเจิ้นตั้งแต่เด็ก ที่บ้านทำธุรกิจรับจ้างผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

เจียงเส้าชิงมีพี่สาวแค่คนเดียว แกเลยต้องเข้าไปช่วยบริหารงานในกงสีอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่มีชื่อรับเงินเดือนไปวันๆ ส่วนที่มาร่วมลงทุนเปิดคลับกับเฉินเว่ย ก็เป็นเพราะความชอบส่วนตัวและความสนิทสนมกันล้วนๆ

ศีลเสมอกันก็เลยคุยกันถูกคอ ทั้งสามคนคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ได้ข้อสรุปเรื่องการร่วมหุ้นของหยางจ้าน: เพิ่มทุนจดทะเบียนของคลับจาก 10 ล้านหยวน เป็น 11 ล้านหยวน หยางจ้านอัดฉีดเงินสด 1.1 ล้านหยวน แลกกับหุ้น 10% ส่วนสัดส่วนหุ้นของเฉินเว่ยและเจียงเส้าชิงจะปรับลดลงเหลือ 62.7% และ 27.3% ตามลำดับ โดยแต่ละคนจะหักหุ้นของตัวเองออกมาใส่ในโควตาหุ้นปันผลให้พนักงานตามสัดส่วน

มีเงื่อนไขว่า ภายในสามปีแรกนับตั้งแต่จดทะเบียนคลับ จะไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น (ยกเว้นโบนัสสิ้นปีของพนักงาน) กำไรทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนเพื่อพัฒนาคลับต่อไป

ตกลงกันว่าวันจันทร์หน้าหยางจ้านจะโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท เพื่อใช้ในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น รายละเอียดลึกๆ กว่านี้ ทั้งสามคนก็ไม่ได้เอามาคุยให้มากความ ก็แหม เป็นการร่วมธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าไม่ไว้ใจกันหรือคุยกันไม่ถูกคอ ดีลนี้คงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกแล้ว

ตกลงเรื่องหุ้นเสร็จ ทั้งสามคนก็เริ่มระดมสมองเรื่องแผนพัฒนาคลับกันต่อ เอาล่ะสิ ทีนี้พอลงเรือลำเดียวกันแล้ว บทสนทนาก็ยิ่งออกรสออกชาติยาวเหยียดไม่มีที่สิ้นสุด หลักๆ ก็คือการเอาไอเดียที่หยางจ้านเสนอไปมาต่อยอดและขยายความเพิ่มเติมนั่นแหละ

เฉินเฉินรับหน้าที่เป็นคนจดบันทึกการประชุมจำเป็น ระหว่างนั้นมีสายเรียกเข้าจากที่บ้านสองสาย โทรมาตามว่าทำไมป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน เฉินเว่ยก็รับหน้าเป็นคนคุยให้ โดยรับประกันว่าน้องสาวอยู่กับเขาปลอดภัยดี ถึงได้รอดตัวไปได้

...

จบบทที่ บทที่ 51 ร่วมหุ้นทำธุรกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว