เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 บุพเพสันนิวาสพานพบ

บทที่ 50 บุพเพสันนิวาสพานพบ

บทที่ 50 บุพเพสันนิวาสพานพบ


เฉินเว่ยกับเฉินเฉินถือว่าเป็นลูกเศรษฐีรุ่นที่สองในเซินเจิ้น ทั้งคู่เกิดและโตที่นี่ พ่อของพวกเขามาบุกเบิกทำธุรกิจที่เซินเจิ้นตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน

ด้วยค่านิยมของคนบ้านเกิดที่ว่า 'ยอมขอทานดีกว่าเป็นลูกจ้าง' พ่อของพวกเขาเลยผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน เคยมีโอกาสจะได้เป็นลูกเขยระดับผู้บริหารมณฑลด้วยซ้ำ แต่ด้วยความยึดมั่นในประเพณีบ้านเกิด เลยกลับไปแต่งงานกับสาวท้องถิ่นที่ผู้ใหญ่หาให้แทน

เฉินเว่ยเป็นลูกชายคนรอง เรื่องเรียนก็หัวขี้เลื่อยพอๆ กับพี่ชายคนโต เรียนจบแค่วิทยาลัยอาชีวะในเซินเจิ้นก็กลับมาช่วยพ่อดูแลธุรกิจที่บ้าน

พี่ชายคนโตจะดูสุขุมกว่าหน่อย สมกับชื่อ 'เฉินจี้เย่ (สืบทอดกิจการ)' แกแต่งงานมีลูกแต่เนิ่นๆ แล้วก็เข้ามาช่วยพ่อบริหารธุรกิจกงสีอย่างเต็มตัว

ส่วนเฉินเว่ยจะดูเป็นคนรักสนุกและไฮเปอร์กว่า ถึงจะมีตำแหน่งในบริษัทครอบครัว แต่ก็ทำไปตามหน้าที่งั้นๆ แหละ พลังงานส่วนใหญ่เอามาทุ่มให้กับ 'คลับคนรักรถแห่งอนาคต' ซะมากกว่า

พูดถึงธุรกิจครอบครัวของพวกเขาแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้หยางจ้านรู้สึกขนลุกซู่ เพราะธุรกิจครอบครัวของพวกเขาคือการผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับ ภายใต้ชื่อ 'จินติ่งจิวเวลรี' ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจูเป้ยที่อยู่ติดกับเขตจู๋กังทางทิศตะวันออก เขตจูเป้ยนี่แหละคือศูนย์กลางการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเครื่องประดับทองคำที่มีชื่อเสียงระดับเอเชียของเซินเจิ้น

จินติ่งจิวเวลรี ถือเป็นบริษัทชั้นนำอันดับต้นๆ ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ ที่หยางจ้านรู้เรื่องพวกนี้ดี ก็เพราะในชาติก่อน เขาทำงานในสายงานประเมินความเสี่ยงทางการเงินมาเป็นสิบปี บริษัท 'อิ๋นเซิ่งไฟแนนเชียลเซอร์วิส ' ที่เขาทำงานอยู่ เคยเป็นพาร์ตเนอร์กับจินติ่งจิวเวลรีมาก่อน

ตอนนั้นหยางจ้านยังเป็นแค่ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ทำหน้าที่เป็นคนกลางจากบริษัทประเมินความเสี่ยง เข้าไปช่วยดีลงานระหว่างจินติ่งจิวเวลรีกับธนาคาร

ในฐานะคนหาลูกค้า หยางจ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้น การร่างแผนประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการร่างและเซ็นสัญญา พอเซ็นสัญญาเสร็จ หน้าที่ดูแลลูกค้าก็ถูกส่งต่อไปให้ฝ่ายบริหารงานลูกค้าของบริษัท

ถึงจะส่งมอบงานไปแล้ว แต่หยางจ้านก็ยังต้องคอยไปลงพื้นที่ตรวจงานและพูดคุยกับผู้บริหารของจินติ่งจิวเวลรีร่วมกับฝ่ายบริหารงานลูกค้าอยู่บ่อยๆ

ปีๆ นึงเขาได้ไปนั่งจิบชาคุยกับ 'เถ้าแก่เฉินผู้พ่อ' และ 'เฉินจี้เย่' ผู้บริหารหลักอยู่หลายครั้ง ถึงจะรู้ว่าเถ้าแก่เฉินมีลูกสามคน แต่เขาก็เคยเจอแค่เฉินจี้เย่คนเดียว

มีอยู่ครั้งนึงที่เขาไปเยี่ยมเยียนจินติ่งจิวเวลรีพร้อมกับเว่ยกั๋วเฉียง ผู้จัดการฝ่ายบริหารงานลูกค้า ก็บังเอิญเจอภรรยาของเฉินเว่ยพาลูกมาวิ่งเล่นอยู่ในห้องทำงานของเถ้าแก่เฉิน เว่ยกั๋วเฉียงยังหันมาสะกิดแซวหยางจ้านขำๆ เลยว่า "เมียพวกลูกเศรษฐีนี่สวยเนอะ"

เอาจริงๆ เรื่องวีรกรรมความยิ่งใหญ่ในอดีตของเถ้าแก่เฉิน ส่วนใหญ่หยางจ้านก็ฟังมาจากปากของเถ้าแก่เฉินเองนั่นแหละ แกชอบเอาเรื่องความหลังสมัยหนุ่มๆ มาเล่าโชว์พาวตอนนั่งจิบชากับพนักงานรุ่นลูกรุ่นหลาน

ส่วนเรื่องอื่นๆ ในครอบครัวของเถ้าแก่เฉิน หยางจ้านก็รู้มาจากเว่ยกั๋วเฉียงนี่แหละ เว่ยกั๋วเฉียงอายุน้อยกว่าหยางจ้านสองปี น่าจะเรียนจบจากวิทยาลัยอาชีวะในเซินเจิ้นปีนี้แหละ แล้วก็เข้ามาทำงานที่อิ๋นเซิ่งไฟแนนเชียลเซอร์วิส หมอนี่เป็นลูกน้องคนสนิทของพี่เชา พอพี่เชาย้ายไปอยู่แบงก์ เว่ยกั๋วเฉียงก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมานั่งตำแหน่งแทน

เว่ยกั๋วเฉียงก็เป็นลูกเศรษฐีรุ่นที่สองในเซินเจิ้นเหมือนกัน บ้านอยู่เขตจูเป้ยมาตลอด แต่ฐานะทางบ้านก็แค่ปานกลางไม่ได้รวยฟู่ฟ่าอะไร ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ต่อมาเขาได้คลุกคลีกับบริษัทเครื่องประดับในละแวกนั้นหลายแห่ง จนสนิทสนมกับพวกลูกเศรษฐีเจ้าของร้านเพชรร้านทองหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงเฉินจี้เย่และเฉินเว่ยด้วย

แต่ความสนิทสนมนี้ก็เป็นแค่ไม้ประดับในวงสังคมของพวกลูกเศรษฐีเท่านั้นแหละ เพราะเวลาเว่ยกั๋วเฉียงพูดถึงสองคนนี้ให้หยางจ้านฟัง เขามักจะเรียกด้วยความเคารพว่า 'คุณชายใหญ่' และ 'คุณชายรอง' เสมอ ซึ่งมันเป็นสรรพนามที่สะดุดหูหยางจ้านมาก

นิสัยของเว่ยกั๋วเฉียงก็คล้ายๆ กับเฝิงคุน คือเป็นลูกน้องประเภทที่รู้ใจเจ้านายสุดๆ ขอแค่เห็นช่องทางเกาะขาใหญ่ได้ ก็พร้อมจะทุ่มเทถวายหัวให้ทันที แต่แกก็ไม่ได้เป็นพวกเลียแข้งเลียขาจนน่าเกลียดนะ แกเป็นประเภทสายซัปพอร์ตระดับพรีเมียม บริการทุกระดับประทับใจ แถมยังยอมสละเวลาส่วนตัวให้เจ้านายแบบไม่อิดออด

แกสูบบุหรี่แต่ไม่แตะเหล้าเลย ถึงอย่างนั้นก็พร้อมจะถล่มตัวไปนั่งเฝ้าเจ้านายหรือลูกค้ารายใหญ่ตามผับตามบาร์ยันสว่างได้แบบชิลๆ แถมยังทำงานเก่งและรู้จังหวะเข้าหาคนสุดๆ

ในอนาคต หยางจ้านจะสนิทกับเว่ยกั๋วเฉียงมาก เพราะบ้านอยู่ใกล้กันในระยะที่เดินไปหากันได้ แค่โทรเรียกก็ลงมานั่งจิบชาคุยเล่นกันหน้าคอนโดได้เลย

เว่ยกั๋วเฉียงถือเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันของเฉินเว่ย แถมยังบ้ารถเหมือนกันด้วย ตอนแกแต่งงาน แกถอย BMW ซีรีส์ 3 ราคาประมาณสามแสนหยวน แล้วก็เอาไปแต่งโน่นแต่งนี่หมดเงินไปเกือบสองแสนหยวน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างแก เงินก้อนนี้ถือว่าไม่ใช่น้อยๆ เลย ตอนนั้นแกมักจะบอกว่าเอาไปทำที่อู่เพื่อน พอมานึกดูตอนนี้ 'เพื่อน' ที่แกพูดถึงก็น่าจะหมายถึงเฉินเว่ยนั่นแหละ

สายใยความสัมพันธ์มันช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน ชาติที่แล้วหยางจ้านมีโอกาสได้ข้องแวะกับครอบครัวของเฉินเว่ยและเฉินเฉินตั้งมากมาย แต่กลับไม่เคยได้ทำความรู้จักกันเลย มาชาตินี้ หยางจ้านแค่ขยับปีกผีเสื้อนิดเดียว กลับกลายเป็นว่าได้มารู้จักกับเฉินเฉินและเฉินเว่ยก่อนใครเพื่อน แถมการมารู้จักกันในครั้งนี้ ก็ยังเป็นผลพวงมาจากการพูดคุยสัพเพเหระจนความจริงเปิดเผยอีกต่างหาก คงต้องบอกว่าโลกนี้มันกลมและพรหมลิขิตมันเล่นตลกจริงๆ

กลับมาที่เรื่องของเฉินเว่ย แกมีตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัท 'จินติ่งจิวเวลรี' ของครอบครัว กินเงินเดือนประจำเดือนละสองหมื่นหยวน (ไม่รวมคอมมิชชันจากยอดขาย)

ส่วนเถ้าแก่เฉินก็จะให้เงินเดือนลูกๆ ทั้งสามคนหลังจากเรียนจบเท่าๆ กัน คือเดือนละห้าหมื่นหยวน ไม่มีหรอกนะไอ้พล็อตลูกเศรษฐีได้บัตรเครดิตรูดปรื๊ดๆ ไม่อั้นแบบในละครน่ะ พวกเศรษฐีสร้างตัวด้วยลำแข้งตัวเองรุ่นแรกๆ ไม่ค่อยมีใครสปอยล์ลูกจนเสียคนหรอก

เอาจริงๆ สำหรับพวกลูกเศรษฐีที่มีบ้านให้อยู่ มีข้าวกินฟรีที่บ้าน เงินห้าหมื่นหยวนในเมืองเซินเจิ้นยุคนี้ ถ้าไม่เอาไปผลาญเล่นสุรุ่ยสุร่าย ก็ถือว่าใช้ชีวิตได้หรูหราหมาเห่าแล้ว

แต่ติดตรงที่เฉินเว่ยดันมีงานอดิเรกแพงๆ อย่างการแต่งรถนี่สิ ถึงพวกแกจะไม่ได้แต่งรถไปซิ่งกวนเมือง หรือเอาไปแข่งบนถนนหลวงก็เถอะ แกแค่ฟินกับการได้เห็นตัวเลขสมรรถนะรถมันอัปเกรดขึ้น หรือไม่ก็แค่ได้เห็นรูปลักษณ์มันเท่ขึ้น แค่จอดทิ้งไว้เฉยๆ แล้วได้นั่งมอง แกก็มีความสุขแล้ว

ความหลงใหลในรถของเฉินเว่ยมันก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดไอเดียอยากเปิดคลับที่รวมเอาอู่แต่งรถ ศูนย์ซ่อมบำรุง และจุดแฮงก์เอาต์สำหรับคนคอเดียวกันไว้ด้วยกัน

ลำพังเงินเก็บแกคนเดียวไม่มีทางเปิดอู่ใหญ่ขนาดนี้ได้หรอก แกก็เลยซุ่มวางแผนมาหลายปี กว่าจะได้ฤกษ์เปิดอู่เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

แน่นอนว่าโปรเจกต์นี้ต้องผ่านการอนุมัติจากเถ้าแก่เฉินอยู่แล้ว อย่างโรงงานที่ใช้เป็นอู่อยู่ตอนนี้ ก็เป็นที่ที่เถ้าแก่เฉินซื้อเก็บไว้เก็งกำไร เลยเอามาให้ลูกชายใช้ฟรีๆ ไปก่อน

จากนั้นแกก็ขายรถสปอร์ตที่เพ่อซื้อให้เป็นของขวัญตอนบรรลุนิติภาวะทิ้ง เอาเงินไปสมทบกับเงินที่ขอยืมมาจากเฉินจี้เย่และเฉินเฉิน แน่นอนว่าคุณนายแม่ก็คงแอบเปย์สมทบทุนให้อีกก้อนโต อู่แต่งรถแห่งนี้ถึงได้เปิดตัวขึ้นมาได้

หุ้นส่วนของอู่ก็มีเพื่อนซี้สมัยเด็กของเฉินเว่ย กับช่างฝีมือดีในวงการอีกสองสามคนที่แกไปดึงตัวมา โดยที่เฉินเว่ยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด

คลับเปิดมาได้เกือบปีแล้ว ถึงลูกค้าจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่สถานะการเงินตอนนี้ก็ยังทรงๆ ทรุดๆ อยู่ตรงเส้นคุ้มทุน คือแค่พอมีจ่ายเงินเดือนพนักงานไปวันๆ ถ้านับรวมค่าเช่าโรงงานที่ได้ใช้ฟรีเข้าไปเป็นต้นทุนด้วยล่ะก็ รับรองว่าขาดทุนยับเยินแน่นอน

แต่ก็อย่างว่าแหละ ด้วยชื่อเสียงของอู่ที่เริ่มเป็นที่รู้จัก บวกกับตลาดรถยนต์ที่กำลังบูมสุดๆ อนาคตของธุรกิจนี้ก็ถือว่าสดใสและน่าจะไปได้สวยเลยทีเดียว

เพราะงั้น ตอนนี้เฉินเว่ยที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว ก็ถือเป็น 'ลูกเศรษฐีไส้แห้ง' คนนึง อย่าไปมองว่าคราวก่อนแกขับเรนจ์โรเวอร์ไปรับเฉินเฉินนะ นั่นมันรถบริษัท รถส่วนตัวของเฉินเว่ยจริงๆ ตอนนี้มีแค่ฮอนด้า ซีวิค แต่งซิ่งคันเดียวเท่านั้นแหละ

แน่นอนว่า ในอีกหลายปีให้หลัง ตอนที่เว่ยกั๋วเฉียงมักจะไปเที่ยวเป็นเพื่อนแก และรับหน้าที่เป็นคนขับรถพากลับบ้านตอนที่แกเมา รถที่แกใช้ประจำก็อัปเกรดเป็น Mercedes-Benz G-Class ไม่ก็ Bentley Mulsanne ไปแล้วล่ะ

มาพูดถึงเฉินเฉินบ้าง เธอเป็นลูกสาวคนเล็ก อายุห่างจากเฉินเว่ยสองปีกว่าๆ โตมากับการเลี้ยงดูของคุณแม่เป็นหลัก ส่วนพวกผู้ชายในบ้าน ทั้งพี่ชายสองคนและพ่อ ก็ล้วนแต่โอ๋และหวงลูกสาวคนเล็กคนนี้สุดๆ

ถึงหน้าตาจะสะสวยมาตั้งแต่เด็ก แต่ในครอบครัวหัวโบราณของชาวกว่างหนาน เธอไม่ได้ถูกสปอยล์จนเสียคนหรอกนะ เธอถูกปลูกฝังให้เป็นกุลสตรีที่รักครอบครัว เรียบร้อย และหัวโบราณเหมือนคุณแม่ของเธอนั่นแหละ

ดังนั้น ในธุรกิจของกงสี เธอก็เลยมีหุ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ อยู่ด้วย ถึงจะเทียบกับส่วนแบ่งของพี่ชายสองคนไม่ได้ แต่เรื่องกินเรื่องใช้ตั้งแต่เด็กจนโต เธอได้รับการดูแลปูพรมอย่างดีกว่าพี่ชายทั้งสองคนซะอีก

ด้วยความที่นิสัยดีและตั้งใจเรียนกว่าพี่ๆ เธอเลยสอบติดมหา'ลัยในเมืองหลวงของมณฑล และคว้าปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์มาได้สำเร็จ

ที่บ้านไม่ได้หวังให้เธอมาสืบทอดกิจการอยู่แล้ว เลยอยากให้เธอรับราชการหรือทำงานที่มันมั่นคง จะได้มีชีวิตที่สุขสบายไปตลอด ยังไงซะเงินกงสีที่ส่งให้ใช้ทุกเดือนก็ไม่มีทางขาดมืออยู่แล้ว

เธอไม่ต้องใช้ชีวิตฟู่ฟ่าหรือประโคมแบรนด์เนมเพื่ออวดรวย ขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเธอแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ทางบ้านเลยฝากฝังให้เธอสอบเข้าทำงานในกรมศุลกากรที่อ๋าวโถว ซึ่งกรมศุลกากรที่นั่นก็ขึ้นตรงกับกรมศุลกากรเซินเจิ้น กะว่าให้เธอทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักปีสองปี แล้วค่อยหาช่องทางโยกย้ายกลับมาเซินเจิ้น การไปทำงานที่อ๋าวโถวก็เป็นแค่บันไดก้าวแรกเท่านั้น

ความจริงเฉินเฉินก็เต็มใจยอมทำตามการเตรียมการนี้แหละ ก็แหม เป็นวัยรุ่นเพิ่งเรียนจบ การได้ออกมาทำงานไกลบ้านนิดหน่อย มันก็ให้ความรู้สึกเป็นอิสระดีเหมือนกันนะ

แถมยังได้กลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ ระยะทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกล กำลังดีเลย

...

กินข้าวกันไปสักพัก ทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นว่า คนที่ดูเหมือนจะมีรายได้ต่อเดือนเยอะสุดบนโต๊ะนี้ ดันไม่ใช่สองพี่น้องลูกเศรษฐี แต่กลับเป็นหยางจ้าน หนุ่มออฟฟิศซะงั้น ถึงเฉินเว่ยจะเป็นเจ้าของอู่แต่งรถใหญ่โตขนาดนี้ก็เถอะ

ในใจหยางจ้านแอบคิดขำๆ 'แค่กำไรหุ้นในพอร์ตฉันขยับแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ก็เยอะกว่ารายได้ทั้งปีของพวกพี่น้องคู่นี้รวมกันซะอีกมั้ง'

กินอิ่มกันแล้วก็นั่งพักผ่อนย่อยอาหารกันสักแป๊บ จากนั้นทุกคนก็ลงไปที่รถของหยางจ้านชั้นล่าง เฉินเว่ยเรียกช่างคนหนึ่งมาช่วยกันคิดไอเดียแต่งรถให้ตรงใจหยางจ้าน

เฉินเว่ยคาบไม้จิ้มฟัน เอาก้นพิงโต๊ะวางเครื่องมือเหล็กอย่างสบายอารมณ์ หันไปถามหยางจ้าน "เป็นไงน้องชาย มีไอเดียหรืออยากแต่งตรงไหนเป็นพิเศษไหม ช่างหม่าแกอยู่ตรงนี้แล้ว เดี๋ยวแกจัดการออกแบบให้" พูดพลางพยักพเยิดไปทางช่างหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามา

หยางจ้านพยักหน้าทักทายช่างหม่า แล้วพูดอย่างไม่ซีเรียส "ก็ไม่ได้อยากแต่งอะไรเยอะแยะหรอกครับ แค่เปลี่ยนล้อแม็กกับยางให้มันดูใหญ่และสวยขึ้นหน่อย เปลี่ยนคาลิปเปอร์เบรก ติดฟิล์มใสกันรอยรอบคัน ติดฟิล์มกรองแสงกระจก ติดสปอยเลอร์หลังเล็กๆ แล้วก็อัปเกรดเครื่องเสียงข้างในนิดหน่อย"

"คอนเซปต์หลักๆ ก็คือขอแค่ให้รถดูสวยขึ้นนิดนึงก็พอแล้วครับ พวกจูนเครื่องแต่งซิ่งอะไรนั่นไม่ต้องหรอก รถเอาไว้ขับใช้งานทั่วไป ไม่ได้เน้นแรงอะไร"

ช่างหม่าเดินวนดูรอบรถไปพลาง ฟังความต้องการของหยางจ้านไปพลาง ก่อนจะเดินไปหยิบแคตตาล็อกที่โต๊ะมาเปิดให้หยางจ้านดู "อืม ฟังดูไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ ผมมีแคตตาล็อกสินค้ามาให้เลือกลองดูสเปกได้เลยครับ หรือถ้าอยากดูรูปผลงานที่เราเคยแต่งมาแล้ว เถ้าแก่ก็ลองดูเป็นไอเดียได้เลยครับ ถูกใจแบบไหนก็เอาไปปรับใช้ได้"

หยางจ้านกับช่างหม่ากางแคตตาล็อกปรึกษากันว่าจะเปลี่ยนอะไรบ้าง ในขณะที่เฉินเว่ยแอบย่องไปยืนข้างๆ เฉินเฉิน

แกก้มหน้ากระซิบข้างหูน้องสาว "ยัยน้อง เพื่อนเราคนนี้น่าสนใจไม่เบาเลยนะเว้ย พี่เพิ่งจะเคยเห็นเธอพาเพื่อนผู้ชายมาเปิดตัวด้วย หึๆ ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย หึๆ"

เฉินเฉินยืนมองหยางจ้านคุยกับช่างอยู่ดีๆ พอได้ยินเสียงกระซิบของพี่ชายก็สะดุ้งโหยง รีบเบี่ยงหัวหลบ

เธอแกล้งทำเป็นหงุดหงิดกลบเกลื่อนความเขิน "อะไรของพี่เนี่ย ตกใจหมดเลย ตาถึงตาบอดอะไรกัน ก็แค่เพื่อนกันธรรมดานั่นแหละ"

"หึๆ" เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ

สิบกว่านาทีต่อมา หยางจ้านกับช่างหม่าก็เดินลงมาจากรถ ไปที่โต๊ะเพื่อสรุปรายการของแต่งและรุ่นอุปกรณ์ต่างๆ เฉินเว่ยกับคนอื่นๆ ก็เดินเข้าไปมุงดูด้วย

หลังจากคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ช่างหม่าก็เงยหน้าขึ้นมาบอก "จากประสบการณ์ของผม ถ้าแต่งตามรายการนี้ รับรองว่าออกมาสวยสมใจเถ้าแก่หยางแน่นอนครับ เรื่องคุณภาพกับงานช่างไม่ต้องห่วง อะไหล่พวกนี้เรามีซัปพลายเออร์ส่งให้ตลอด ไม่มีปัญหาของขาดชัวร์ครับ"

"น่าจะใช้เวลาประมาณสามวันครับ หลักๆ คือพ่นสีกับติดฟิล์มเสร็จแล้วต้องทิ้งไว้รอดูอาการสักพัก ค่าใช้จ่ายน่าจะตกอยู่ราวๆ เจ็ดหมื่นหยวน เถ้าแก่โอเคไหมครับ"

หยางจ้านฟังแล้วก็ไม่ได้ติดขัดอะไร เพราะที่แพงๆ ก็มีแค่ชุดเครื่องเสียงกับฟิล์มกันรอยรอบคัน ซึ่งก็อยู่ในงบที่คาดไว้ "ไม่มีปัญหาครับ ขอแค่งานออกมาเนี้ยบก็พอ จัดตามนี้เลยครับ!"

เฉินเว่ยเดินเข้ามาตบไหล่หยางจ้าน "ไม่ต้องห่วงไอ้น้อง รับรองไม่มีงานงอก ช่างหม่า อะไหล่หลักๆ ที่ใช้กับรถน้องฉัน ให้คิดราคาทุนไปเลยนะ คนกันเองทั้งนั้น บอกลูกน้องให้ตั้งใจทำเป็นพิเศษด้วยล่ะ"

"รับทราบครับเถ้าแก่เฉิน อาชีพเราหากินกับความไว้ใจอยู่แล้ว จะให้ทำชุ่ยๆ ได้ไงล่ะครับ หึๆ" ช่างหม่าตอบรับด้วยรอยยิ้ม

...

จบบทที่ บทที่ 50 บุพเพสันนิวาสพานพบ

คัดลอกลิงก์แล้ว