- หน้าแรก
- ล่าสัตว์ จับปลา หาของป่า เลี้ยงดูเหล่าพี่น้อง
- บทที่ 33 ต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้คอมมูนทราบด้วย!
บทที่ 33 ต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้คอมมูนทราบด้วย!
บทที่ 33 ต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้คอมมูนทราบด้วย!
"เอาสมุดมานี่ ให้ฉันดูหน่อย"
ด้านหลังของโจวอันมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น เป็นภาษาจีนกลางมาตรฐาน แถมยังติดสำเนียงปักกิ่งนิดๆ
โจวอันหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นปัญญาชนหญิงเฉินเหยานั่นเอง
เฉินเหยาเป็นสาวปักกิ่งขนานแท้ ส่วนสูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร รูปร่างออกจะบึกบึนไปสักหน่อย
หน้าตาไม่ได้จัดว่าสะสวยอะไร หากนำไปเทียบกับหลัวอี้แล้วถือว่าห่างชั้นกันเยอะ
แต่พวกปัญญาชนชายที่ลงมาใช้แรงงานในชนบท ต่างก็พากันรุมล้อมเอาอกเอาใจเฉินเหยา
นั่นก็เพราะครอบครัวของเฉินเหยามีเส้นสายแข็งแกร่ง มีเครือข่ายคนรู้จักกว้างขวางในเมืองปักกิ่ง
พอโจวอันเห็นเฉินเหยา ในใจก็ลิงโลด รีบประคองสมุดพกยื่นให้ด้วยสองมือทันที
เมื่อจ้าวจื้อเฟยเห็นเฉินเหยาหยิบสมุดพกไป ใบหน้าก็ซีดเผือด เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัวสุดขีด
แต่เขาก็ไม่กล้าพุ่งเข้าไปแย่งคืน ทำได้เพียงยืนอึ้งเป็นสากกะเบืออยู่กับที่
เฉินเหยาถือสมุดพกพลิกดูไปมา พออ่านไปถึงตอนท้ายก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาสองครั้ง
"หึ จ้าวจื้อเฟยนะจ้าวจื้อเฟย นายกล้าเล่นตุกติกกับแต้มค่าแรงจริงๆ ด้วย!"
ตอนนี้จ้าวจื้อเฟยรู้สึกเข่าอ่อนจนแทบจะยืนไม่อยู่ ทำได้เพียงส่ายหน้ารัวๆ
"มะ... ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ทำ"
เฉินเหยาเอาสมุดพกไปจ่อตรงหน้าจ้าวจื้อเฟย แล้วพูดขึ้น
"ยังจะมาแก้ตัวอีก ดูเอาเองสิ! ช่วงที่โจวอันไม่ได้มาทำงาน นายก็หักแต้มเขาหมดเลย แต่จะว่าไป ทำไมนายถึงไม่หักแต้มฉันบ้างล่ะ?"
หญิงสาวอย่างเฉินเหยาเป็นคนเปิดเผยและใจกว้าง แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ทนความลำบากและงานหนักไม่ได้
ก่อนหน้านี้เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองปักกิ่งมาโดยตลอด แทบจะไม่เคยทำงานใช้แรงงานเลย
พอมาถึงหมู่บ้านตระกูลโจวแห่งนี้ แค่ลงทุ่งไปทำงานวันแรกก็เหนื่อยจนล้มพับไปแล้ว
ต้องนอนซมอยู่บนเตียงถึงสามวันเต็มๆ กว่าจะฟื้นไข้
ดังนั้นเวลาไปทำงานแลกแต้มค่าแรง ส่วนใหญ่เธอจึงทำงานครึ่งวันพักครึ่งวัน หรือไม่ก็ทำงานครึ่งวันแล้วหยุดพักไปหนึ่งถึงสองวัน
เฉินเหยาสังเกตเห็นจากในสมุดพกว่า ในช่วงที่เธอขาดงาน กลับไม่เคยถูกหักแต้มค่าแรงเลยสักครั้ง
จ้าวจื้อเฟยรู้ตัวว่าเรื่องนี้คงแถต่อไปไม่ได้แล้ว จึงรีบตบหน้าผากตัวเองดังฉาด
"โอ๊ย! ตอนที่ฉันคิดแต้มค่าแรงสงสัยจะเบลอไปหน่อย เลยคิดแต้มให้น้องโจวอันผิดไป เรื่องนี้ฉันผิดเองๆ เดี๋ยวฉันจะแก้ให้เดี๋ยวนี้เลย!"
พอพูดจบ จ้าวจื้อเฟยก็อดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมความไหวพริบของตัวเองในใจ
บอกว่าตัวเองแค่ไม่ระวังจนคิดเลขผิด พอแก้กลับมาให้ถูกก็สิ้นเรื่องแล้ว
ขอแค่ไม่ยอมรับว่าจงใจแก้แต้มค่าแรงด้วยเจตนาร้าย ก็ไม่มีใครหาหลักฐานมาเอาผิดเขาได้หรอก!
เฉินเหยากลอกตาใส่อย่างรังเกียจ แล้วพูดต่อ
"แต้มของโจวอันบอกว่าไม่ทันระวังจนคิดผิด แล้วของลุงต้าหย่งล่ะ? ทำไมถึงไปหักแต้มของแกล่ะ? เบลออีกแล้วงั้นเหรอ?"
ลุงต้าหย่งปีนี้อายุสี่สิบกว่าปี เป็นคนอารมณ์ร้อนสุดๆ เคยมีเรื่องบาดหมางกับจ้าวจื้อเฟยมาแล้วหลายครั้ง
คนจดแต้มอย่างจ้าวจื้อเฟย พอจะมีอำนาจเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในมือ สามารถจัดสรรงานให้ชาวบ้านได้
ตอนที่จ้าวจื้อเฟยจัดสรรงานตักอุจจาระให้ลุงต้าหย่ง
ถ้าเป็นชาวบ้านคนอื่น ก็คงทำได้แค่บีบจมูกก้มหน้าก้มตาทำไป
แต่ลุงต้าหย่งไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย โวยวายปฏิเสธทันที
ก็แหม งานตักอุจจาระมันทั้งเหม็นทั้งเหนื่อย แถมแต้มค่าแรงเมื่อนำไปเทียบกับงานอื่น ก็ไม่ได้สูงกว่ากันเท่าไหร่นัก
เพราะเรื่องนี้แหละ ทั้งสองคนจึงผูกใจเจ็บกัน
ในการจัดสรรงานครั้งต่อๆ มา ทั้งสองคนก็มีปากเสียงกันอีกหลายครั้ง
ลุงต้าหย่งไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นที่คอยเอาอกเอาใจพวกปัญญาชน ถ้ามีอะไรไม่พอใจก็จะพูดออกมาตรงๆ
"ไอ้ลูกเต่าบัดซบ! กล้าดีหักแต้มของข้าเรอะ!"
ลุงต้าหย่งที่อยู่ในฝูงชน พุ่งพรวดออกมาตวาดลั่นราวกับลูกปืนใหญ่
ตอนนี้ความโกรธเดือดพล่านอยู่ในอกของลุงต้าหย่ง สีหน้าดูดุร้ายน่ากลัวสุดๆ แม้แต่รอยย่นบนหน้าผากก็ยังเกร็งแน่น
ลุงต้าหย่งวิ่งตรงเข้าไปหาจ้าวจื้อเฟยพลาง ตะโกนลั่นพลาง
"แค่เพราะข้ามีเรื่องบาดหมางกับเอ็ง เอ็งถึงกับกล้าหักแต้มข้าเลยเรอะ?"
"ไอ้จ้าวจื้อเฟยสมควรตาย! บ้านข้ายังมีลูกอีกสี่คนรอรอกินข้าวอยู่นะเว้ย! คอยดูข้าจะซ้อมเอ็งให้ตายคามือเลย!"
"กล้าเล่นตุกติกแบบนี้ ข้าจะถลกหนังเอ็งออกมา!"
ลุงต้าหย่งใช้มือซ้ายกระชากคอเสื้อของจ้าวจื้อเฟย มือขวาเงื้อง่ากำปั้นขนาดเท่ากระสอบทรายเตรียมจะซัด
ในดวงตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว ดูเหมือนอยากจะซัดให้ตายจริงๆ
ในยุคหกศูนย์แบบนี้ เสบียงอาหารก็คือชีวิต!
สำหรับชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้ เสบียงอาหารถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
จ้าวจื้อเฟยกล้าทำเพื่อความเห็นแก่ตัวของตัวเอง แอบคิดแต้มให้น้อยลง เพื่อให้เขาได้รับส่วนแบ่งเสบียงน้อยลง
ในสถานการณ์แบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ยอมแลกด้วยชีวิตได้เลย!
ชาวบ้านรอบข้างเห็นท่าไม่ดี ก็รีบพุ่งเข้าไปกอดเอวลุงต้าหย่งเอาไว้ แล้วรีบแยกทั้งสองคนออกจากกัน
"โอ๊ย! ต้าหย่ง ใจเย็นๆ ก่อน!"
"เรื่องแต้มค่าแรงค่อยๆ คุยกันก็ได้! ตอนนี้แกไปซ้อมเขามันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!"
"โมโหแค่ไหนก็ลงไม้ลงมือไม่ได้นะ! มีอะไรค่อยๆ พูดกัน!"
ตอนนี้จ้าวจื้อเฟยตกใจจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ขาสั่นพั่บๆ
ถึงแม้เมื่อก่อนเขาจะเคยมีปากเสียงกับลุงต้าหย่ง แต่ก็ไม่เคยเห็นแกสติแตกบ้าคลั่งขนาดนี้มาก่อนเลย
จ้าวจื้อเฟยเป็นคนจดแต้มค่าแรงในหมู่บ้านตระกูลโจวแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว
บัญชีแต้มค่าแรงในหมู่บ้าน ล้วนผ่านการจดบันทึกและคำนวณจากเขามาโดยตลอด
ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม และไม่เคยมีใครมาตรวจสอบ
อย่างมากก็มีผู้ใหญ่บ้านที่บางครั้งอาจจะถามไถ่สองสามคำ ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นคนไม่รู้หนังสือ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
ถึงแม้พวกปัญญาชนในหมู่บ้านจะอ่านออกเขียนได้ แต่ก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายหรือแส่เรื่องแต้มค่าแรงเลย
ดังนั้นจ้าวจื้อเฟยจึงยิ่งเหิมเกริม กล้าทำอะไรตามใจชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับใครที่กล้าขัดคำสั่งและทำตัวเป็นปรปักษ์กับเขา
จ้าวจื้อเฟยก็จะแอบจดแต้มให้ตกหล่น หรือไม่ก็หักแต้มออกนิดหน่อย
ตลอดช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครจับได้ไล่ทันเลย
เพราะเขาไม่ได้ทำเกินเลยจนน่าเกลียด แค่แอบหักออกไปนิดเดียวเท่านั้น
แต่คราวนี้กับโจวอัน เขาหักแต้มเยอะเกินไป ในที่สุดความแตกจนได้
ตอนนี้มีปัญญาชนหลายคนเข้ามารุมล้อม ร่วมกันตรวจสอบเนื้อหาในสมุดพกเล่มนี้
หลังจากตรวจสอบกันอยู่พักหนึ่ง ก็พบว่าชาวบ้านที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับจ้าวจื้อเฟย ล้วนถูกหักแต้มไปไม่มากก็น้อย
ส่วนชาวบ้านที่ไม่เคยมีเรื่องกัน แต้มค่าแรงก็ถูกคำนวณตามปกติ
หวังเยว่เยว่ตบมือฉาดใหญ่ พูดด้วยความโกรธแค้นแทน
"คราวนี้ยังมีอะไรให้ต้องพูดอีก? นี่มันใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดเพื่อแก้แค้นส่วนตัว จงใจหักแต้มคนอื่นชัดๆ!"
ตอนนี้รอบๆ ตัวผู้ใหญ่บ้าน ก็มีคนมุงดูอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน
แต่ละคนต่างก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก พากันแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
"ปัญญาชนจ้าวทำแบบนี้มันเลวร้ายเกินไปแล้ว! จะปล่อยให้เขาเป็นคนจดแต้มต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!"
"นั่นสิ! คนไร้มโนธรรมแบบเขา ไม่คู่ควรที่จะเป็นคนจดแต้มเลยสักนิด!"
"ไม่ใช่แค่ให้พ้นจากตำแหน่งคนจดแต้มนะ แต่ต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้คอมมูนทราบด้วย!"
พอจ้าวจื้อเฟยได้ยินคนบอกว่าจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานที่คอมมูน
ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม แม้แต่แววตาก็ยังเลื่อนลอยว่างเปล่า
ที่บ้านของเขาพอจะมีเส้นสายอยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลอะไรขนาดนั้น
ถ้ารู้ว่าในการทำงาน เขาได้ก่อความผิดพลาดร้ายแรงขนาดนี้ ต่อให้เป็นใครก็ช่วยคุ้มกะลาหัวเขาไว้ไม่ได้หรอก
เรื่องนี้ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นต้องติดคุกติดตะราง แต่รับรองว่าต้องโดนวิจารณ์ต่อหน้าสาธารณชนชุดใหญ่แน่ๆ
ตำแหน่งคนจดแต้มค่าแรงที่เป็นงานสบายๆ แบบนี้ ก็จะต้องถูกปลดออกไป
ชีวิตของเขาก็จะมีรอยด่างพร้อยติดตัวไปตลอด นับตั้งแต่นี้ไปถ้าต้องอยู่ในหมู่บ้าน ก็คงโดนชาวบ้านชี้หน้าด่าทอลับหลังไปตลอดชาติ
พอไม่มีตำแหน่งคนจดแต้มแล้ว เขาก็ต้องลงทุ่งไปใช้แรงงานร่วมกับทุกคน
มือคู่นี้ของเขาแทบจะไม่เคยทำงานหนักเลยด้วยซ้ำ แม้แต่รอยด้านบนมือก็ยังไม่มีเลย
ถึงเวลาที่ต้องลงทุ่ง ไปทำงานที่ทั้งเหนื่อยทั้งลำบากแบบนั้น
สวรรค์! แล้วเขาจะไปทนรับความลำบากแบบนั้นไหวได้ยังไงล่ะ?!