- หน้าแรก
- โต้วหลัว จำลองชะตาป่วนโลก
- ตอนที่ 1: ระบบจำลองชะตา "รักแรกในใจเธอ"
ตอนที่ 1: ระบบจำลองชะตา "รักแรกในใจเธอ"
ตอนที่ 1: ระบบจำลองชะตา "รักแรกในใจเธอ"
ตอนที่ 1: ระบบจำลองชะตา "รักแรกในใจเธอ"
เมืองเสวียนหมิง ภายในลานบ้านอันเงียบสงบ
ลู่เฉิง ยืนอยู่ใจกลางค่ายกลหกเหลี่ยมที่ก่อตัวขึ้นจากหินปลุกวิญญาณหกเล่ม เขาสองตาปิดสนิท หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น วันนี้คือวันที่เขาจะได้ ปลุกวิญญาณยุทธ์..
"อย่าขยับนะ" เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวดังขึ้นข้างหู "วางมือลงบนนี้สิ"
เขาลืมตาขึ้น เห็นเด็กสาวผู้งดงามล่มเมืองยืนอยู่ตรงข้าม เธอสวมชุดสีเขียวเข้ม ร่างกายสูงโปร่งระหง เส้นผมสีทองเป็นลอนคลื่นพาดผ่านบ่า เธอยื่นลูกแก้วคริสตัลใสออกมาพลางพยักพเยิดหน้าเป็นสัญญาณ
เจียงหนานหนานสาวงามอันดับหนึ่งแห่งโรงเรียนสื่อไหลเค่อ
ไม่ไกลนัก หญิงวัยกลางคนผู้ดูอ่อนโยนและงดงามนั่งอยู่บนม้านั่ง แก้มขาวซีดของเธอแฝงไปด้วยความเจ็บป่วยรุมเร้า แต่เธอก็ยังส่งยิ้มและสายตาที่ให้กำลังใจมาให้
"ฟู่..." ลู่เฉิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้ววางมือลงไป
วูบ... ลูกแก้วคริสตัลกะพริบแสงขึ้นมา แต่มันกลับหม่นแสงอย่างถึงที่สุด
บรรยากาศโดยรอบค่อยๆ จมดิ่งสู่ความเงียบงัน
"พลังวิญญาณระดับสอง... ก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยเจ้าก็มีพลังวิญญาณ ยังพอมีหวังที่จะกลายเป็น มหาวิญญาณจารย์ ได้ในอนาคต" เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยืนนิ่งค้าง เจียงหนานหนานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและลอบถอนหายใจในใจ
เธอย่อมรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีความทะเยอทะยานสูง แต่ความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ หากอัจฉริยะมีอยู่เกลื่อนกราด พวกเขาก็คงไม่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะ...
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉิงที่นิ่งค้างไปนั้น ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เขากำลังพยายามถอดรหัส "ข้อความวิญญาณ" ที่ซับซ้อนตรงหน้าต่างหาก
[ระบบจำลองชะตา 'รักแรกในใจเธอ' ]
[เป้าหมาย: กลายเป็น 'รักแรกที่ลืมไม่ลง' ของพวกเขา ยิ่งคะแนนประเมินในการจำลองแต่ละครั้งสูงเท่าไหร่ รางวัลก็จะยิ่งมหาศาล เงื่อนไขในการเริ่มจำลอง...]
หลังจากสำรวจอยู่นาน ลู่เฉิงสรุปใจความสำคัญได้ 4 ข้อ:
1. ตัวระบบจำลองไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ ช่องวิญญาณยุทธ์ของเขายังคงว่างเปล่า
2. เงื่อนไขในการเริ่มจำลองแต่ละครั้งต้องการพลังงานที่หลากหลาย: เช่น ทองคำแห่งชีวิต 1 มิลลิกรัม หรือ หนอนน้ำแข็งเพ้อฝัน 0.1 กรัม หรือพลังงานอื่นที่เทียบเท่า (ราคาที่เห็นทำให้ลู่เฉิงถึงกับเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง)
3. หลังจบการจำลอง สามารถนำความสามารถบางส่วนกลับมาสู่โลกความจริงได้ โดยเลือกได้ระหว่าง วิญญาณยุทธ์, พลังวิญญาณ หรือสมบัติ และยิ่งคะแนนสูง รางวัลพิเศษก็จะยิ่งมาก
ว่าแต่... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบจำลอง จะส่งผลต่อโลกความจริงไหมนะ?
คงไม่หรอกมั้ง... ลู่เฉิงครุ่นคิด
ดูเหมือนว่าระบบจำลองนี้จะเป็น "ดัชนีทองคำ" มากกว่าจะเป็นวิญญาณยุทธ์ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถรับวิญญาณยุทธ์จากในระบบจำลองมาได้ทุกเมื่อ ขอแค่ได้เริ่มการจำลองครั้งแรก...
"เอ๊ะ? จำนวนครั้งที่เหลือ: 1?!!" ลู่เฉิงเลื่อนลงไปดูด้านล่างของแผงควบคุม ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความดีใจ
"ว่าแล้วเชียว! มันต้องมีสวัสดิการมือใหม่สิ!" มิฉะนั้น ลำพังตัวเขาเองไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะสะสมเงื่อนไขการจำลองครั้งแรกได้ครบ
เมื่อได้สติกลับมา เขาพบว่าดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สาดแสงสีทองอาบไล้ไปทั่วลานบ้าน
เป็นเวลากว่าแปดปีแล้วที่เขาข้ามโลกมายังที่นี่
ส่วนเหตุผลที่เขาเพิ่งจะได้ปลุกวิญญาณยุทธ์เอาป่านนี้ ก็เพราะการปลุกวิญญาณยุทธ์สำหรับสามัญชนในยุคนี้ค่อนข้างมีข้อจำกัด มันไม่มีสวัสดิการจาก สำนักวิญญาณยุทธ์ ที่จะมาปลุกให้โดยอัตโนมัติเมื่อถึงเกณฑ์อายุอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยโอกาสหลังจากที่เจียงหนานหนานเข้าเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือ
ในตอนที่เขายังเป็นทารกแบเบาะ เขาถูกรับเลี้ยงโดย ท่านแม่เจียง ทำให้รอดพ้นจากความตายเพราะความหนาวและหิวโหยมาได้ นับตั้งแต่เขารู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ลู่เฉิงก็ค่อนข้างกังวลกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เรื่องราวของเจียงหนานหนานและ สวีซานซื่อในต้นฉบับนั้นดูน่าสงสัยมาโดยตลอด
ท่านแม่เจียงที่เป็นคนธรรมดากลับล้มป่วยหนัก ในเมืองที่ใหญ่โตขนาดนี้ กลับไม่มีคลินิกหมอที่ไหนรักษาเธอได้เลย ต้องใช้ "ยาเม็ดเทพเต่าดำ" จาก "สำนักเสวียนหมิง" เท่านั้น และมันก็ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่สำนักเสวียนหมิงกำลัง "เลือกพระชายา" ให้กับนายน้อยลำดับที่สองผู้มีพรสวรรค์ที่สุด...
มันบังเอิญเกินไป
ใครกันที่ "บังเอิญ" ไปบอกเจียงหนานหนานว่ายาเม็ดเทพเต่าดำคือทางเดียวที่จะรักษาแม่ของเธอได้? คงเดาได้ไม่ยาก
ช่วยไม่ได้ นี่คือเมืองเสวียนหมิง ฐานที่บัญชาการของสำนักเสวียนหมิง แม้แต่ยอดหญ้าไหวก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาพวกเขาได้ โดยเฉพาะเมื่อการปลุกวิญญาณยุทธ์ของเจียงหนานหนานสร้างความฮือฮา และเธอเข้าเรียนที่สื่อไหลเค่อได้ก็เพราะจดหมายแนะนำจากเจ้าเมืองที่เป็นคนของสำนักเสวียนหมิง...
สามัญชนโดยกำเนิด พรสวรรค์และรูปลักษณ์ยอดเยี่ยม และอายุเท่ากับสวีซานซื่อพอดี
เธอคือ "เตาหลอม" ที่สวรรค์ส่งมาให้ชัดๆอ้อ หมายถึงผู้ถูกเลือกน่ะนะ
ด้วยศักดิ์ศรีของเจียงหนานหนาน เธอไม่มีวันสละอนาคตที่รุ่งโรจน์เพื่อไปเป็นนางบำเรอให้นายน้อยของสำนักเสวียนหมิงแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้วิธีที่สกปรก
และตอนนี้ ลู่เฉิงก็คงเข้าไปอยู่ในสายตาของสำนักเสวียนหมิงแล้วเช่นกัน แม้ตอนนี้ทุกอย่างจะดูสงบสุข แต่ลองพยายามพาแม่ลูกคู่นี้หนีออกไปดูสิ แล้วจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ไฟไหม้ปิดถนน ก็คงมีนักเลงท้องถิ่นมาขวางทางไว้
พูดง่ายๆ คือการที่เจียงหนานหนานไปเรียนที่สื่อไหลเค่อได้ ก็เหมือนการปล่อยสายเบ็ดให้ยาวเพื่อตกปลาตัวใหญ่ ท่านแม่เจียงคือตัวประกันที่รั้งเธอไว้ ไม่ว่าเธอจะโดดเด่นแค่ไหนภายนอก เธอก็ไม่อาจหลุดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักเสวียนหมิงได้ ถ้าพวกเขาต้องการให้เธอกลับมา เธอก็ต้องกลับมา
และตอนนี้ ท่านแม่เจียงก็เริ่มมีอาการป่วยจางๆ ให้เห็นแล้ว
คงเป็นฝีมือของสำนักเสวียนหมิงที่เริ่มลงมือทีละนิด เพื่อเตรียมการให้การป่วยหนักในอนาคตดูไม่ปุบปับจนเกินไป
ในเมื่อเขาได้รับความเมตตาจากการรับเลี้ยงของท่านแม่เจียง เขาย่อมต้องทดแทนบุญคุณนี้ แต่ด้วยพลังระดับสองในตอนนี้...
ช่างเถอะ สายตาของลู่เฉิงเย็นเยียบลง ข้าจะกลับเข้าห้องก่อน หลังจากจำลองครั้งแรกคืนนี้เสร็จ ค่อยวางแผนขั้นต่อไป
เขากลับเข้าห้องโถงด้านใน เห็นกับข้าวและข้าวสวยร้อนๆ วางอยู่บนโต๊ะ เจียงหนานหนานและท่านแม่เจียงยังไม่ขยับตะเกียบ พวกเธอกำลังรอเขาอยู่
"แม่ พี่ ผมไม่เป็นไรครับ" ลู่เฉิงรู้สึกตื้นตันและพูดเบาๆ
"ฮิฮิ มากินข้าวเถอะลูก..." ท่านแม่เจียงวางชามและตะเกียบให้ลู่เฉิงพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
ทั้งสามคนทานมื้อค่ำอย่างอบอุ่น โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องการปลุกวิญญาณยุทธ์อีก
หลังมื้ออาหาร ณ ลานบ้าน
"เสี่ยวเฉิง" เจียงหนานหนานนั่งบนม้านั่งหินแล้วยิ้มบางๆ เธอหยอกล้อด้วยการลูบหัวลู่เฉิงเบาๆ ใบหน้าที่งดงามของเธอฉายแววผ่อนคลาย
การได้อยู่ด้วยกันทุกวันมาหลายปี ทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันไม่ต่างจากพี่น้องแท้ๆ
"พรุ่งนี้พี่ต้องกลับสื่อไหลเค่อแล้วนะ แต่พี่จะหาทางช่วยเจ้าเอง โรงเรียนสื่อไหลเค่อเต็มไปด้วยยอดฝีมือ มันต้องมีสมบัติที่ช่วยยกระดับพรสวรรค์ของเจ้าได้แน่ๆ ตอนนี้เจ้าก็ค่อยๆ บ่มเพาะตามวิชาสมาธิที่พี่สอนไปวันนี้ก่อนนะ..."
"ครับ"
เจียงหนานหนานก็เป็นแบบนี้ภายนอกดูเย็นชาและห่างเหินกับคนอื่น แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนอ่อนโยนมาก โดยเฉพาะกับคนที่เธอถือว่าเป็น "คนของตัวเอง" การเป็นนักเรียนทุนจากพื้นเพที่ต่ำต้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอต้องรับมือกับการคุกคามจากพวกลูกเศรษฐีและคำนินทาของพวกคุณหนูตระกูลสูง ความอ่อนโยนอย่างเดียวรับมือไม่ไหว เธอจึงต้องสวมหน้ากากแห่งความเย็นชาเอาไว้
แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของเจียงหนานหนาน
มันขับเน้นใบหน้าด้านข้างที่งดงามราวกับภาพวาด ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ อ่อนโยน และเงบสงัดเหลือเกิน...