- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 155 - วงการของโบราณและแผนซื้อบ้าน
บทที่ 155 - วงการของโบราณและแผนซื้อบ้าน
บทที่ 155 - วงการของโบราณและแผนซื้อบ้าน
บทที่ 155 - วงการของโบราณและแผนซื้อบ้าน
ปัญหาเรื่องรถลากที่จอดระเกะระกะขวางหน้าประตูนั้น จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
หากเป็นเพียงการหาที่ร่มเพื่อหลบแดด ก็ไม่จำเป็นต้องมาออกันที่หน้าประตู แต่สามารถไปจอดเรียงตามแนวกำแพงทั้งสองด้านได้
หลี่เจี้ยนคุนหยิบบุหรี่ตรายอดประตูออกมาแจกให้คนลากรถคนละมวน ส่วนใหญ่ไม่กล้าสูบทันที แต่กลับรีบเก็บใส่กระเป๋าไว้อย่างดี
ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาก่อน "คุณคือพี่คุนใช่ไหม? ผมรู้จักคุณ"
คนที่พูดคือชายหนุ่มร่างผอมที่เพิ่งได้รับเงินทำขวัญ 5 หยวนมาจากหลิวเสี่ยวเจียงนั่นเอง เมื่อดูจากแววตาแล้ว เขาน่าจะอายุน้อยกว่าที่เห็นจากภายนอกมากนัก
"อ้อ? แกรู้จักฉันได้ยังไง?" หลี่เจี้ยนคุนถามด้วยรอยยิ้ม
"ในลานบ้านของพี่มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อพี่หวัง เขาชอบไปเดินตลาดหาของโบราณบ่อยๆ และชอบนั่งรถของผม ผมเลยเคยได้ยินเขาพูดถึงพี่ครับ"
หลี่เจี้ยนคุนประหลาดใจ ที่แท้ก็เป็นคนของหวังซานเหอนี่เอง
หวังซานเหอจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีจักรยานใช้ เพราะมันไม่สะดวก เวลาเขาออกไปข้างนอกมักจะมีของติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ การปั่นจักรยานจึงทำให้ขนของลำบาก
หลิวเสี่ยวเจียงถือว่าดวงดีที่หวังซานเหอไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยเถรตรงของเขา ร้านชิ่งเจียงฟางอาจจะโดนทุบจนพังไปอีกรอบแน่ๆ
"แกชื่ออะไร?"
"พี่คุนเรียกผมว่าเสี่ยวหลงก็ได้ครับ"
อัยหยา! ช่างประจวบเหมาะอะไรอย่างนี้ ชื่อดันเข้าคู่กันพอดี
"เสี่ยวหลง ฉันมีเรื่องจะปรึกษาพวกแกหน่อย มาสิ ทุกคนฟังให้ดีนะ"
หลี่เจี้ยนคุนกวักมือเรียกบรรดาคนลากรถให้เข้ามาใกล้ แล้วจึงบอกเล่าความคิดของเขาให้ฟัง
สรุปสั้นๆ คือเขาต้องการให้ทุกคนรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยให้จอดรถเรียงแถวตามแนวกำแพงหน้าประตู ใครมาก่อนได้จอดก่อน จะได้ไม่ต้องมาแย่งแขกกัน เมื่อถึงคิวใครคนนั้นก็ค่อยไป
แน่นอนว่าหากเป็นแขกประจำที่เจาะจงจะนั่งรถของใครโดยเฉพาะ นั่นก็ถือเป็นข้อยกเว้น
"พวกแกลองคิดดูนะ ทำแบบนี้มันสบายใจกว่าเดิมเยอะเลยใช่ไหม?"
หลี่เจี้ยนคุนมองดูคนลากรถทั้งเจ็ดแปดคนแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า "ถ้าพวกแกยอมทำตามระเบียบนี้ ต่อไปถ้าพ่อค้าในลานบ้านต้องการจะขนส่งสินค้า หากพวกแกไม่เกี่ยงเรื่องระยะทางและเต็มใจจะไป ฉันจะบอกให้พวกเขาใช้บริการรถของพวกแกเป็นอันดับแรก"
"เอาละ ฉันจะแนะนำเจ้าของร้านแต่ละคนให้พวกแกรู้จัก เพื่อทำสัญญาจ้างระยะยาวกันเลยดีไหม?"
พอได้ยินคำแนะนำที่เป็นระบบเช่นนี้ บรรดาคนลากรถต่างก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่
ถ้าทำได้แบบนั้นย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด!
นั่นเท่ากับว่าพวกเขามีแหล่งรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง
พวกเขาไม่สงสัยในอำนาจของชายคนนี้เลย ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงติดตาอยู่ แค่คำพูดเพียงประโยคเดียวก็สามารถสั่งปิดร้านค้าได้ตั้งหนึ่งสัปดาห์
แล้วพ่อค้าคนไหนจะกล้าขัดคำสั่งเขาล่ะ?
"ได้ครับๆ พวกเราจะทำตามที่พี่บอก!"
"พี่ต้องแนะนำพวกเราให้รู้จักกับเจ้าของร้านจริงๆ นะครับ"
"พวกเราไม่กลัวไกลหรอกครับ เหนื่อยหน่อยไม่เป็นไร ขอให้มีเงินให้พวกเราหาเลี้ยงตัวได้ก็พอ"
บรรดาคนลากรถต่างพากันพยักหน้ารับด้วยความดีใจ
หลี่เจี้ยนคุนคิดในใจว่า ต่อให้ลานบ้านจ้านอันจะขายดีขนาดไหน ก็คงไม่สามารถดึงดูดคนลากรถมาหากินได้เกิน 4-6 คนหรอก เพราะแถวนี้ก็ไม่ได้มีรถลากเยอะขนาดนั้น
ดังนั้นการจัดคู่ให้ร้านค้าแต่ละแห่งมีคนลากรถประจำสักคนหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
พ่อค้าสามารถตกลงราคาพิเศษเพื่อประหยัดต้นทุน ส่วนคนลากรถเองก็จะมีรายได้ที่แน่นอน
เรียกได้ว่าสมประโยชน์กันทุกฝ่าย
เขาปรบมือเป็นสัญญาณ "เอาละ งั้นก็เริ่มกันเลย ทุกคนจอดรถเรียงตามลำดับก่อนหลังให้เรียบร้อย เดี๋ยวฉันเข้าไปจัดแจงข้างใน แล้วจะพาพ่อค้าออกมาคุยด้วย"
เหล่าคนลากรถต่างรีบไปลากรถของตัวเองมาจอดเรียงแถวกันอย่างรวดเร็ว แม้จะมีโต้เถียงกันบ้างเรื่องลำดับก่อนหลัง แต่ทุกคนก็ทำไปด้วยรอยยิ้ม จนในที่สุดที่หน้าประตูด้านซ้ายก็มีรถลากจอดเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่ตามแนวกำแพง
หลี่เจี้ยนคุนมองดูภาพนั้นแล้วก็รู้สึกพอใจ "สวยงาม!"
เขาจูงจักรยานเดินเข้าไปในลานบ้านเพื่อทำตามสิ่งที่ได้ลั่นวาจาไว้
ความจริงเขาก็เพียงแค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่ย่อมยินดีที่จะมีคนลากรถขาประจำที่สามารถตกลงราคาพิเศษเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งอยู่แล้ว
แล้วทำไมเมื่อก่อนถึงไม่มีใครทำล่ะ?
คนส่วนใหญ่มักจะมัวแต่พะว้าพะวงกังวลนั่นนี่ จนยากที่จะเปลี่ยนความคิดในหัวให้กลายเป็นการกระทำอย่างจริงจัง
หลี่เจี้ยนคุนในฐานะผู้เสนอไอเดีย จึงเริ่มต้นด้วยการ "เซ็นสัญญา" กับเสี่ยวหลงเป็นคนแรก
ในช่วงพลบค่ำ หวังซานเหอกลับมาจากตรอกเชอเซียง เขาคงจะเจอเสี่ยวหลงที่หน้าประตูมาแล้ว เพราะทันทีที่พบหน้า เขาก็ยกนิ้วโป้งให้หลี่เจี้ยนคุนทันที
"เสี่ยวหลงคนนี้สู้ชีวิตมากเลยนะ ที่บ้านเขาลำบากจริงๆ"
ที่หน้าร้าน 80 หวังซานเหอหยิบบุหรี่ตราจงหัวออกมาส่งให้หลี่เจี้ยนคุนมวนหนึ่ง แล้วจุดสูบเองมวนหนึ่ง พลางเล่าเรื่องของเสี่ยวหลงด้วยความสลดใจ
"ที่บ้านมีเขาเป็นลูกชายคนเดียว แม่เขามีโรคประจำตัวมาแต่เกิด ทำงานหนักไม่ได้ ได้แต่ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ
"พ่อเขาเคยเป็นพนักงานในโรงงานใหญ่ แต่ช่วงนี้มีการปฏิรูปโรงงาน ผู้อำวยการคนนั้นร้ายกาจมาก บอกว่าโรงงานเลี้ยงคนไว้เยอะเกินไป เลยจัดการลดจำนวนพนักงานลงขนานใหญ่ ครอบครัวเขามีคนน้อย แถมยังมีลูกชายที่โตพอจะหาเลี้ยงตัวได้แล้ว พ่อเขาเลยโดนเลิกจ้าง"
"ตอนนี้ทั้งบ้านฝากความหวังไว้ที่เงินจากการลากรถของเขาเพียงอย่างเดียว"
หลี่เจี้ยนคุนพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ด้วยความที่เขาอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ข่าวสารของเขาจึงว่องไวกว่าหวังซานเหอมากนัก
การปฏิรูปวิสาหกิจของรัฐได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
ในเวลานี้ถือเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นในกลุ่มนำร่อง ทว่าโครงการดังกล่าวกลับครอบคลุมไปถึงโรงงานยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อย่างเช่น โรงงานเหล็กกล้าโส่วกัง
เรื่องนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการไม่น้อยเลยทีเดียว
ผู้อำนวยการโรงงานโส่วกังนามว่า โจวกวนอู่ เขาเป็นคนเด็ดขาดและเก่งกาจมาก ทั้งยังเป็นคนแรกๆ ที่นำเสนอระบบการรับเหมาโดยวิสาหกิจของรัฐ ภายใต้นโยบายสิบหกอักษรที่ว่า—
"กำหนดฐานที่แน่นอน รับประกันการส่งส่วย ส่วนเกินเก็บไว้เอง ขาดทุนรับผิดชอบเอง!"
ช่างเป็นคำกล่าวที่มีพลังยิ่งนัก
นโยบายสิบหกอักษรนี้ ในอนาคตจะกลายเป็นมาตรฐานของการปฏิรูปวิสาหกิจของรัฐต่อไป
ทว่าการปฏิรูปวิสาหกิจของรัฐนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและความยากลำบากอย่างยิ่ง ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการรุกคืบของบริษัทเอกชนและการแทรกแซงจากกลุ่มทุนข้ามชาติ
สำหรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างเหล่านั้น พวกเขาคงไม่เคยคาดฝันเลยว่า งานที่เคยคิดว่าจะมั่นคงไปชั่วลูกชั่วหลานจะมลายหายไปเพียงชั่วข้ามคืน
มีกี่ชีวิตที่ต้องสิ้นหวังจนยากจะกอบกู้กลับคืนมา
ทั้งคู่สูบบุหรี่จนหมดมวน หลังจากปรับอารมณ์ให้คงที่แล้ว หวังซานเหอก็พูดขึ้นว่า "จริงด้วย พรุ่งนี้มีงานดีๆ งานหนึ่ง แกจะไปไหม?"
"งานอะไรล่ะ บอกมาก่อน"
"งานประมูลของโบราณน่ะ พรุ่งนี้ที่ย่านเซวียนอู่มีนัดคุยกัน มีทั้งคนซื้อและคนขาย เป็นคนในวงการทั้งนั้น ท่านสามบอกว่าถ้าไม่มีคนแนะนำก็เข้าไปไม่ได้เด็ดขาด เป็นงานระดับพรีเมียมเลยนะ"
พอได้ยินคำว่า "งานพรีเมียม" หลี่เจี้ยนคุนก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
ของโบราณที่สามารถเข้างานระดับนี้ได้ ย่อมต้องเป็นของเกรดเออย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?
ในยุคที่ของพวกนี้ราคายังถูกเหมือนผักหญ้า มีอะไรให้ต้องกลัวเจ๊งกันล่ะ ต่อให้หลับตาซื้อก็ยังมีกำไร
"ไปสิ!"
หวังซานเหอหัวเราะร่า เขารู้อยู่แล้วว่าเพื่อนรักไม่มีทางพลาดงานนี้แน่ๆ ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดต่อว่า
"อีกเรื่องนะเจี้ยนคุน แกคิดจะซื้อบ้านเพิ่มอีกหลังไหม? แกดูห้องข้าสิ ตอนนี้แทบจะไม่มีที่ให้เดินแล้ว ของโบราณที่หามาได้ไม่มีที่เก็บเลย แล้วโปรเจกต์ของโบราณของเราจะเดินหน้าต่อยังไงล่ะ?"
"ปึก!"
พอพูดถึงเรื่องนี้ หลี่เจี้ยนคุนก็ตบหน้าขาตัวเองดังฉาดด้วยความนึกขึ้นได้
ความจริงเรื่องซื้อบ้านเพิ่มนี้ เขาเคยคิดไว้ตั้งแต่ตอนหวังซานเหอเข้าปักกิ่งมาใหม่ๆ แล้ว แต่หลังจากนั้นมัวแต่วุ่นอยู่กับการจัดการลานบ้าน และต้องเตรียมเงินทุนไว้สั่งของ เลยพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
จนกระทั่งเผลอลืมไปเสียสนิท
"ซื้อสิ! ต้องซื้อเดี๋ยวนี้เลย!"
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องโปรเจกต์ของโบราณหรอก หวังซานเหอน่ะถือว่าดวงดีที่เดินตระเวนไปทั่วเมืองแล้วดูเหมือนคนเมือง จึงไม่เคยโดนตรวจประวัติ ถ้ายังไม่รีบเอาชื่อเขาไปใส่ในโฉนดบ้านสักหลังล่ะก็ วันไหนเกิดโชคร้ายโดนตำรวจเรียกตรวจขึ้นมา ได้โดนเตะออกจากปักกิ่งแน่ๆ
คนอย่างเขาที่ไม่มีทะเบียนบ้านในปักกิ่งและไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ในยุคนี้เขามีชื่อเรียกที่ฟังดูแย่มากว่า
"คนเร่ร่อน"
หากถูกจับได้ จะต้องถูกส่งกลับบ้านเกิดทันที
แม้การซื้อบ้านส่วนตัวจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนบ้านได้ในทันที แต่ในยุคที่กฎหมายยังไม่ครอบคลุมเช่นนี้ ความมั่นใจที่ว่า "ข้ามีบ้านอยู่ในปักกิ่ง" ก็เพียงพอที่จะใช้รับมือสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว
รอจนถึงปี 84 หรือ 85 เมื่อกฎหมายการจัดการประชากรชั่วคราวประกาศใช้ การมีบ้านหลังนี้จะช่วยให้เขาสามารถย้ายทะเบียนบ้านเข้าปักกิ่งได้อย่างราบรื่น
มันมีจังหวะเวลาของมันเองอยู่
(จบแล้ว)