- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในนิยายน้ำเน่า ผมต้องเอาตัวรอดในร่างโลลิสายโหด
- บทที่ 4: รสชาติของเธอ
บทที่ 4: รสชาติของเธอ
บทที่ 4: รสชาติของเธอ
เมื่อเย่เหลียงสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของคุณซูเถา หัวใจของเขาก็พลันกระตุกวูบ
เขาหันขวับไปตวาดใส่บอดี้การ์ดชุดสูท "เมื่อกี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น? เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
บอดี้การ์ดหนุ่มหดคอวูบด้วยความหวาดกลัว เขาลอบมองคุณซูเถาที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่นสนิทไม่ยอมปริปากพูดอะไร
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็จำต้องกัดฟันเล่าออกไป "นายน้อยครับ... ตอนที่ผมเพิ่งพังประตูเข้ามา ผมเห็นคุณซูเถาถูกมัดขึงพืดอยู่บนเตียง แล้วหลังจากนั้น..."
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ "แล้วหลังจากนั้น... ฉือเสี่ยวเฉิงก็ขึ้นไปคร่อมทับบนตัวคุณซูเถา แล้วพวกเธอก็... พวกเธอกำลังจูบกันอยู่ครับ..."
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น นัยน์ตาของเย่เหลียงก็เบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
ส่วนบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไม่แพ้กัน
มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่านายน้อยของพวกเขารักใคร่และหวงแหนคุณซูเถามากแค่ไหน?
ไอ้หมอนี่มันกล้าพูดจาทำลายขวัญกำลังใจแบบนี้ออกมาได้ยังไงเนี่ย!
"ซูเถา ที่เจ้านี่พูดมามันเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ!"
ซูเถาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ "ไม่ใช่นะคะ เธอแค่จับฉันมัดไว้กับเตียง แล้วก็ทิ้งฉันไว้อย่างนั้น พร้อมกับขู่... ขู่ไม่ให้ฉันไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับคุณอีก"
"ฟู่... โล่งอกไปที" เย่เหลียงหันขวับไปตวาดใส่บอดี้การ์ดชุดสูทอีกครั้ง "ไอ้สวะ! แกกล้าดีกุเรื่องมาใส่ร้ายให้ซูเถาต้องมัวหมองงั้นเรอะ แล้วนี่แกยังจะยืนบื้ออยู่ทำไมอีก? ทำไมไม่รีบตามยัยฉือเสี่ยวเฉิงออกไปทางประตูลับนั่นล่ะโว้ย!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเถาก็เอื้อมมือออกไป คล้ายกับต้องการจะห้ามปรามบอดี้การ์ดคนนั้นอีกครั้ง
ทว่าคำพูดที่เตรียมจะเอื้อนเอ่ยกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เธอไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาห้ามเขาดี
แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า... ทำไมเธอถึงอยากจะปกป้องฉือเสี่ยวเฉิงนัก
ทั้งๆ ที่สิ่งที่ยัยนั่นทำกับเธอมันก็เกินกว่าเหตุไปมากจริงๆ
สิ่งที่ซูเถาปรารถนามาโดยตลอด ก็คือการได้รักษาสถานะความเป็นเพื่อนรักกับฉือเสี่ยวเฉิงเอาไว้ดังเดิม
แต่เมื่อเหตุการณ์มันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเธอยังจะสามารถกลับไปเป็นเพื่อนกันได้อีกจริงๆ น่ะหรือ?
เศษเสี้ยวความทรงจำในวันวานพรั่งพรูเข้ามาในหัว และในวินาทีต่อมา เธอก็พลันเห็นภาพหลอนของฉือเสี่ยวเฉิงที่จู่ๆ ก็สวมบทยันเดเระเมื่อครู่นี้ซ้อนทับขึ้นมา
เรารู้จักกันมาตั้งสิบกว่าปี ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้ระแคะระคายมาก่อนเลยนะ... ว่าเสี่ยวเฉิงแอบชอบฉัน?
ทั้งๆ ที่ฉันก็มองเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งมาโดยตลอดแท้ๆ...
เธอพยายามดึงสติกลับมา ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเย่เหลียง "เย่เหลียงคะ พวกเรา... พวกเราปล่อยเสี่ยวเฉิงไปเถอะนะคะ"
"นี่เธอยังจะพูดเข้าข้างยัยนั่นอยู่อีกเหรอ?"
"ฉัน... เธอไม่ได้ทำอะไรฉันเลยนะคะ แค่... แค่..."
ซูเถาพูดจาวกไปวนมา ไม่รู้จะอธิบายเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ให้เขาฟังอย่างไรดี
เย่เหลียงแค่นเสียงขึ้นจมูก "ฉันรู้น่า ยัยนั่นก็แค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากฉันใช่ไหมล่ะ? ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลย เตี้ยก็เตี้ย ขี้เหร่ก็ขี้เหร่ แถมยังโบ๊ะรองพื้นซะหนาเตอะยิ่งกว่าขี้โคลนติดรองเท้าฉันซะอีก ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาซะเลย!"
"คนอย่างฉันเนี่ยนะจะไปลดตัวลงไปชอบยัยนั่น ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็ไม่มีวันซะหรอก!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเหยียดหยาม
เย่เหลียงเป็นคนหยิ่งผยองและหลงตัวเองจนกู่ไม่กลับ
ซูเถาอ้าปากค้างเตรียมจะเถียง ทว่าสุดท้ายเธอก็เลือกที่จะไม่พูดแก้ต่างใดๆ ให้ฉือเสี่ยวเฉิง
เธอทำเพียงเอ่ยเสียงแผ่ว "ที่จริงแล้วเสี่ยวเฉิง... เธอรู้ตัวแล้วล่ะค่ะว่าตัวเองทำผิดไป เธอบอกกับฉันว่าต่อไปนี้จะไม่มาวุ่นวายกับคุณอีกแล้ว เพราะงั้นเรา... ให้โอกาสเธออีกสักครั้งเถอะนะคะ?"
เมื่อเย่เหลียงทอดสายตามองหญิงสาวอันเป็นที่รัก ซึ่งดวงตาของเธอยังคงแดงก่ำและคลอไปด้วยหยาดน้ำตา หัวใจที่แข็งกร้าวของเขาก็พลันอ่อนยวบลงทันที
"ตกลง ฉันจะยอมทำตามที่เธอขอก็ได้"
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอื้อมมือออกไปหมายจะดึงร่างบางของซูเถาเข้ามากอดปลอบประโลม
ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ... ซูเถากลับก้าวถอยหลังหนีไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว
เธอเบี่ยงตัวหลบอ้อมกอดของเขา
แววตาของเย่เหลียงฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
แต่เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของซูเถา เขาก็พลันนึกขึ้นได้
จริงสิ... ซูเถายังไม่ได้ตกลงรับรักเขานี่นา
ตอนนี้เธอคงอยากจะได้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่คนเดียวเงียบๆ สินะ?
หรือเป็นเพราะว่าฉันสวมบทฮีโร่ขี่ม้าขาวมาช่วยเธอไว้ได้ทันเวลาพอดี เธอเลยรู้สึกเขินอายขึ้นมาล่ะมั้ง?
อืม... มันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!
เย่เหลียงเสยผมลวกๆ ก่อนจะเอ่ยกับซูเถา "พวกเรารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปที่โรงพยาบาลส่วนตัวของฉัน ให้หมอตรวจเช็กร่างกายให้ละเอียดอีกที"
"ค่ะ"
ซูเถาพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย
เธอยังคงรักษาระยะห่างจากเย่เหลียงไว้หนึ่งก้าวเสมอ
ยิ่งเห็นแบบนั้น เย่เหลียงก็ยิ่งมั่นใจว่าซูเถากำลังเขินอายเขาอยู่แน่ๆ
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า... ในเวลานี้ ปลายลิ้นเล็กๆ ของซูเถากำลังดุนดุนรอยกัดบนริมฝีปากของตัวเองเบาๆ ในขณะที่ภายในหัวก็มีแต่ภาพของเด็กสาวร่างเล็กคนนั้นวนเวียนอยู่ไม่หยุด
ทั้งสับสนว้าวุ่น และโล่งใจในเวลาเดียวกัน
ทางด้านฉือเสี่ยวเฉิง หลังจากที่หลบหนีออกจากห้องใต้ดินผ่านทางประตูลับมาได้ เธอก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับบ้านโดยอาศัยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนำทาง
สภาพของเธอดูไม่จืดนัก เส้นผมหลุดลุ่ยชี้ฟู สองมือซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ก้มหน้าก้มตาเดินเพื่อไม่ให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาสังเกตเห็นความผิดปกติ
ทว่าใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยความร้อนรน
"บ้าเอ๊ย! ฉันประเมินสภาพร่างกายนี้สูงเกินไปสินะ เพิ่งจะวิ่งมาได้แป๊บเดียวก็หน้ามืดจะเป็นลมอยู่แล้วเนี่ย"
ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ... ไอ้บอดี้การ์ดชุดสูทนั่นมันยังคงวิ่งไล่กวดเธอมาติดๆ อย่างไม่ลดละ
【โฮสต์ สู้เขานะ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว!】
"หุบปากไปเลยไอ้ระบบเฮงซวย! ถ้านายช่วยอะไรไม่ได้ก็หุบปากไปซะ!"
【หักแต้มอารมณ์ของโฮสต์ 20 แต้ม เพื่อยกระดับสมรรถภาพทางร่างกายชั่วคราว ระยะเวลาแสดงผล: 3 นาที】
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งพลันไหลเวียนจากช่องท้องน้อยแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างของฉือเสี่ยวเฉิงที่กำลังจะหมดแรงล้มพับไปนั้น ถึงกับเซถลาไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียและเรี่ยวแรงถดถอยอยู่ดี
เธอเหลียวหลังกลับไปมองบอดี้การ์ดชุดสูท
ตอนนี้ระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือไม่ถึงยี่สิบเมตรแล้ว
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปฉันต้องโดนจับได้แน่ๆ ต้องรีบคิดหาทางหนีทีไล่ซะแล้ว"
ฉือเสี่ยวเฉิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างร้อนรน
ทันใดนั้น นัยน์ตาของเธอก็พลันเป็นประกายวาววับ
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังเดินสวนทางมา แววตาของเขาฉายแววซื่อบื้อไร้เดียงสาตามแบบฉบับของเด็กมหาลัยเป๊ะๆ
ฉือเสี่ยวเฉิงรีบก้าวฉับๆ เข้าไปหา ก่อนจะงัดทักษะการแสดงระดับตุ๊กตาทองออกมาใช้ทันที
เธอแกล้งสะดุดล้มลงไปกองอยู่แทบเท้าของชายหนุ่มคนนั้น
เฉินคุนตาไวและมือไว เขารีบก้มลงไปประคองฉือเสี่ยวเฉิงให้ลุกขึ้นยืน นี่เป็นครั้งแรกตลอดชีวิตยี่สิบสามปีของการเป็นโสดที่เขาได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงขนาดนี้ ทำเอาเขาถึงกับทำตัวไม่ถูก
สายตาของเขาลุกลี้ลุกลนมองไปทางอื่น "คุณ... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?"
ฉือเสี่ยวเฉิงแสร้งทำเป็นสะอึกสะอื้น บีบน้ำตาออกมาสองสามหยด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "พี่ชายคะ พี่ชายช่วยหนูด้วย! มีผู้ชายใส่ชุดสูทเดินตามหนูมาตลอดทางเลยค่ะ!"
"อะไรนะ?!"
เฉินคุนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ด้วยความกลัวว่าบอดี้การ์ดชุดสูทจะดูไม่เลวทรามมากพอ ฉือเสี่ยวเฉิงจึงจัดการป้ายสีเพิ่มให้เสร็จสรรพ "จู่ๆ เขาก็โผล่มาลักพาตัวหนูไปค่ะ เขาตั้งใจจะจับหนูไปขายแน่ๆ เลย หนูอุตส่าห์ดิ้นรนหนีรอดมาได้ แต่เขาก็ยังตามล่าหนูไม่เลิก ฮือๆๆ..."
น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมาเป็นสาย
ทักษะใหม่ที่ระบบเพิ่งมอบให้นั้น ฉือเสี่ยวเฉิงสามารถนำมาใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมืออาชีพ
เมื่อเห็นแบบนั้น เฉินคุนก็ทนดูดายต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก
"กลางวันแสกๆ กลางบ้านกลางเมืองแท้ๆ ยังกล้าก่อเหตุอุกอาจแบบนี้อีกงั้นเรอะ!"
เฉินคุนรีบดึงตัวฉือเสี่ยวเฉิงไปหลบอยู่ด้านหลังของตน ก่อนจะหันไปจ้องมองบอดี้การ์ดชุดสูทตาเขม็ง "ไอ้หมอนั่นใช่ไหมที่ตามล่าคุณน่ะ?"
"อื้อ!" ฉือเสี่ยวเฉิงพยักหน้ารับรัวๆ ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น "พี่ชายคะ... หนูเห็นว่าหมอนั่นตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย ถ้าพี่สู้เขาไม่ไหว พวกเราหนีกันก่อนดีไหมคะ?"
ลูกผู้ชายอกสามศอกที่ไหนจะยอมให้ผู้หญิงมาหยามว่าสู้ไม่ไหวกันล่ะ?
เฉินคุนถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างมาดมั่น ก่อนจะเดินอาดๆ ตรงปรี่เข้าไปหาชายชุดสูทคนนั้นทันที
เมื่อเห็นดังนั้น มุมปากของฉือเสี่ยวเฉิงก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
เธออาศัยจังหวะชุลมุน รีบวิ่งถอยหลังหนีไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแหกปากตะโกนลั่น "ช่วยด้วยค่า! มีคนถูกลักพาตัว!"
เมื่อเห็นแบบนั้น เฉินคุนก็รีบตะโกนสมทบตามน้ำฉือเสี่ยวเฉิงไปติดๆ เขาชี้หน้าบอดี้การ์ดชุดสูทพลางร้องตะโกนบอกฝูงชนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ "ไอ้หมอนี่แหละครับแก๊งลักพาตัว!"
ฝูงชนที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก เริ่มรู้สึกเอะใจตั้งแต่เห็นฉือเสี่ยวเฉิงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแล้ว พอได้ยินเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ทุกคนก็พลันกระจ่างแจ้งทันที
มิน่าล่ะ... ยัยหนูคนนี้ถึงได้วิ่งหนีหน้าตั้งซะขนาดนั้น
ที่แท้เธอก็กำลังถูกแก๊งลักพาตัวข่มขู่คุกคามอยู่นี่เอง!
พริบตาเดียว พลเมืองดีผู้อาสาผดุงความยุติธรรมก็แห่กันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังบอดี้การ์ดชุดสูทเอาไว้แน่นขนัด จนเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องล่าถอยกลับไปตั้งหลักก่อน
และเมื่อเขากลับไปรายงานเรื่องนี้ให้เย่เหลียงทราบ ก็โดนสวดหูชาไปตามระเบียบ "ไอ้สวะไม่ได้เรื่อง! แกตัวสูงตั้งร้อยแปดสิบ แต่ดันจับยัยเตี้ยร้อยห้าสิบไม่ได้เนี่ยนะ แล้วฉันจะเลี้ยงแกไว้ทำซากอะไรวะ!"
ซูเถาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อได้ยินรายงานจากบอดี้การ์ด เธอปก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ดีจังเลย... ที่เสี่ยวเฉิงหนีรอดไปได้
ถ้าขืนถูกเย่เหลียงที่กำลังโมโหเลือดขึ้นหน้าจับตัวกลับมาได้ล่ะก็... ผลลัพธ์คงจะเลวร้ายจนยากจะจินตนาการเลยล่ะ!
ในจังหวะนั้น เย่เหลียงก็ยกเท้าเตะบอดี้การ์ดชุดสูทกระเด็นไปกองกับพื้น ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองซูเถาที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อปลอบใจ
ช่างเถอะ... แค่ซูเถาปลอดภัยก็ดีใจตายชักแล้ว
ซึ่งซูเถาเองก็มีความคิดตรงกันกับเย่เหลียงอย่างประหลาด
แม้ว่าภายในใจของเธอจะยังคงสับสนวุ่นวาย แต่การที่เสี่ยวเฉิงปลอดภัยดี... มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดแล้วจริงๆ