- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในนิยายน้ำเน่า ผมต้องเอาตัวรอดในร่างโลลิสายโหด
- บทที่ 3: จิตใจที่ใกล้แตกสลาย
บทที่ 3: จิตใจที่ใกล้แตกสลาย
บทที่ 3: จิตใจที่ใกล้แตกสลาย
เมื่อเห็นมีดพกเล่มเล็กสะท้อนประกายเย็นเยียบ บอดี้การ์ดหนุ่มในชุดสูทก็พลันรู้สึกหนังหัวชาหนึบขึ้นมาทันที
ภาพเหตุการณ์ชวนหวามไหวเมื่อครู่นี้ดูราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
ความบ้าคลั่งและจนตรอกต่างหาก คือธาตุแท้ของยัยหนูโลลิผู้มีนัยน์ตาสีแดงเรื่อทอประกายหยาดเยิ้มคนนี้
เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตาเลือบมองคุณซูเถาที่กำลังหลับตาปี๋และสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง พร้อมกับเอ่ยปาก
"เธอ... อย่าทำอะไรวู่วามนะ ฉัน..."
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบประโยค ฉือเสี่ยวเฉิงก็ตวาดแทรกขึ้นมา "ฉันจะนับถึงสาม ถ้ายังไม่ไสหัวออกไป ก็รอเก็บศพยัยนี่ได้เลย!"
พูดจบ เธอก็หันกลับไปมองซูเถาอีกครั้ง แววตาเลื่อนลอยตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "ไม่เป็นไรนะซูเถา... ฉันเองก็อยากให้ทุกอย่างมันจบลงแบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะ แต่ถ้าต้องเดินทางไปปรโลกคนเดียว มันคงจะเหงาแย่เลยว่าไหม~"
ฉันไม่ได้จะลากเธอไปลงนรกด้วยกันหรอกนะ
แต่เป็นเพราะฉันชอบเธอต่างหาก
ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป!
โดยไม่ปล่อยให้ซูเถาได้มีโอกาสเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ฉือเสี่ยวเฉิงก็ตวัดสายตาดุดันกลับไปจ้องบอดี้การ์ดชุดสูทอีกครั้ง "สาม!"
"?"
บอดี้การ์ดหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตื่นตระหนก
เดี๋ยวก่อนสิ แล้วหนึ่งกับสองมันหายหัวไปไหนฟะ!
อาการหนังหัวชาหนึบกำเริบขึ้นมาอีกระลอก เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงต้องรีบถอยกรูดออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนั้น เขายังอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยปิดประตูห้องใต้ดินให้ฉือเสี่ยวเฉิงอย่างเสร็จสรรพ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วรีบต่อสายตรงหานายน้อย 'เย่เหลียง' ของเขาทันที
และทันทีที่เห็นอีกฝ่ายล่าถอยไป ฉือเสี่ยวเฉิงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมาในหัว
【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีด้วยโฮสต์ คุณสะสมแต้มอารมณ์ครบ 100 แต้มแล้ว ต้องการแลกรับแพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่เลยหรือไม่?】
"แลกเลย!"
เธอตะโกนก้องในใจ พลันหน้าจอโฮโลแกรมที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็นได้ ก็เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้า
【แลกรับแพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ สำเร็จ】
【ได้รับทักษะแบบสุ่ม: การแสดง (ระดับกลาง), ลดทอนความเจ็บปวด (ระดับกลาง), ปรุงแต่งรสของเหลว (ระดับเริ่มต้น)】
สองทักษะแรกนั้น ฉือเสี่ยวเฉิงยังพอทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก
แต่ไอ้ทักษะที่สามนี่สิ...
"ระบบ ไอทักษะปรุงแต่งรสของเหลวนี่มันหมายความว่ายังไงน่ะ?"
【ของเหลวใดๆ ก็ตามที่โฮสต์สัมผัส ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม โฮสต์สามารถควบคุมรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงกำหนดได้ว่าของเหลวนั้นจะเป็นอันตรายหรือไม่】
ฉือเสี่ยวเฉิงถึงกับไปไม่เป็น "???"
ในหัวของเธอพานจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงพล็อตเรื่องแปลกๆ ที่มักจะโผล่มาแต่ในนิยายบางประเภทเท่านั้น
ก็อย่างที่รู้ๆ กันดี... ว่าบนร่างกายของเด็กผู้หญิงน่ะ มันมี 'ของเหลว' ตั้งมากมายหลายชนิดที่สามารถนำมา 'ปรุงแต่งรสชาติ' ได้นี่นา
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน เธอไม่มีเวลามานั่งคิดอกุศลฟุ้งซ่านหรอกนะ
เดิมทีฉือเสี่ยวเฉิงวางแผนเอาไว้ว่า จะฉวยโอกาสในช่วงที่พระเอกยังมาไม่ถึง รีบหลบหนีออกไปทางประตูลับอีกบานหนึ่ง
แต่ตอนนี้...
สายตาของเธอกลับหยุดชะงักลงบนใบหน้าของซูเถา
นางเอกแสงจันทร์กระจ่างคนนี้ดูเหมือนระบบประมวลผลในหัวจะรวนไปเสียแล้ว เพราะมีเหตุการณ์ถาโถมเข้ามามากเกินไป
เธอได้แต่เบิกตากว้าง ริมฝีปากเผยอค้าง
นัยน์ตาคู่สวยเหม่อลอยไร้ประกายชีวิต
สภาพของเธอดูราวกับตุ๊กตาที่แหลกสลายไปแล้วจริงๆ
แต่ในความเป็นจริง ฉือเสี่ยวเฉิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็แค่สมองช็อต รับข้อมูลมหาศาลไม่ทันจนสติหลุดไปก็เท่านั้น
โบราณว่าไว้... ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ มักมาพร้อมกับผลตอบแทนที่คุ้มค่า!
ฉือเสี่ยวเฉิงปิ๊งไอเดียบางอย่างที่น่าจะสร้างความประทับใจได้ตราตรึงยิ่งกว่าเดิม
มุมปากของเธอกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์
ซูเถาอาจจะยังรับกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอไม่ได้ แต่ระดับนางเอกของเรื่องแล้ว จิตใจก็น่าจะเข้มแข็งพอตัวอยู่มั้ง... ใช่ไหมล่ะ?
ถ้างั้น... ลองดูสักตั้งดีไหมนะ?
...
ซูเถาไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้ สิ่งที่ตอบรับความเงียบงัน มีเพียงเสียงแผ่นไม้บนเตียงที่สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง
ด้านนอกประตู บอดี้การ์ดหนุ่มโทรติดหานายน้อยเย่เหลียงในที่สุด เขารีบกรอกเสียงร้อนรนลงไป "นายน้อยครับ ตอนนี้นายน้อยอยู่ไหนแล้วครับ? ทางนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้ว จะเอายังไงกันดีครับ!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเย่เหลียงแฝงไว้ด้วยความร้อนใจไม่แพ้กัน "อีกสองนาทีฉันจะถึงแล้ว สถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง?"
"ผมเจอห้องใต้ดินแล้วครับ แต่ยัยฉือเสี่ยวเฉิงนั่นเอาคุณซูเถามาเป็นตัวประกันขู่ผม ผมเลยทำอะไรไม่ได้เลยครับ!"
"นังสารเลวเอ๊ย!" เย่เหลียงสบถลั่น "ผู้หญิงคนนั้นมันคงจะเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ นายพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมสงบสติอารมณ์ไปก่อน ฉันใกล้จะถึงแล้ว!"
และในจังหวะนั้นเอง เสียงหอบหายใจกระเส่าจากการดิ้นรนของซูเถา ประสานเข้ากับเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของเตียงไม้ ก็ดังแว่วลอดออกมาจากในห้องใต้ดิน เย่เหลียงที่อยู่ปลายสายถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง "นั่นเสียงอะไรน่ะ?"
"เอ่อ... คือ..."
บอดี้การ์ดหนุ่มหันขวับกลับไปมองบานประตูไม้ อาการน้ำท่วมปากกำเริบขึ้นมาฉับพลัน
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งประจักษ์แก่สายตาเมื่อครู่นี้
เมื่อกี้ยังแค่จูบ...
แต่ตอนนี้เตียงสั่นจนเสียงดังลั่นขนาดนี้
เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าข้างในนั้นพวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่!
พวกเธอเป็นผู้หญิงกันทั้งคู่นะเว้ย ทำไมถึงได้เล่นกันพิเรนทร์เบอร์นี้ฟะเนี่ย?
เขาก้มมองโทรศัพท์ที่ยังคงต่อสายค้างไว้ พลางคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เย่เหลียงเร่งเร้าผ่านปลายสาย "พูดมาสิวะ! ตกลงสถานการณ์ทางนั้นมันเป็นยังไงกันแน่!"
บอดี้การ์ดหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด "นาย... นายน้อยครับ สิ่งที่ผมกำลังจะรายงานต่อไปนี้ มันอาจจะฟังดูน่าสยดสยองไปสักหน่อย นายน้อยอย่าเพิ่งบันดาลโทสะนะครับ"
"เลิกพล่ามไร้สาระได้แล้ว รีบๆ รายงานมา! ตกลงสถานการณ์ทางนั้นมันเป็นยังไงกันแน่!"
บอดี้การ์ดชุดสูท: "นายน้อยครับ ผมสงสัยว่า... นายน้อยน่าจะกำลังถูกสวมเขาอยู่ครับ"
เย่เหลียง: "ใครหน้าไหนมันกล้าดีหยามเกียรติฉันขนาดนี้!"
"ฉือ... ฉือเสี่ยวเฉิงครับ"
"???"
เวลาผ่านไปสามนาทีเต็ม ในที่สุดเย่เหลียงก็มาถึง
ชายหนุ่มผู้มีผมหน้าม้าปัดข้าง สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทะมัดทะแมง พร้อมด้วยส่วนสูงร้อยแปดสิบเซนติเมตรอันโดดเด่น ก้าวพรวดพราดมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องใต้ดินพร้อมกับลูกน้องอีกหลายคน
เมื่อเหลือบไปเห็นบอดี้การ์ดชุดสูทยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่หน้าประตู เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าด้วยใบหน้าถมึงทึง "ไอ้สวะไม่ได้เรื่อง!"
จากนั้น เขาก็ยกเท้าถีบประตูไม้จนเปิดผางออกอย่างแรง
"ฉือเสี่ยวเฉิง ฉันขอเตือนเธอเอาไว้—"
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง ภายในห้องนั้นก็ไร้วี่แววของฉือเสี่ยวเฉิงเสียแล้ว
บนเตียงนั้นมีเพียงซูเถาที่ยังคงถูกมัดขึงพืด ริมฝีปากของเธอเผยอออกเล็กน้อย นัยน์ตาเหม่อลอยไร้ซึ่งประกายชีวิต
เส้นผมยาวสลวยหลุดลุ่ยปรกบ่า ใบหน้างดงามนั้นซีดเผือดไร้สีเลือด
ที่มุมหนึ่งของห้องใต้ดิน มีประตูลับบานหนึ่งเปิดแง้มทิ้งไว้
เย่เหลียงรีบดึงสติกลับมา ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปหาซูเถาที่เตียง "ซูเถา! เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?!"
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มร้อนรนของชายหนุ่ม ซูเถาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ดึงสติกลับมาได้
เธอคลี่ยิ้มบางเบาราวกับดอกกุหลาบที่กำลังเหี่ยวเฉา "เย่เหลียง... เธอมาแล้วสินะ..."
เมื่อได้ยินน้ำเสียงแหบพร่าของเธอ หัวใจของเย่เหลียงก็ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกบีบรัด
เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ฉือเสี่ยวเฉิง... ฉันจะต้องให้ยัยนั่นชดใช้อย่างสาสม!"
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น หัวใจของซูเถาก็พลันกระตุกวูบและบีบรัดแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างคนวิกลจริตนั้น คล้ายกับยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ริมโสตประสาท
น้ำเสียงนั้นเอาแต่พร่ำกระซิบย้ำๆ กับเธอว่า... ฉันชอบเธอ
เธอเม้มริมฝีปากที่เลอะคราบน้ำส้มคั้นเอาไว้แน่น ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองเย่เหลียง "พวกเรา... พวกเราอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องของเสี่ยวเฉิงเลยนะ"
เย่เหลียงยังคงมีโทสะเดือดดาล "ซูเถา เธอนี่มันจิตใจดีเกินไปแล้วนะ ยัยนั่นทรมานเธอซะขนาดนี้ ถ้าไม่ให้ฉันไปจัดการกับฉือเสี่ยวเฉิง แล้วจะให้ฉันทำอะไร!"
"เอ่อ..." บอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างค่อยๆ ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ "นายน้อยครับ... เราช่วยแก้มัดให้คุณซูเถาก่อนดีไหมครับ?"
ใบหน้าของเย่เหลียงพลันเจื่อนลงด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
"ขอโทษทีนะ ฉันมัวแต่โมโหจนลืมไปเลย ซูเถา... เดี๋ยวฉันจะรีบแก้มัดให้เธอเดี๋ยวนี้แหละ"
เขามองหาเพียงครู่เดียว ก็พบลูกกุญแจที่ฉือเสี่ยวเฉิงจงใจวางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างง่ายดาย
"ซูเถา ยัยฉือเสี่ยวเฉิงนั่นไม่ได้ทำมิดีมิร้ายอะไรเธอใช่ไหม?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ซูเถาก็เผลอยกปลายนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ
จูบแรก... มันหายไปแล้ว
แถมยัยนั่นยังสอดลิ้นเข้ามาอีก...
เธอเหลือบไปสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่มพอดี แล้วจู่ๆ ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในความเงียบงันโดยไม่ได้นัดหมาย