- หน้าแรก
- ผมไม่อาจถูกกักขัง ตำนานบุรุษผู้สยบความคลั่ง
- บทที่ 4: เปิดเพลงปลุกใจ
บทที่ 4: เปิดเพลงปลุกใจ
บทที่ 4: เปิดเพลงปลุกใจ
"เชี่ยเอ๊ย!"
บนดาดฟ้าตึกระฟ้า
หัวหน้าหลินที่กำลังใช้กล้องส่องทางไกลจับตาดูอาคารที่พักอาศัยแห่งนั้นอยู่ จู่ๆ ก็สะดุ้งเฮือกและอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
ลูกน้องร่างเตี้ยที่อยู่ข้างๆ ลดกล้องลงแล้วค่อยๆ หันมามอง
"มีอะไรเหรอครับหัวหน้า ทำไมทำหน้าตาตื่นขนาดนั้น"
"รีบเปิดเครื่องวัดดัชนีต่างมิติเดี๋ยวนี้!"
"เปิดทำไมล่ะครับ..."
"เลิกพล่ามแล้วเปิดซะทีเถอะน่า!"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่จริงจังแกมร้อนรนของหัวหน้าหลิน ลูกน้องร่างเตี้ยก็เพิ่งตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เขารีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกตแล้วดึงอุปกรณ์จักรกลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำเงินเข้มออกมา
เมื่อเขากดปุ่มสีแดงสองปุ่มบนเครื่องพร้อมกัน มันก็สั่นอย่างรุนแรงสองครั้ง จากนั้นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนและอ่านไม่ออกก็สว่างวาบขึ้นตรงกลางหน้าจอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตัวเลขสีแดงสดใสเตะตา
[88]
"เชี่ยเอ๊ย!"
คราวนี้แม้แต่ลูกน้องร่างเตี้ยก็ยังอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เกือบจะทำเครื่องหลุดมือ!
"ดัชนีต่างมิติ 88!" ลูกน้องร่างเตี้ยยืนแข็งทื่อด้วยความช็อก "นี่มันถึงระดับความบิดเบี้ยวของความจริงแล้วไม่ใช่เหรอครับ"
หัวหน้าหลินไม่สนใจเขา รีบควักโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก
หลังจากเสียงรอสายดังขึ้นสั้นๆ เสียงผู้หญิงที่ฟังดูเย็นชาและเป็นหุ่นยนต์ก็ดังมาจากปลายสาย
"ขออภัยค่ะ หมายเลขที่คุณเรียกยังไม่เปิดให้บริการ"
หัวหน้าหลินรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องปกติ
เขาลดเสียงลงแล้วพูดต่อ "เมืองฉางเล่อ อาคารเหอเซียโฮม หมายเลข 7—ดัชนีต่างมิติของเป้าหมายที่เฝ้าระวังพุ่งสูงถึง 88 ถึงเกณฑ์ความบิดเบี้ยวของความจริงระดับ R1 แล้ว ขอกำลังเสริมด่วน"
เสียงหุ่นยนต์ผู้หญิงที่ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ "การประเมินสภาพจิตใจปกติ ยืนยันสถานการณ์... ยืนยันสำเร็จ กำลังส่งหน่วยปราบปรามเคลื่อนที่ไปยังจุดเกิดเหตุความผิดปกติภายในสองนาที"
"เดี๋ยว!"
จังหวะนั้นเอง ลูกน้องร่างเตี้ยที่ถือเครื่องวัดดัชนีก็ตะโกนลั่น "ดัชนีพุ่งไป 95 แล้ว! 96... 97! ยังขึ้นไม่หยุดเลย! ทะลุร้อยแล้วครับ!"
หัวหน้าหลินเหลือบมองตัวเลขสามหลักสีแดงสดบนหน้าจอแล้วขมวดคิ้วแน่น
เขารีบรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้โอเปอเรเตอร์ทราบทันที "ดัชนีต่างมิติทะลุ 100 แล้ว ถึงเกณฑ์ความบิดเบี้ยวของความจริงระดับ R2 และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลำพังแค่ไซบอร์กจากหน่วยปราบปรามเคลื่อนที่อาจจะรับมือไม่ไหว"
คราวนี้โอเปอเรเตอร์เงียบไปนานกว่าเดิม
ผ่านไปเต็มๆ สิบวินาที เสียงของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ติดต่อเจ้าหน้าที่จัดการความผิดปกติ [ชาร์ลอตต์] และ [วัตสัน] สำเร็จแล้ว หน่วยปราบปรามเคลื่อนที่และเจ้าหน้าที่จัดการความผิดปกติจะปฏิบัติการร่วมกัน นอกจากนี้ อนุญาตให้หน่วยสืบสวน 9527 ถอนกำลังออกจากพื้นที่ได้"
ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ถอนกำลัง' ทั้งหัวหน้าหลินและลูกน้องร่างเตี้ยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกเขาไม่อยากอยู่ต่อในนรกขุมนี้หรอก—เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดปกติระดับความบิดเบี้ยวของความจริง การรั้งอยู่ต่อโดยไม่มีพลังพิเศษเว่อร์วังอะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
เรื่องปวดหัวระดับมืออาชีพก็ปล่อยให้ 'ผู้เชี่ยวชาญ' จัดการไปเถอะ... ตอนนี้ฟางจิ่วกำลังปวดหัวอย่างหนัก
ปวดหัวแบบตามตัวอักษรเลย
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ไม่อาจอธิบายได้แผ่ซ่านมาจากกลางกระหม่อม ราวกับมีสว่านไฟฟ้านับไม่ถ้วนกำลังเจาะกะโหลกศีรษะของเขาจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่ลดละ
การมองเห็นของเขาพร่ามัว เป็นภาพซ้อนทับกัน จุดแสงจางๆ กะพริบไหวอยู่ในโทนสีมืดมิด และจากที่ไกลออกไป เสียงลมพัดหวิวหอนก็ลอยแว่วมา บนล่าง ซ้ายขวาสลับกลับตาลปัตรไปหมด ทำให้เขารู้สึกเหมือนติดอยู่ในภาพลวงตา
ความวิงเวียนจากโลกที่หมุนเคว้งนั้นสุดจะทน ฟางจิ่วพยายามทรงตัวตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าเขาไม่รู้สึกถึงขาของตัวเองเลย ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก
จู่ๆ ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็พุ่งเข้าใส่จากกลางกระหม่อมอีกครั้ง เขาหลับตาแน่นด้วยความทรมาน หวังจะกุมศีรษะที่แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ก็ต้องตระหนักว่าเขาไม่รู้สึกถึงมือของตัวเองเช่นกัน ราวกับเกิดมาโดยมีแขนน้อยกว่าคนอื่นหนึ่งคู่
ทีละน้อย ฟางจิ่วไม่รู้สึกแม้กระทั่งลำตัวของตัวเอง สติสัมปชัญญะสูญเสียการเชื่อมต่อกับร่างกาย ล่องลอยอย่างเป็นอิสระโดยสมบูรณ์
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดพิสดารเช่นนี้ ฟางจิ่วกลับไม่มีแก่ใจมามัวคิดหาเหตุผล ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงนั้น
ทำไมเขาถึงปวดหัวขนาดนี้ล่ะ
ทำไม ทำไมกัน
ความสับสนงุนงงพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสถาโถมเข้ามาราวกับสึนามิ จากนั้นในวินาทีต่อมา ฟางจิ่วก็รู้สึกถึงอาการฉีกขาดอย่างรุนแรงที่บริเวณลำคอ ราวกับว่านั่นคือต้นตอของความทรมานทั้งหมด
คอของเขางั้นเหรอ คอของเขาเนี่ยนะ
ทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นมาในหัวของฟางจิ่ว
ในห้องที่มืดมิดและน่าอึดอัด หน้าคอมพิวเตอร์ที่มีแสงไฟกะพริบ เขาหันขวับไปมองเพราะสังเกตเห็นความผิดปกติ
เงาผีร่างยักษ์สีดำทะมึนถือดาบยาวอาบเลือดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง วินาทีที่เขาหันไป ดาบก็ฟาดฟันลงมา
จากนั้นเลือดก็สาดกระเซ็น และความเจ็บปวดก็ถือกำเนิดขึ้น
ใช่แล้ว
เขารู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงปวดหัวขนาดนี้
ก็เพราะหัวโดนตัดขาดกระเด็นไปแล้วไงเล่า! แล้วมันจะไม่ให้ปวดได้ยังไง!
แต่หลังจากเข้าใจความจริงข้อนี้ เขาก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในตัวเขา—'อวัยวะผิดปกติ' ที่ไม่อาจอธิบายได้—เริ่มทำงาน ก่อให้เกิด 'สัมผัสพิเศษ' ที่เป็นอิสระจากประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างสิ้นเชิง
สัมผัสพิเศษนี้ทำให้เขารู้สึกเคลือบแคลงใจอย่างหนักเกี่ยวกับความจริงที่ว่าเขาถูกตัดหัว
ฉันโดนตัดหัวจริงๆ เหรอ
รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
รู้สึกเหมือนว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น
ไม่สิ มันไม่ใช่ [ความรู้สึก]
ความเคลือบแคลงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็ก่อกำเนิดเป็นความคิดที่ปฏิเสธ
—[ฉัน] ไม่ได้ถูกตัดหัว
ในวินาทีต่อมา ความรู้สึกไร้น้ำหนักก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า สติของฟางจิ่วดิ่งวูบลงอย่างรวดเร็ว ราวกับการทำงานของเครื่องจักรกลในโรงงานที่แม่นยำ ฝังตัวลงไปในร่างกายที่เข้ากันได้ดีกับความตระหนักรู้ในตนเองของเขาอย่างไร้ที่ติ
ความพร่ามัวและความโกลาหลมลายหายไปจนสิ้น ฟางจิ่วลืมตาขึ้นและเห็นแสงและสีที่ชัดเจนปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในห้องที่มืดสลัว สิ่งเดียวที่ส่องสว่างคือคอมพิวเตอร์ตรงหน้า บนหน้าจอ ผีไซเบอร์นักเวทสไตล์อนิเมะ 2 มิติกำลังนอนตะแคงอยู่บน 'เตียงไอคอน' ของเธอ ดูผ่อนคลายและสบายใจเฉิบ
ฟางจิ่วกลับมาแล้ว เขากลับมาจากความว่างเปล่าไร้สาระนั่น สู่ห้องที่คุ้นเคย
"...?"
ฟางจิ่วแตะคอตัวเองและกะพริบตาด้วยความงุนงง
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้หัวเขาอื้ออึงและมึนงงไปหมด
เขารู้สึกเหมือนเพิ่งฝันเรื่องที่สมจริงสุดๆ ไปหมาดๆ สมจริงจนแยกไม่ออกว่าเขายังอยู่ในความฝันหรือกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วกันแน่
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ฟางจิ่วก็ร้องเรียกนักเวทไซเบอร์ในคอมพิวเตอร์เบาๆ "ลิอา..."
ลิอากำลังนอนเอนกายบนเตียงเล็กๆ ดื่มด่ำกับชีวิตใหม่ พอได้ยินฟางจิ่วเรียก หล่อนก็รีบลุกพรวดขึ้นมา น้ำเสียงระแวดระวัง "นายคงไม่ได้จะเปลี่ยนใจหรอกใช่มั้ย"
"เปล่า"
ฟางจิ่วมองหล่อนด้วยสีหน้าซับซ้อน อดไม่ได้ที่จะถามออกไป "เมื่อกี้ฉันเพิ่งตายไปรอบนึงหรือเปล่า แบบว่า โดนตัดหัวอะไรทำนองนั้นน่ะ"
"???"
ลิอาทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกทันทีเหมือนไม่เข้าใจที่เขาพูด พร้อมกับมีเครื่องหมายคำถามอันเบ้อเริ่มสามอันผุดขึ้นมาบนหัว "นายเล่นเกมดึกไปหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงถามอะไรพิลึกๆ แบบนี้ล่ะ"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฟางจิ่วกระตุก
ลิอาดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ความจริงแล้ว แม้แต่ตัวฟางจิ่วเองก็ยังรู้สึกว่ามันพิลึก
เขาเห็นๆ อยู่ว่าตัวเองยังนั่งหัวโด่อยู่นี่ครบสามสิบสองประการ แต่ในหัวกลับมีภาพความทรงจำที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริงผุดขึ้นมานับไม่ถ้วน แถมภาพพวกนั้นยังคมชัดบาดใจ ไม่เหมือนภาพหลอนที่เกิดจากอาการหวาดระแวงเลยสักนิด
ฟางจิ่วขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที เขากำลังจะอ้าปากถามลิอาว่า หล่อนมีความคิดเห็นแปลกๆ เกี่ยวกับความรู้สึกทะแม่งๆ นี้บ้างไหม
เสียงฝนสาดกระหน่ำนอกหน้าต่างพลันเงียบกริบลง
เสียงสวบสาบดังมาจากข้างหลัง
ความงุนงงบนใบหน้าของลิอามลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความสยดสยอง
"เดี๋ยวสิ... ไอ้ตัวบ้าอะไรเนี่ย"
สีหน้าเดิม บทพูดเดิม
ความรู้สึกเดจาวูถาโถมเข้ามาในใจราวกับคลื่นยักษ์
เห็นได้ชัดว่า ในจิตสำนึกของฟางจิ่ว เขาไม่เคยประสบเหตุการณ์พวกนี้มาก่อน
แต่ในมุมมืด อวัยวะพิเศษบางอย่างที่ล่องลอยอยู่นอกเหนือตรรกะ สติสัมปชัญญะ และประสาทสัมผัสทั้งห้า กลับมอบความคุ้นเคยอันน่าประหลาดให้กับเขา ราวกับหนังเก่าที่เคยดูเมื่อหลายปีก่อนและลืมเลือนไปนานแล้วถูกนำมาฉายซ้ำ
ด้วยแรงกระตุ้นจากความรู้สึกที่ไร้เหตุผลนี้ จู่ๆ ฟางจิ่วก็หดหัวหลบ!
ฟวับ—
เสียงลมพัดแหวกอากาศเฉียดผ่านหัวเขาไป
คมดาบตัดเส้นผมของฟางจิ่วขาดไปสองสามเส้น ก่อนจะสับลงบนกำแพงอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รอยร้าวลึกเกือบครึ่งเมตรแตกระแหงไปทั่วกำแพงในพริบตา ใบมีดกว่าครึ่งฝังแน่นอยู่ในปูน เศษซากปรักหักพังร่วงกราวลงพื้นราวกับพายุฝน
"เชี่ยเอ๊ย..."
ฟางจิ่วหันขวับไปมองดาบยาวที่พลาดหัวเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หัวใจเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง
เขารู้สึกไม่ผิดจริงๆ!
ถ้าเมื่อกี้ไม่หลบ ป่านนี้เขาคงได้ 'บอกลา' หัวตัวเองไปแล้ว!
และเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า แต่เมื่อต้องเผชิญกับอันตราย กลับไม่มีความหวาดกลัวอยู่ในใจของฟางจิ่วมากนัก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจากคมดาบลอยมาเตะจมูก กลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้นกลับทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด
เขากลับรู้สึกตื่นเต้นและเร้าใจนิดๆ ซะงั้น!
ในทางกลับกัน ปฏิกิริยาของลิอานั้นดูจะปกติกว่ามาก
เมื่อเห็นว่าฟางจิ่วรอดพ้นจากการโจมตีปลิดชีพมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หล่อนก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ "ตกใจหมดเลย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย... เดี๋ยวสิ นายจะทำอะไรน่ะ?!"
ลิอายังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ
ฟางจิ่วคว้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า—หน้าจอที่เขาตัดใจซื้อมาตอนโปรลดกระหน่ำ 11.11—แล้วยกมันขึ้นสุดแขน จากนั้นก็ฟาดมันใส่เงาผีร่างยักษ์ข้างหลังอย่างไม่ลังเล ราวกับกำลังเหวี่ยงค้อนปอนด์อันหนักอึ้ง
ปัง!
"โอ๊ย คุณพระช่วย!"
เสียงร้องอุทานของลิอาดังลั่นไปทั่วห้อง
หล่อนยังอาศัยอยู่ในคอมพิวเตอร์นะโว้ย!
ตอนนี้ฟางจิ่วไม่มีแก่ใจมาห่วงลิอาหรอก แรงกระแทกอันหนักหน่วงทำเอาแขนเขาชาหนึบ แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าศัตรูเป็นสัตว์ประหลาดที่มีตัวตนทางกายภาพ
ดูเหมือนว่าเงาผีตนนั้นจะไม่คาดคิดว่าฟางจิ่วจะหลบการโจมตีหมายบั่นคอได้ ซ้ำยังโต้กลับอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกฟาดด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์ ของเหลวเหนียวหนืดที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของมันก็สั่นกระเพื่อมอย่างเห็นได้ชัดถึงสองครั้ง
ดวงตาของฟางจิ่วเป็นประกายวาววับ!
มันได้ผลจริงๆ ด้วย!
เมื่อเห็นว่าการโจมตีทางกายภาพสามารถสร้างความเสียหายได้ ฟางจิ่วก็ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนมีพละกำลังมหาศาล เขาเหวี่ยงหน้าจอคอมพิวเตอร์ฟาดใส่เงาผีอย่างไม่ลดละ
ฟางจิ่วไม่รู้ว่าไอ้ตัวนี้มันคือตัวอะไร หรือจุดประสงค์ของมันคืออะไร
แต่ในเมื่อการโจมตีทางกายภาพได้ผล เขาก็ทำได้แค่เหวี่ยง ฟาด และทุบตีมันอย่างเอาเป็นเอาตายจนกว่ามันจะสิ้นฤทธิ์!
ปัง!
"เดี๋ยวสิ ฟางจิ่ว นายนี่มัน!"
ปัง!
"เบาๆ หน่อย ฉันเวียนหัว!"
ปัง! ปัง! ปัง!
"โอ๊ย เชี่ยเอ๊ย! โอ๊ย เชี่ยเอ๊ย! โอ๊ย เชี่ยเอ๊ย!"
ทุกครั้งที่ฟางจิ่วฟาด ลิอาก็จะถูกกระแทกจนต้องหลุดเสียงร้องออกมา
ตอนนั้นเองที่ฟางจิ่วนึกถึงฉายา 'นักเวทหลวง' ของลิอาขึ้นมาได้ เขารีบตะโกนสั่ง "หยุดทำเสียงเอฟเฟกต์กระแทกได้แล้ว! เร็วเข้า! ช่วยฉันทีสิ! ปาลูกไฟหรืออะไรมาก็ได้!"
ตอนนี้ลิอาก็เริ่มร้อนรนขึ้นมาแล้วเหมือนกัน "ก็ตอนนี้! ฉันไม่มีร่างเนื้อนี่นา! จะให้ช่วยยังไงเล่า!"
ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่อยากช่วย แต่สภาพของหล่อนตอนนี้ไม่อำนวยให้เข้าไปแทรกแซงโลกภายนอกเครือข่ายเสมือนจริงได้เลย
ถ้าฟางจิ่วโดนด่า หล่อนก็ยังพอจะช่วยเถียงหรือด่ากราดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของอีกฝ่ายแทนได้
ทำยังไงดี ทำยังไงดี
ลิอาก็ไม่อยากให้เจ้าของบ้านคนใหม่ของหล่อนมาม่องเท่งไปต่อหน้าต่อตาเหมือนกัน
หล่อนต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!
ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่หล่อนทำได้ตอนนี้ล่ะก็... คงมีแค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ!
ไม่กี่วินาทีต่อมา
เสียงดนตรีปลุกใจสุดคึกคักก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน
"แม่น้ำสายใหญ่ไหลไปทางทิศตะวันออก! ดวงดาวบนท้องฟ้าชี้ไปที่ดาวไถ!"
"เอ้า ฮึบ เอ้า ฮึบ ชี้ไปที่ดาวไถ!"
ฟางจิ่วสะดุ้งสุดตัวกับเสียงเพลง 'เพลงคนดี' ที่แทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!
การเคลื่อนไหวของเขาชะงักไปโดยสัญชาตญาณ แล้วเขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่านี่คือวิธีสนับสนุนที่ลิอาอุตส่าห์เค้นสมองและสังเวยเซลล์สมองอิเล็กทรอนิกส์ไปนับล้านเซลล์เพื่อคิดค้นขึ้นมา—การเปิดเพลงปลุกใจ
หล่อนคิดบ้าอะไรอยู่ถึงเปิด 'เพลงคนดี' ในสถานการณ์แบบนี้วะเนี่ย!?
มีม้าป่านับพันตัววิ่งควบอยู่ในหัวของฟางจิ่ว แต่เขาไม่กล้าเสียเวลาบ่นลิอา ทำได้แค่ปล่อยเลยตามเลย ขยับตัวไปตามจังหวะของ 'เพลงคนดี' แล้วออกแรงฟาดเงาผีตรงหน้าที่กำลังมึนงงต่อไป
"เมื่อเห็นความอยุติธรรมบนท้องถนน จงแผดเสียงคำราม!" "ปัง!"
"เมื่อถึงเวลาลงมือ ก็ต้องลงมือ!" "ปัง!"
"บุกทะลวงเก้าดินแดนอย่างห้าวหาญ!" "ปัง!"
ในห้องที่มืดสลัว ฟางจิ่วฟัง 'เพลงคนดี' ของอาจารย์หลิวหวนพลางเหวี่ยง 'ผลึกแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่' ในมือ ปราบผีร้ายด้วยวิธีทางกายภาพที่ดั้งเดิมที่สุด ในขณะเดียวกัน 'เสียงเอฟเฟกต์กระแทกสุดพิเศษ' ของนักเวทไซเบอร์ 2 มิติก็ดังลอดออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ
ชั่วขณะหนึ่ง ระดับความโกลาหลภายในห้องก็พุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน แม้แต่ปิกัสโซก็ยังต้องยกนิ้วให้
จังหวะที่ 'เพลงคนดี' ใกล้จะจบลง พร้อมกับการฟาดครั้งสุดท้าย เงาผีและดาบยาวของมันก็แตกโพละราวกับลูกโป่งใส่น้ำ แตกกระจายเป็นหยดน้ำเล็กๆ นับไม่ถ้วนสาดกระเซ็นไปทั่ว ทำให้พื้นเปียกชุ่มและกลายสภาพเป็นแอ่งของเหลวสีดำปริศนาที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย
แอ่งของเหลวนั้นแห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นก็ถูกสายลมกรรโชกที่พัดมาจากไหนก็ไม่รู้หอบเอาไป กลายเป็นฝุ่นผงนับแสนนับล้านปลิวหายไปตลอดกาล
คราวนี้มัน 'ไปทันทีที่เอ่ยปาก' จริงๆ
"..."
ในที่สุดฟางจิ่วก็หยุดการเคลื่อนไหว กอดหน้าจอคอมพิวเตอร์ไว้แน่น แล้วทรุดตัวลงกองกับพื้นดังตุ้บ
เขามองดูเถ้าถ่านที่ค่อยๆ จางหายไป หอบหายใจแฮ่กๆ เหงื่อโชกไปทั้งตัว เบิกตากว้างพลางพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ "พระเจ้าช่วย... ได้ผลจริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย"
"ก็บอกแล้วไง!"
เสียงโอ้อวดของลิอาดังมาจากลำโพงด้านหลัง "ถ้ารู้แบบนี้ ฉันน่าจะเปิดเพลงประกอบเรื่องไซอิ๋ว ท่อนที่ร้องว่า 'เพิ่งจะจับปิศาจไปได้ไม่กี่ตัว' น่าจะได้ผลดีกว่านี้แน่ๆ!"
ฟางจิ่ว: "..."