- หน้าแรก
- ใครบอกว่าช่างเครื่องเป็นหมอไม่ได้
- บทที่ 4 อาจารย์สแตนเทอร์มาเยือน
บทที่ 4 อาจารย์สแตนเทอร์มาเยือน
บทที่ 4 อาจารย์สแตนเทอร์มาเยือน
บทที่ 4 อาจารย์สแตนเทอร์มาเยือน
มาโนลินเริ่มจากการกำหมัดเพื่อสัมผัสถึงพลังหลังจากที่เลเวลอัพ ทว่าเนื่องจากไม่มีตัวเปรียบเทียบอะไร เขาจึงไม่รู้ว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกับร่างกายที่อ่อนแอเหมือนไก่ต้มของเจ้าของร่างเดิมแล้ว ย่อมต้องเพิ่มขึ้นมากแน่นอน นอกจากนี้ พรสวรรค์ควบคุมโลหะยังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการที่มาโนลินใช้แท่งโลหะสองสามแท่งทำการทดสอบ เขาก็พอจะรับรู้ถึงระดับของพรสวรรค์ควบคุมโลหะหลังจากเลเวลอัพได้บ้าง เดิมทีมาโนลินสามารถควบคุมโลหะได้ในระยะเพียงครึ่งเมตรรอบตัว หลังจากระดับพรสวรรค์เพิ่มเป็น lv2 ระยะที่เขาสามารถควบคุมโลหะได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเมตร และไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการควบคุมการเปลี่ยนรูปของโลหะหรือการเปลี่ยนคุณสมบัติของโลหะก็ล้วนรวดเร็วขึ้น
เมื่อมองดูโลหะที่กำลังขยับเขยื้อนอยู่ในมือ มาโนลินอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าหากระดับพรสวรรค์ของเขาเพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับสูง เขาคงจะสามารถเหมือนกับตัวละครในคอมมิกอเมริกันชื่อแมกนีโต ที่สามารถควบคุมโลหะให้บินขึ้นฟ้าหรือมุดลงดินได้
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงใสๆ ที่เกิดจากการกระทบกันของประตูคลินิกกับกระดิ่งทองแดงช่วยขัดจังหวะจินตนาการของมาโนลิน ชายชราในชุดสูทภูมิฐานคนหนึ่ง มือข้างหนึ่งค้ำไม้เท้า อีกข้างหนึ่งอุ้มถุงกระดาษใบใหญ่เดินเข้ามา ชายชรามีหนวดเคราและผมสีขาวโพลน แต่ดวงตาของเขากลับดูเฉียบคมมาก ฝีเท้าที่แข็งแรงนั้นดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนแก่ เขาเดินก้าวยาวๆ มุ่งหน้ามายังเคาน์เตอร์ที่มาโนลินนั่งอยู่
มาโนลินเห็นดังนั้นก็รีบยืนขึ้นด้วยสัญชาตญาณและเข้าไปยืนตรงหน้าชายชรา
"อาจารย์สแตนเทอร์ ทำไมท่านถึงมาหาผมที่นี่ล่ะครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของมาโนลิน สแตนเทอร์ก็แค่นเสียงเหอะออกมาหนึ่งครั้งแล้วตอบว่า
"ฉันได้ยินคนพูดกันว่าช่วงก่อนหน้านี้คลินิกของนายปิดไปเป็นสัปดาห์ เป็นยังไง? คลินิกไปไม่รอดแล้วเหรอ?"
มาโนลินรีบอธิบายกับสแตนเทอร์ว่า "อาจารย์สแตนเทอร์ครับ ช่วงก่อนหน้านี้เป็นเพราะผมรู้สึกว่าวิชาแพทย์ของตัวเองยังไม่ดีพอ ก็เลยปิดทำการเพื่อไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมาครับ"
เมื่อสแตนเทอร์ได้ยินว่ามาโนลินไม่ได้ตั้งใจจะปิดกิจการ น้ำเสียงก็อ่อนลงเล็กน้อย เขาพยักหน้าให้มาโนลิน "ดีแล้ว การศึกษาความรู้ทางการแพทย์เพิ่มถือเป็นการรับผิดชอบต่อทั้งตัวเองและคนไข้"
สแตนเทอร์ที่พอใจกับคำตอบนั่งลงบนเก้าอี้ในคลินิก มาโนลินเห็นดังนั้นก็รีบจัดวางถ้วยชาตรงหน้าสแตนเทอร์บนโต๊ะ และชงชาแดงให้ สาเหตุที่มาโนลินให้ความเคารพสแตนเทอร์มากเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะสแตนเทอร์เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มาโนลินเคยเรียนเท่านั้น ยังมีสาเหตุสำคัญอีกอย่างคือ สแตนเทอร์เป็นเพื่อนสนิทของพ่อแม่เจ้าของร่างเดิม และให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด
สแตนเทอร์วางถ้วยชาลงแล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าพลางพูดว่า "ฉันจะไม่พูดไร้สาระมากความละกัน นายถือจดหมายฉบับนี้ไปที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แล้วไปหาท่านรองคณบดีเฒ่าเฮนรี่ เขาเป็นเพื่อนกับฉัน ต่อไปถ้านายมีเรื่องอะไรไม่เข้าใจเกี่ยวกับด้านการแพทย์ ก็ไปขอคำชี้แนะจากเขาได้"
พูดจบ สแตนเทอร์ก็ชี้ไปที่ถุงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ "นอกจากนี้ ฉันกลัวว่านายจะอดตาย ก็เลยถือโอกาสเอาขนมปังที่ป้าลินดาของนายอบกับเนื้อรมควันมาให้ด้วย อีกอย่าง ป้าลินดาของนายก็บ่นคิดถึงนายอยู่เหมือนกัน ว่างๆ ก็ไปหาเธอที่บ้านบ้างนะ"
เฮนรี่ สวิฟต์ คือรองคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐแกรน และยังเป็นหนึ่งในหมอที่มีวิชาการแพทย์ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแกรน การได้ขอคำปรึกษาจากปรมาจารย์ด้านการแพทย์ท่านนี้ คือสิ่งที่ผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยากจะเรียนแพทย์ทุกคนใฝ่ฝันถึง มาโนลินรับจดหมายมา แล้วมองดูถุงกระดาษบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยแห่งความซาบซึ้งใจ
มาโนลินรู้สึกซาบซึ้งต่อการกระทำของสแตนเทอร์มาก ในโลกต่างมิติที่อ้างว้างใบนี้ การมีคนที่เป็นห่วงและช่วยเหลือเขาจากใจจริงทำให้เขารู้สึกดีมาก เมื่อสแตนเทอร์เห็นสีหน้าของมาโนลิน เขาก็โบกมืออย่างรำคาญ "เห็นนายยังไม่ตาย ฉันก็ขอตัวก่อนละกัน บ่ายนี้ยังมีสอนอีก"
"เดี๋ยวก่อนครับอาจารย์สแตนเทอร์ ผมยังมีของชิ้นหนึ่งอยากให้ท่านดู เป็นอวัยวะจักรกลที่ผมทำขึ้นมาเองครับ"
เมื่อเห็นสแตนเทอร์ลุกขึ้นจะเดินจากไป มาโนลินก็รีบขวางเอาไว้ เขาวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมจะเอาอวัยวะจักรกลมาให้สแตนเทอร์ดู เมื่อมองดูร่างของมาโนลินที่หายลับไปที่ปลายทางเดิน สแตนเทอร์ก็ส่ายหัวพลางหัวเราะด่าว่า "เจ้าเด็กนี่ โตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวลุกลี้ลุกลนไม่รู้จักนิ่งเอาเสียเลย"
สแตนเทอร์นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง และรินชาแดงให้ตัวเองอีกถ้วย ผ่านไปครู่เดียว มาโนลินก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา มาโนลินผ่อนลมหายใจเล็กน้อย วางกล่องที่ถืออยู่ในมือไว้ตรงหน้าโต๊ะแล้วเปิดฝาออก สแตนเทอร์เพ่งมองดู เห็นภายในกล่องมีแขนจักรกลที่เต็มไปด้วยความงามเชิงวิศวกรรมวางอยู่
"โอ้? นี่คือ?"
แม้ว่าสแตนเทอร์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ แต่เขาก็มีความสนใจในด้านเครื่องจักรกลมากเช่นกัน เมื่อเห็นสิ่งประดิษฐ์จักรกลที่ประณีตและสวยงามเช่นนี้ ย่อมทำให้สแตนเทอร์เกิดความสนใจอย่างแรงกล้าขึ้นมาโดยธรรมชาติ มาโนลินจึงรีบอธิบายว่า "อาจารย์สแตนเทอร์ครับ นี่คืออวัยวะจักรกลที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ใช้พลังงานไอน้ำเป็นแรงขับเคลื่อน ระบบควบคุมใช้เทคโนโลยีมนตราครับ"
สแตนเทอร์ประคองแขนจักรกลขึ้นมาราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะ และอุทานออกมาว่า "นึกไม่ถึงเลยว่านายจะได้รับพรสวรรค์ด้านการสร้างเครื่องจักรกลมาจากพ่อแม่ ไม่สิ ควรจะบอกว่าเหนือกว่าพวกเขาไปมากเลยทีเดียว" สแตนเทอร์มองมาที่มาโนลินปราดหนึ่งแล้วถามต่อว่า "เมื่อดูจากอักขระมนตราบนนี้ นายคงจะกลายเป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติแล้วสินะ?"
"ครับอาจารย์สแตนเทอร์ ตอนนี้ผมเป็น [ช่างกล] ระดับสองแล้วครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สแตนเทอร์ก็พยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มใจ มาโนลินเห็นว่าสแตนเทอร์ชอบแขนจักรกลนี้มาก จึงพูดกับเขาว่า "อาจารย์สแตนเทอร์ครับ ในเมื่อท่านชอบสิ่งประดิษฐ์จักรกลชิ้นนี้มากขนาดนี้ สู้ผมมอบมันให้ท่านเป็นของขวัญเลยดีไหมครับ"
สแตนเทอร์วางแขนจักรกลลงด้วยความอาลัยอาวรณ์และปิดฝากล่อง "ไม่ได้ ของมีค่าขนาดนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก!" ในขณะที่พูด สแตนเทอร์ยังเหลือบมองกล่องที่ใส่แขนจักรกลอยู่แวบหนึ่ง ราวกับกำลังบอกลามหาสมบัติชิ้นนี้ จากนั้นเขากัดฟันพูดต่อ "แต่ว่า ฉันสามารถซื้อมันได้นะ ฉันยินดีจ่าย 1,000 เหรียญทองเพื่อซื้อมัน"
นี่คือเงินจำนวนมหาศาล เงิน 1,000 เหรียญทองนั้นเท่ากับค่าจ้างของคนงานทั่วไปถึงยี่สิบสามสิบปีเลยทีเดียว สำหรับเงินก้อนโตนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่มาโนลินจะไม่หวั่นไหว แต่เขาก็ยังยึดมั่นในหลักการของตัวเอง เขาผลักเช็คที่สแตนเทอร์ยื่นมาให้กลับไป แล้วพูดว่า
"อาจารย์สแตนเทอร์ครับ ในเมื่อผมบอกว่าจะมอบมันให้ท่านแล้ว ผมจะเสียคำพูดได้อย่างไรกันล่ะครับ? แต่ว่า ท่านช่วยแนะนำคนที่มีความสนใจในด้านสิ่งประดิษฐ์จักรกล หรือคนพิการที่มีความต้องการใช้งานให้ผมรู้จักเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ได้ครับ"
เมื่อเห็นท่าทีอันเด็ดเดี่ยว สแตนเทอร์ก็ไม่ได้อิดออด "ตกลง ในเมื่อเป็นอย่างนั้น สมบัติชิ้นนี้ฉันก็ขอรับไว้ละกัน" จากนั้น เขาก็ลูบเคราเบาๆ แล้วพูดว่า "พอดีเลย ฉันรู้จักนายทหารเรือนอกราชการคนหนึ่ง เขาเพิ่งจะเสียแขนซ้ายไปในสนามรบพอดี เขาเป็นสมาชิกของสมาคมผู้รักเครื่องจักรกลด้วย จะต้องสนใจแขนจักรกลของนายแน่นอน พรุ่งนี้เป็นวันรวมตัวของสมาคม พอเลิกประชุมแล้วฉันจะพาเขามาหานายเอง"
(จบตอน)