- หน้าแรก
- 1970 ย้อนเวลามาเป็น เสาหลักของหมู่บ้าน
- บทที่ 1002 พูนดินหน้าหลุมศพและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
บทที่ 1002 พูนดินหน้าหลุมศพและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
บทที่ 1002 พูนดินหน้าหลุมศพและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
ฮู่...
เมื่อผลักประตูออกไป ลมสายหนึ่งก็หอบเอาเกล็ดหิมะพัดเข้าใส่หน้าจนชาดิก ลมนั้นแห้งและหนาวเหน็บอย่างยิ่ง
เมื่อคืนหิมะตกอีกรอบ แม้จะไม่หนักนักและทับถมบนพื้นเพียงบาง ๆ แต่ท้องฟ้านั้นหนาวจับใจจริง ๆ
หลี่เทียนหมิงห่อไหล่ รีบกระชับเสื้อคลุมนวมตัวหนาให้แน่นขึ้น
กริ๊ด... กริ๊ด...
เขาปิดประตูแล้วเหยียบย่ำหิมะเดินเข้าไปในห้องโถงหน้า ของเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง รวมถึงประทัดและปะทัดสองจังหวะ ซ่งเสี่ยวอวี่เตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในถุงกระสอบ
พอออกมา ก็เห็นไฟในห้องฝั่งตะวันตกเปิดสว่าง ไม่นานนัก เจิ้นหัวที่แต่งตัวมิดชิดก็เดินออกมา
“พ่อครับ!”
อายุ 14 ปี ตามธรรมเนียมของที่นี่ ถือว่าสามารถลงไปยังสุสานเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษได้แล้ว
เมื่อวานพอรู้ว่าเจิ้นหัวจะได้ไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วย เถียนเถียนก็อาละวาดอยู่พักใหญ่ พยายามจะขอตามไปด้วยให้ได้ แต่ถูกซ่งเสี่ยวอวี่ "ปราบ" อย่างไร้เยื่อใย ส่วนเจิ้นซิงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อให้ผมถือเถอะ!”
หลี่เทียนหมิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ แล้วยื่นถุงกระสอบให้เจิ้นหัว
เด็กหนุ่มรับไปแบกขึ้นหลังทันที
“พ่อครับ ไปกันเถอะ!”
สองพ่อลูกเดินออกจากบ้านไป
ส่วนเถียนเถียนที่แอบดูเหตุการณ์อยู่หลังหน้าต่างก็ฮึดฮัดมุดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มบนเตียงคัง
“ทำไมไม่ให้หนูไปล่ะ? ลำเอียงชัด ๆ พ่อกับแม่นี่รักลูกชายมากกว่าลูกสาว!”
พูดพลางก็เหลือบไปมองเสี่ยวซื่อร์ที่นอนกรนฟี้อยู่ข้าง ๆ แล้วยื่นเท้าไปถีบเบา ๆ หนึ่งที
“รู้แต่เรื่องนอน!”
เสี่ยวซื่อร์เพียงแค่พลิกตัวแล้วนอนจ๊อบแจ๊บปากต่อไป ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกบ้าน หลี่เทียนหมิงและลูกชายกำลังเดินฝ่าลมแรงมุ่งหน้าไปยังหน้าหมู่บ้านอย่างยากลำบาก
“พ่อครับ แม่... ไม่ได้โกรธใช่ไหมครับ?”
เสียงของเจิ้นหัวแว่วมาตามสายลมเข้าสู่หูของหลี่เทียนหมิง
“อย่าคิดฟุ้งซ่านเลย แม่แกจะโกรธเรื่องอะไรล่ะ!”
ไม่มีใครรู้จักแม่ดีเท่าลูกชาย เจิ้นหัวแม้จะยังเด็ก แต่เขาก็เข้าใจความคิดของซ่งเสี่ยวอวี่ได้ทะลุปรุโปร่ง
ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างของคนที่ทยอยเดินมุ่งหน้าไปยังหน้าหมู่บ้านเริ่มรวมตัวกันเป็นสาย เจิ้นหัวจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
“พี่ครับ!”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง หลี่เทียนหมิงก็หันไปมอง เห็นเงาร่างลาง ๆ ของเทียนเลี่ยงที่แบกถุงกระสอบเหมือนกันกำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามมา
“กลับมาเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?”
ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่าง หลี่เทียนหมิงนึกว่าเทียนเลี่ยงจะกลับมาพูนดินไหว้บรรพบุรุษไม่ทันเสียแล้ว
“ถึงเมื่อคืนครับ ซินหยู่ก็มาด้วย!”
เทียนเลี่ยงก้มหน้าเดิน เกล็ดหิมะที่แข็งตัวพัดมากระทบหน้าให้ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก
เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้าน คนส่วนใหญ่ก็มากันเกือบครบแล้ว หลี่เทียนหมิงยังเห็นพวกเทียนหม่านอยู่ด้วย
“แต่ละบ้านเช็กดูซิ ยังขาดใครอีกไหม?”
หลี่เสวียชิ่งตะโกนถามเสียงดัง คนของแต่ละตระกูลสาขาจึงรีบตรวจนับจำนวนคนทันที
รออยู่อีกครู่หนึ่ง ในที่สุดทุกคนก็มากันจนครบ
“ไป!”
ตอนนี้ฟ้าเริ่มสางแล้ว ทางเดินจึงไม่ได้ลำบากนัก
กลุ่มคนจำนวนมากเดินทางมาถึงสุสานเก่าของตระกูลหลี่
ก่อนวันปีใหม่ ต้นอ้อในสุสานถูกสั่งให้ตัดจนเหี้ยนแล้ว เหลือเพียงตอแหลม ๆ ที่สูงเหนือข้อเท้าเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตให้ดีแล้วเหยียบลงไป อาจจะแทงทะลุพื้นรองเท้าได้เลยทีเดียว
หลี่เทียนหมิงหยิบกระดาษเงินกระดาษทองออกมาสองปึก เดินนำหน้าไปยังหลุมศพบรรพบุรุษ เขาจัดแจงให้คนวางของเซ่นไหว้ จุดธูปสองกำปักลงในกระถางธูปใบใหญ่
จากนั้นหัวหน้าของแต่ละบ้านก็ก้าวออกมาข้างหน้า ใช้กระดาษเงินที่จุดไฟติดแล้วส่งมอบความกตัญญูให้แก่บรรพบุรุษ
ลำดับถัดมา คนจากทั้งสี่ตระกูลสาขาก็แยกย้ายไปหาหลุมศพของบรรพบุรุษตนเองเพื่อเผากระดาษเซ่นไหว้
เทียนเลี่ยงและเจิ้นหัวเดินตามหลังหลี่เทียนหมิงมาจนถึงหน้าหลุมศพของหลี่เสวียเฉิงและจางชุ่ยเจวียน แล้วเริ่มเผากระดาษอย่างเงียบ ๆ พี่น้องอย่างเทียนหม่านและเทียนฮุ่ยก็เดินเข้ามาช่วยเติมกระดาษลงในกองไฟด้วย
“แม่ครับ ผ่านไปอีกปีแล้ว ปีนี้บ้านเราก็เหมือนปีที่แล้ว เทียนเลี่ยง เสี่ยวหรง พวกเขาพากันกลับมาหมดเลยครับ ยังพาลูกชายลูกสาวและหลานสาวของแม่กลับมาด้วย เดี๋ยวผมจะไปรับพี่สาวกลับมา แล้วพวกเราจะฉลองปีใหม่กันอย่างครื้นเครงทั้งครอบครัวเลย”
“ปีนี้ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ก็พาพวกเทียนหม่านมาฉลองปีใหม่ที่หมู่บ้านด้วย พรุ่งนี้พวกเราหลายบ้านจะมารวมตัวกินข้าวพร้อมหน้ากัน ถ้าวิญญาณแม่รับรู้ได้ ก็กลับมาเยี่ยมดูพวกเราหน่อยนะครับ”
เทียนเลี่ยงและเจิ้นหัวคุกเข่าอยู่ข้างหลังหลี่เทียนหมิงอย่างสงบนิ่ง
สำหรับจางชุ่ยเจวียนนั้น ความทรงจำของเทียนเลี่ยงไม่ได้ลึกซึ้งนัก เพราะตอนนั้นเขาอายุเพียง 10 ขวบ จำได้เพียงเลือนรางบางเรื่องเท่านั้น ส่วนเจิ้นหัวไม่ต้องพูดถึง ความทรงจำทั้งหมดของเขามาจากรูปถ่ายไม่กี่ใบในบ้าน
“พ่อครับ ผมขอพูดกับคุณย่าสองสามคำได้ไหม?”
หลี่เทียนหมิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เจิ้นหัว “มีอะไรอยากบอกย่าก็บอกเถอะ!”
ปู่เหรอ?
นั่นคือใครกัน?
ตอนที่หลี่เสวียเฉิงตาย เจิ้นหัวอายุสิบกว่าขวบแล้ว เป็นวัยที่เริ่มรู้ความมากแล้ว แต่ตั้งแต่เขาจำความได้ คุณปู่ไม่เคยพูดกับเขาเลยสักคำ แถมยังเคยมาอาละวาดที่บ้านหลายครั้ง
เด็ก ๆ นั้นแยกแยะคนดีคนเลวได้เก่งที่สุด ใครดีกับเขา ใครไม่ดีกับเขา เขาจำได้แม่นยำ
หากเทียบกันแล้ว แม้จะเคยเห็นเพียงรูปถ่ายของจางชุ่ยเจวียน แต่จากเรื่องราวที่หลี่เทียนหมิงเคยเล่าให้ฟังเป็นครั้งคราว เจิ้นหัวสัมผัสได้ว่าคุณย่าต้องเป็นคนที่ดีมากแน่ ๆ
“คุณย่าครับ พรุ่งนี้จะปีใหม่แล้ว ผมมาเผากระดาษและจุดธูปให้คุณย่า คุณย่าอยู่ที่โน่นต้องมีความสุขมาก ๆ นะครับ ช่วยคุ้มครองให้ครอบครัวเราทุกคนปลอดภัย แข็งแรง...”
เจิ้นหัวพูดออกมามากมาย ซึ่งทำให้หลี่เทียนหมิงและเทียนเลี่ยงต่างรู้สึกประหลาดใจ ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้ามัธยมต้นคนนี้จะรู้จักพูดจาขนาดนี้
“เทียนหมิง!”
ฟ้าสว่างโร่ ลมสงบลงแล้ว
คนจากทุกตระกูลสาขาเผากระดาษเสร็จสิ้นแล้ว ต่างรอให้หลี่เทียนหมิงในฐานะผู้นำตระกูลเป็นคนเริ่มจุดประทับ
เปรี้ยงปร้าง... เปรี้ยงปร้าง...
ควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถัน
คนหนุ่มต่างคว้าโอกาสนี้ระเบิดความมันออกมา ทั้งประทัดและปะทัดสองจังหวะถูกจุดขึ้นไม่ขาดสาย
ยิ่งเสียงดังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลหลี่นั้นรุ่งเรืองเฟื่องฟูเพียงใด
“คุกเข่า...”
หลี่เสวียหนงตะโกนก้อง หน้าหลุมศพแต่ละแถวมีคนตระกูลหลี่คุกเข่าลงเป็นทิวแถว
หลี่เทียนหมิงยืนอยู่ลำดับแรกสุด ปัจจุบันในหมู่บ้านยังมีผู้สูงอายุรุ่น "มู่" (ไม้) เหลืออยู่เพียงคนเดียว แต่ท่านอายุมากแล้ว เดินเหินลำบาก ปีนี้จึงไม่ได้มา ที่เหลือรุ่น "เสวีย" (เรียน) ก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสกว่าเขา แต่ตอนที่ปู่ทวดสามเสียชีวิต ท่านได้มอบผังตระกูลไว้ให้เขา หากเป็นในอดีต เขาก็คือหัวหน้าตระกูลหลี่
“คำนับครั้งที่หนึ่ง!”
...
คำนับติดกันสี่ครั้ง ท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างครึกครื้นว่า “กลับไปฉลองปีใหม่กันเถอะ!” ทุกคนต่างลุกขึ้น ยืนรอจนกระดาษเงินกระดาษทองมอดไหม้จนหมดไม่เหลือแม้แต่ประกายไฟ แล้วจึงเดินทางกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน ซ่งเสี่ยวอวี่ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยพอดี จิ้นเสี่ยวฉี เสี่ยวหรง และเจียงซินหยู่ก็ต่างมาร่วมกินมื้อเช้าที่บ้านหลังนี้ด้วย
หลี่เทียนหมิงเดินเข้าห้องไปดูของเซ่นไหว้หน้าวิทยฐานะของจางชุ่ยเจวียนก่อนเป็นอันดับแรก เหมือนเช่นทุกปี ในวันที่ 29 เดือน 12 นี้ จะต้องวางผลไม้สดและขนมลงไปก่อน
ส่วนป้ายชื่อหรือรูปถ่ายของหลี่เสวียเฉิงน่ะหรือ?
ช่างหัวมันเถอะ!
“กินข้าวได้แล้วค่ะ!”
เมื่อได้ยินเสียงของซ่งเสี่ยวอวี่ หลี่เทียนหมิงก็พยักหน้า แล้วเดินตามเข้าไปในห้องโถงกลาง
อีกสักครู่ยังต้องติดคำอวยพรปีใหม่ (ชุนเหลียน) นอกจากนี้ที่ศาลเจ้าตระกูลก็ยังมีพิธี คำอวยพรปีใหม่เป็นสิ่งที่หลี่เทียนหมิงเขียนขึ้นเองกับมือ แม้เขาจะเข้าเรียนชั้นมัธยมหนึ่งเพียงแค่ครึ่งปี แต่ลายมือของเขานั้นได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กภายใต้การควบคุมของปู่ทวดสาม หากมองไปทั่วทั้งหมู่บ้านหลี่เจียไถจื่อ ไม่มีใครเขียนอักษรพู่กันได้สวยไปกว่าเขาอีกแล้ว
กระดาษแดงแผ่นใหญ่ถูกตัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ซ่งเสี่ยวอวี่ก็ทำกาวแป้งเปียกหนึ่งหม้อแล้วปูกระดาษแดงออก หลี่เทียนหมิงถลกแขนเสื้อขึ้น จุ่มพู่กันจนชุ่มหมึก ก่อนจะตวัดปลายพู่กันเขียนลงไปอย่างรวดเร็ว
*วัวทองดันประตูรับโชคลาภวาสนา นกนางแอ่นม่วงแจ้งข่าววสันต์ฉลองปีใหม่*
“ดีค่ะ!” เถียนเถียนยัยหนูคนนี้รู้วิธีเอาใจคนเป็นที่สุด เธอยืนอยู่ข้าง ๆ พลางปรบมือไม่หยุด ทำให้คนเป็นพ่ออย่างหลี่เทียนหมิงรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อมีคนคอยให้กำลังใจ หลี่เทียนหมิงก็ยิ่งเขียนอย่างคึกคัก ทั้งของบ้านตัวเอง บ้านเทียนเลี่ยง และบ้านหลี่เสวียจวินที่อยู่ข้างบ้าน...
ที่บ้านมีกระดาษแดงเก็บไว้ไม่น้อย ยังมีเพื่อนบ้านแวะมาขอบ้าง ซึ่งหลี่เทียนหมิงก็ไม่ได้ปฏิเสธ เมื่อติดคำอวยพรปีใหม่เสร็จ บรรยากาศของวันตรุษจีนก็อบอวลไปทั่วทันที
“อาเสวียชิ่งมาแล้ว!” หลี่เทียนหมิงไปล้างมือ
“จะไปตอนนี้เลยเหรอครับ?”
“ช่วงนี้ลมเบาลงแล้ว รีบไปเซ่นไหว้ที่ศาลเจ้าตระกูลให้เสร็จเถอะ จะได้กลับมาเตรียมฉลองปีใหม่ได้อย่างสบายใจ!”
หลี่เทียนหมิงมองออกไปด้านนอก ตอนนี้ลมเริ่มพัดมาอีกครั้งแต่ไม่แรงนัก ท้องฟ้าดูครึ้มเล็กน้อย เขาเกรงว่าหากชักช้าหิมะอาจจะตกลงมา จึงเรียกเทียนเลี่ยงและเจิ้นหัวให้ออกเดินทางไปด้วยกัน
ที่ศาลเจ้าตระกูลมีคนมาไม่น้อยแล้ว บางคนถึงกับเดินทางมาจากหมู่บ้านอื่นหรือในตัวอำเภอโดยเฉพาะ หลี่เสวียกั๋วก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
“อาเสวียกั๋ว!”
การรณรงค์ตรวจสอบและสำรวจตัวเองเมื่อช่วงก่อนสิ้นปี ทำให้ชื่อเสียงของหลี่เสวียกั๋วโด่งดังไปทั่วแวดวงข้าราชการในเมืองไห่เฉิง ได้ยินหลี่เสวียชิ่งบอกว่า เบื้องบนเตรียมจะย้ายเขาไปทำงานที่คณะกรรมการพรรคประจำเมือง แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธไป
“ไม่อยากคิดเรื่องพวกนั้นแล้วล่ะ หลังปีใหม่ไปอาูก็อายุครบ 60 แล้ว ถ้ายังทำงานต่อได้อีกสักปีสองปีก็ทำไป แต่ถ้าเขาไม่ให้ทำ อาก็เตรียมตัวเกษียณแล้วล่ะ จะเข้าเมืองไปทำงานที่คณะกรรมการพรรคตอนนี้ทำไมให้คนเขาหมั่นไส้เปล่า ๆ!”
เมื่อก่อนหลี่เสวียกั๋วก็เคยมีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง แต่พอยิ่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคอำเภอหย่งเหอนานเข้า ใจเขาก็เริ่มปล่อยวาง ตอนนี้เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ได้เฝ้าดูแลบ้านเกิด ดูความเปลี่ยนแปลงของบ้านตัวเอง แบบนี้สิถึงจะยอดเยี่ยมที่สุด
จบบท