เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! จับเชลยสองพันนาย!

บทที่ 36 - ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! จับเชลยสองพันนาย!

บทที่ 36 - ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! จับเชลยสองพันนาย!


บทที่ 36 - ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! จับเชลยสองพันนาย!

"ไม่ต้องเกร็งไปหรอก"

เฉินเช่อเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม แต่คำพูดกลับทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่

"ตอนนี้จงทิ้งอาวุธ เอาหน้าซุกเข่าเอามือกุมหัว แล้วขดตัวหมอบลงซะ ข้าขอรับรองว่าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า"

เหล่าทหารยืนอึ้ง

แม้เฉินเช่อจะดูน่ากลัวมาก แต่แค่พวกท่านสามคนกลับคิดจะบีบให้ทหารสองพันนายยอมเป็นเชลยแต่โดยดี มันไม่อวดดีไปหน่อยหรือ

เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลายคนก็กระชับอาวุธในมือแล้วขยับตัวก้าวไปข้างหน้า

พวกเขามีตั้งสองพันคนเชียวนะ!

ถ้ารุมเข้าไปพร้อมกัน กว่าพวกเฉินเช่อจะหมดแรง ก็ไม่มีทางฆ่าพวกเขาทั้งหมดได้หรอกน่า!

เฉินเช่อมองความคิดของพวกเขาออก จึงควงดาบไปมาพลางเอ่ย

"ถ้าพวกเจ้ากรูเข้ามาพร้อมกัน พวกข้าก็คงตายจริงๆ นั่นแหละ แต่ไอพวกที่เข้ามาก่อนก็ต้องตายแน่ๆ เหมือนกัน"

"ใครอยากจะเป็นแนวหน้าเข้ามาทดสอบความคมดาบของข้าบ้างล่ะ"

สิ้นคำพูดนี้ ทหารแถวหน้าก็หน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดไปเบียดคนข้างหลังทันที

"อีกอย่างนะ"

เฉินเช่อพูดต่อ "พวกผู้บังคับบัญชาของพวกเจ้าก็ตายห่าไปหมดแล้ว พวกเจ้าจะเอาชีวิตมาทิ้งเพื่ออะไรกัน"

นั่นสิ

เพื่ออะไรล่ะ

พอได้ยินประโยคนี้ ทหารแต่ละคนก็ตกอยู่ในความสับสนงุนงง

ตอนนี้พวกนายท่านจากด่านปราการเหนือตายเกลี้ยงแล้ว เมื่อไร้ที่พึ่งพา แล้วพวกทหารอย่างพวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

"หรือว่า" เฉินเช่อยิ้ม "จะมาเป็นลูกน้องข้าแทนดีไหม"

เป็นลูกน้องท่านเนี่ยนะ

เหล่าทหารอ้าปากค้าง!

เดี๋ยวสิ พวกเรามาเพื่อปราบปรามท่านนะ! ท่านเล่นทำแบบนี้มันจะไม่หยามเกียรติกันเกินไปหน่อยหรือ!

"พวกเจ้าอยู่ที่ด่านปราการเหนือคงได้กินแต่อาหารห่วยๆ สินะ" เฉินเช่อเริ่มหว่านล้อมทีละขั้น

"มาอยู่กับข้าสิ มีข้าวต้มขาวๆ ให้กิน มีน้ำแกงเนื้อแกะให้ซด แถมยังมีโอสถปราณโลหิตอันล้ำค่าแจกให้อีกนะ"

เขาชี้ไปทางสวีเจี้ยนเย่

"นายกองร้อยสวี น่าจะมีคนรู้จักเขาบ้างสินะ"

"เมื่อก่อนเขาอยู่แค่ระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่หก แต่ตอนนี้ผ่านไปแค่เดือนเดียว เขาก้าวไปถึงขั้นที่เก้าแล้ว นั่นก็เพราะเขาได้กินโอสถปราณโลหิตระดับสูงเข้าไปยังไงล่ะ"

สวีเจี้ยนเย่พยักหน้ารับ เพื่อยืนยันว่าคำพูดของเฉินเช่อไม่ใช่เรื่องโกหก

เฉินเช่อชี้มาที่ตัวเองอีกครั้ง

"ข้า"

"พวกเจ้าน่าจะรู้จักข้าดี"

"คนที่ไต่เต้าจากทหารรับใช้ชั้นต่ำขึ้นมาเป็นนายกองร้อยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่แค่เก็บศพบนสนามรบนั่นไง"

พูดจบ เขาก็ตวัดดาบอย่างรวดเร็ว

"เช้ง!"

ประกายดาบวาบขึ้น!

พลังทำลายล้างดุจสายฟ้าฟาด!

เคล็ดวิชาอัสนีพิฆาตกระบวนท่านี้อัดแน่นไปด้วยพละกำลังทั้งหมดของเฉินเช่อ เสียงดาบกรีดร้องเสียดแก้วหูจนทุกคนรู้สึกปวดร้าว!

เสียงดังสนั่น กระโจมบัญชาการหลักถูกผ่าครึ่งซีก!

ผ้าเต็นท์ขาดหลุดร่วงลงมาเป็นสองท่อน เผยให้เห็นแสงสว่างจ้าจากท้องฟ้า และยังทำให้ทหารด้านนอกทุกคนตื่นตระหนกจนไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว!

แม้แต่สวีเจี้ยนเย่กับอาเท่อเอ่อร์ก็ยังคาดไม่ถึง ว่าระดับความแข็งแกร่งของนายท่านจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!

หรือว่านายท่านจะทะลวงระดับเปิดชีพจรไปแล้ว!?

พวกเขาคาดเดาอยู่ในใจ สีหน้ายิ่งทวีความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นไปอีก

เฉินเช่อได้โชว์ฝีมือไปหนึ่งยก "เห็นแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่มีโอสถปราณโลหิตมากพอ ข้าก็ไม่มีทางเก่งกาจขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้ได้หรอก"

"เพียงแค่พวกเจ้ายอมมาเข้าร่วมกับข้า ข้าขอรับประกันว่าทุกคนจะมีเคล็ดวิชาให้ฝึกฝน!"

"ทุกคนจะมีวิชาต่อสู้ให้เรียนรู้!"

"ทุกคนจะมีโอสถปราณโลหิตให้กิน!"

"ทุกคนจะได้เป็นจอมยุทธ์!"

เหล่าทหารมองหน้ากัน ไม่หวั่นไหวก็บ้าแล้ว นี่มันโอกาสที่จะได้เป็นจอมยุทธ์เชียวนะ!

แต่พวกเขาก็ยังไม่ไว้ใจเฉินเช่ออยู่ดี พูดน่ะมันง่าย แต่ถ้าเกิดพวกเขายอมวางอาวุธเมื่อไหร่ แล้วเจ้านี่เกิดบ้าคลั่งฆ่าล้างบางขึ้นมาล่ะ

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบดังกึกก้องมาจากนอกค่าย!

เหล่าทหารหน้าถอดสี!

พวกคนเถื่อนบุกมาแล้วหรือ?!

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะเกินควบคุม เฉินเช่อก็รวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน แล้วเปล่งเสียงดังกังวานกลบเสียงแตกตื่นของทุกคน

"อย่าตื่นตระหนกไป!"

"นั่นคือกองทัพของข้าเอง!"

ยังไม่ทันที่เหล่าทหารจะได้สงสัย กีบเท้าม้าเหล็กก็เหยียบย่ำเข้ามาในค่าย กองทหารม้าจำนวนมหาศาลโอบล้อมพวกเขาไว้ในพริบตา!

ม้าศึกดุดัน!

ดาบยาวคมกริบ!

ทหารหาญรูปร่างกำยำล่ำสัน!

มีจำนวนมากถึงหลักพันเชียวหรือ!

แรงกดดันอันน่าสยดสยองถาโถมเข้าใส่ ทหารทุกคนถึงกับหน้าซีดเผือด!

โชคดีที่สิ่งที่พอจะทำให้พวกเขาเบาใจลงได้บ้าง ก็คือทหารม้ากองนี้สวมเครื่องแบบของกองทัพเฉียนอย่างแท้จริง

เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ตกว่า กองทัพเฉียนไปมีกองทหารม้าที่แข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

"นายท่าน!"

"พวกเรามาช้าไปหน่อยขอรับ!"

หวังโก่วเซิ่ง เลี่ยวต้าจื้อ และอวี๋จวิ้นขี่ม้าแหวกวงล้อมออกมา สายตาเย็นยะเยือกกวาดมองเหล่าทหารเฉียน ก่อนจะตะคอกเสียงกร้าว

"ทุกคน!"

"วางอาวุธลงซะ!"

"ไม่อย่างนั้นฆ่าไม่ละเว้น!"

เมื่อเห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วว่ากองทหารม้านี้เป็นกองกำลังของเฉินเช่อจริงๆ เหล่าทหารก็ไม่กล้าคิดลองดีอีกต่อไป

"เคร้ง!"

เมื่อทหารเฉียนคนแรกโยนดาบลงกับพื้น เสียงทิ้งอาวุธก็ดังระงมตามมาเป็นพรวน

"เคร้ง!"

"เคร้ง!"

"เคร้ง!"

เหล่าทหารเฉียนยอมทำตามที่เฉินเช่อสั่งไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาทิ้งอาวุธ เอามือกุมหัว แล้วหมอบคุดคู้ลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น

เฉินเช่อยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

อาเท่อเอ่อร์ที่อยู่ด้านหลังจ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยความเคารพเทิดทูนดั่งเทพเจ้า

อ่อนก่อนแข็งทีหลัง หมอนี่ไม่ยอมเสียทหารเลยสักคนเดียว แต่กลับยึดกองทัพสองพันนายมาครองได้หน้าตาเฉย!

ร้ายกาจเกินไปแล้ว!

โชคดีที่เมื่อกี้เขาไม่เลือดขึ้นหน้า จนเผลอเปลี่ยนข้างอีกรอบ!

……

เมื่อเชลยสองพันนายถูกกองทหารม้าหนึ่งพันนายต้อนมาจนถึงด่านประตูมังกร ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปไกลลิบ

พวกเขาเคยคิดว่า ด่านประตูมังกรจะเป็นแค่ป้อมปราการหินชายแดนที่ซอมซ่อและกันดารจนนกยังไม่ยอมมาขี้ใส่

ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับกลายเป็นเมืองทั้งเมือง!

พร้อมด้วยกำแพงเมืองสูงตระหง่านถึงห้าเมตร!

เหล่าเชลยก็เหมือนกับฟ่านหย่งคัง ข้อมูลที่พวกเขารู้ยังหยุดอยู่แค่ตอนที่ปาเอ่อร์ถูเค่อยังไม่บุกมา!

ดังนั้นฉากนี้จึงสร้างความตื่นตะลึงให้กับพวกเขาอย่างมหาศาล!

ทุกคนตกอยู่ในอาการพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว!

หลังจากลอดผ่านกำแพงเมือง เชลยก็ถูกจัดให้อยู่ที่เมืองชั้นนอกชั่วคราว ไม่อนุญาตให้เข้าไปในเมืองชั้นใน

ท้ายที่สุดแล้วก็มีคนตั้งสองพันคน ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

โชคดีที่เดิมทีพวกเขาก็นำสัมภาระสำหรับตั้งค่ายมาด้วยอยู่แล้ว จึงถูกสั่งให้ตั้งกระโจมใหม่ที่เมืองชั้นนอกนั่นแหละ

สิ่งที่ทำให้เหล่าเชลยโล่งใจได้เปลาะหนึ่งก็คือ เฉินเช่อรักษาคำพูด เขาไม่ได้ลงโทษทรมานอะไรพวกตนเลย

และเมื่อหม้อใบใหญ่ถูกตั้งเตา ข้าวสารขาวจั๊วะถูกเทลงไป แกะแต่ละตัวถูกเชือดให้เห็นกันจะจะ แล้วนำข้าวต้มใส่เนื้อแกะมาเสิร์ฟถึงมือ เชลยหลายคนก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป

มีข้าวต้มเนื้อให้กินจริงๆ!

มีน้ำแกงเนื้อแกะให้ซดจริงๆ!

เฉินเช่อไม่ได้หลอกพวกเขา!

กระทั่งน้ำแกงที่ผสมโอสถปราณโลหิตถูกส่งมาถึงมือ ทัศนคติของเหล่าเชลยก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

จะให้ปีนภูเขาดาบ!

หรือลุยดงไฟ!

ข้าก็ยอมตายถวายหัวให้นายท่านขอรับ!

สิ่งที่เหล่าเชลยคาดไม่ถึงก็คือ ในวันต่อๆ ไป พวกเขาจะถูกล้างสมองด้วยการกระทำใหม่ๆ อยู่เสมอ จนสุดท้ายก็สมัครใจที่จะติดตามรับใช้เฉินเช่อด้วยตัวเอง

แต่เรื่องพวกนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกอวี๋จวิ้นแล้วล่ะ เรื่องการฝึกสอนทหารใหม่ พวกเขาชำนาญกันอยู่แล้ว

ทันทีที่เฉินเช่อกลับมาถึงบ้าน เงาร่างหนึ่งก็โผเข้ามากอดเขาแน่น

เขาชะงักไปเล็กน้อย ความอบอุ่นวาบขึ้นมาในหัวใจ ก่อนจะสวมกอดหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังสะอื้นไห้เอาไว้

เมื่อเห็นเซี่ยเสี่ยวเสวี่ยยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา เขาก็ส่งยิ้มแล้วกวักมือเรียก

พอเซี่ยเสี่ยวเสวี่ยโผเข้าสู่อ้อมกอด เขาก็ปลอบประโลมหญิงสาวทั้งสองยกใหญ่

"ก็แค่งานเลี้ยงหงเหมินเอง วางใจเถอะ ข้าไม่ทำสงครามที่ไม่มีวันชนะหรอก มั่นใจได้เลย"

หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ดวงหน้าเล็กๆ เปื้อนคราบน้ำตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ต่อไปนายท่านห้ามทำอะไรเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกนะเจ้าคะ"

"อย่าว่าแต่ข้ากับเสี่ยวเสวี่ยเลย ชาวด่านประตูมังกรทั้งชายหญิงคนเฒ่าคนแก่รวมแล้วกว่าห้าพันชีวิต ต่างก็ฝากความหวังไว้ที่นายท่านเพียงคนเดียวนะเจ้าคะ"

"หากท่านเป็นอะไรไป ความพยายามทั้งหมดของพวกเราก็จะพังทลาย สูญเปล่าไปในพริบตา"

เซี่ยเสี่ยวเสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงบอกว่าพี่หว่านเอ๋อร์พูดถูก

เฉินเช่อทำได้เพียงร้องขอความเห็นใจ เขาไม่ค่อยถนัดเรื่องใช้คำพูดปลอบใจผู้หญิงที่กำลังร้องไห้เสียด้วยสิ

ดังนั้น~

"ว้าย——!"

หญิงสาวทั้งสองร้องอุทานเสียงหลง ถูกเฉินเช่อแบกขึ้นบ่าไปคนละข้าง

เขาหัวเราะร่วน "ที่ทำให้พวกเจ้าต้องเป็นห่วงถือเป็นความผิดของข้าเอง ดังนั้นข้าจะชดเชยให้อย่างงามเลยล่ะ!"

หญิงสาวทั้งสองหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย รีบยกมือขึ้นปิดหน้า ครวญครางเสียงแผ่วเบา~

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 36 - ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! จับเชลยสองพันนาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว