เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ?!

บทที่ 21 - บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ?!

บทที่ 21 - บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ?!


บทที่ 21 - บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ?!

"กลับมาแล้ว!"

"พวกเขากลับมาแล้ว!"

จู่ๆ เสียงโห่ร้องดีใจก็ลอยมาเข้าหูสวีเจี้ยนเย่และหม่าซาน

ทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นความตกตะลึงและสงสัยบนใบหน้าของอีกฝ่าย

กลับมาแล้วงั้นหรือ

แค่คนห้าสิบคนนั่นเนี่ยนะ บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ

พวกเขารีบทิ้งของในมือแล้ววิ่งออกไปดูข้างนอกทันที

ประตูใหญ่ของป้อมปราการถูกเปิดออกกว้าง ส่งเสียงดัง เอี๊ยดอ๊าด

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า อย่าว่าแต่คนจากด่านช่องเขาวิหคที่สวีเจี้ยนเย่พามาเลย

แม้แต่ทหารและชาวบ้านที่ด่านประตูมังกรซึ่งรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเฉินเช่อดีอยู่แล้ว ก็ยังต้องอ้าปากค้างเป็นไข่ห่าน ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

ตอนขาไป มีม้าศึกแค่ห้าสิบตัวแท้ๆ!

แต่ตอนนี้กองกำลังกลับดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ไม่เพียงแต่คนจะไม่หายไปไหนเลยสักคนเดียว แต่จำนวนม้ายังเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว!

กะด้วยสายตาคร่าวๆ คงจะมีม้าสายพันธุ์ทุ่งหญ้าเกือบสองร้อยตัวเลยล่ะมั้ง!

บนหลังม้ามีสัมภาระบรรทุกมาจนตุง ไม่ว่าจะเป็นกองเนื้อแห้งหรือหนังสัตว์ แถมยังมีลูกแกะตัวเป็นๆ อีกต่างหาก!

กลิ่นเหงื่อไคลปะปนกับกลิ่นคาวเลือดโชยออกมาจากตัวทหาร สภาพของพวกเขาดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล แต่กลับแผ่ซ่านไปด้วยความตื่นเต้นที่ได้กอบโกยของกลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

หลังจากตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ทั่วทั้งด่านประตูมังกรก็ระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้องราวกับคลื่นยักษ์!

ชาวบ้านต่างกรูกันเข้าไปล้อมลูกชายหรือสามีของตัวเอง แย่งกันถามไถ่กันจ้าละหวั่น

"ไปปล้นมาได้เยอะขนาดนี้เลยหรือเนี่ย สวรรค์ช่วย!"

"นี่พวกเจ้าไปกวาดล้างรังของพวกคนเถื่อนมาเลยหรือเนี่ย มาให้ข้าดูซิว่ามีแผลตรงไหนบ้างหรือเปล่า!"

หลินหว่านเอ๋อร์เองก็รีบวิ่งไปหาเฉินเช่อเป็นคนแรก

พอเห็นคราบเลือดที่แห้งกรังและฝุ่นดินบนใบหน้าของเขา ขอบตาของเธอก็แดงรื้นขึ้นมาทันที

แต่พอบังเอิญเหลือบไปเห็นผู้หญิงที่มีสภาพย่ำแย่บนหลังม้า

หัวใจของเธอก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากอย่างแรง เธอเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที

เฉินเช่อกระโดดลงจากหลังม้า โยนสายบังเหียนส่งให้ทหารข้างกายลวกๆ แล้วหันไปพูดกับเลี่ยวต้าจื้อ

"ต้าจื้อ เจ้าไปนับจำนวนแล้วก็จัดการเก็บของที่ยึดมาได้นะ งานนี้เจ้าถนัดอยู่แล้วนี่"

"ขอรับ!"

เลี่ยวต้าจื้อตอบรับด้วยใบหน้าตื่นเต้น รีบเรียกคนให้ไปจูงม้าที่บรรทุกเสบียงทันที

เฉินเช่อหันกลับมาหาหลินหว่านเอ๋อร์ สังเกตเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเธอ เขามองตามสายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ผู้หญิงที่น่าสงสารเหล่านั้น

"หว่านเอ๋อร์ ข้าอยากจะมอบหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องของพวกนางให้เจ้านะ"

"มอบให้ข้าดูแลหรือเจ้าคะ!"

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่คาดคิดเลยว่าเฉินเช่อจะมอบหมายหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ให้เธอ ในใจทั้งรู้สึกประหม่าและรู้สึกอบอุ่นที่ได้รับความไว้วางใจ

เฉินเช่อมมองดูเธอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความให้กำลังใจและความเชื่อมั่น

"ใช่แล้ว เจ้าเป็นคนฉลาดและใฝ่รู้ ตอนนี้ก็อ่านหนังสือออกตั้งเยอะแล้ว แถมยังมีเหตุผลด้วย"

"อีกอย่าง เจ้าก็เป็นคนจิตใจดีและละเอียดอ่อน ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถช่วยเยียวยาจิตใจพวกนางให้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง"

หลินหว่านเอ๋อร์ถูกชมจนหน้าแดงซ่าน ที่แท้ในสายตาของใต้เท้า เธอก็เป็นคนดีขนาดนี้เลยหรือ

เธอรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างมหาศาล พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะใต้เท้า!"

"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหว่านเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ!"

เฉินเช่อระบายยิ้มบางๆ แล้วหันไปถามอวี๋จวิ้น "สองวันนี้ในค่ายมีปัญหาอะไรหรือเปล่า"

"ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ!" อวี๋จวิ้นรีบตอบ

เฉินเช่อพยักหน้ารับ

"เงินชดเชยที่ตกลงไว้ว่าจะมอบให้ครอบครัวของพี่น้องที่สละชีพ แจกจ่ายไปได้เลยนะ หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ห้ามขาดหายไปแม้แต่อีแปะเดียว!"

"วางใจได้เลยขอรับ! ข้าจะไปจัดการด้วยตัวเอง!" อวี๋จวิ้นรับคำด้วยสีหน้าจริงจัง

หม่าซานยืนมองเฉินเช่อกำลังสั่งการนู่นนี่นั่นอยู่อย่างขะมักเขม้นจากไกลๆ แล้วพูดแขวะขึ้นมา

"ชิ~"

"ดูทำตัวยุ่งเข้าสิ! ทำอย่างกับเป็นแม่ทัพใหญ่คุมทหารเป็นแสนเป็นล้านอย่างนั้นแหละ!"

"ใต้เท้าก็มีตำแหน่งเท่ากับเขานะ แต่เขากลับไม่โผล่หัวมาทักทายสักคำ ไม่ไว้หน้ากันเกินไปหน่อยหรือไง"

แต่สวีเจี้ยนเย่กลับไม่ได้สนใจคำพูดพล่อยๆ ของหม่าซานเลยแม้แต่น้อย

สายตาของเขาราวกับถูกตอกหมุดเอาไว้ จ้องเขม็งไปที่หลังม้าหลายตัวที่เพิ่งจะปลดสัมภาระลง

ตรงนั้นมีแผ่นไม้แข็งๆ ตรงกลางมีรอยเว้า ถูกมัดติดแน่นอยู่บนหลังม้า

มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นอุปกรณ์ขี่ม้าแบบนี้ที่ไหนมาก่อนเลย

เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่ รีบสาวเท้าเข้าไปขวางหน้าทหารคนหนึ่งที่กำลังจูงม้าอยู่

"พี่ชาย รบกวนถามหน่อยสิ" สวีเจี้ยนเย่ชี้ไปที่ของสิ่งนั้น "นี่... นี่มันตัวอะไรกันน่ะ"

ทหารคนนั้นมองตามนิ้วแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง ตอบด้วยความภาคภูมิใจ

"อ้อ เจ้านี่น่ะหรือ! เขาเรียกว่าอานม้า! เป็นของวิเศษที่ใต้เท้านายกองร้อยคิดค้นขึ้นมาเองเชียวนะ!"

"อานม้าหรือ"

สวีเจี้ยนเย่ทวนคำซ้ำ พยายามเค้นสมองค้นหาความทรงจำ แต่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย

"ใช่แล้ว! อานม้า!"

ทหารคนนั้นใช้มือตบอานม้าแข็งๆ เบาๆ "ก็เพราะเจ้านี่แหละ พวกเราถึงได้ทรงตัวอยู่บนหลังม้าได้อย่างมั่นคงแบบนี้ไง!"

"บุกตะลุยฆ่าฟันกลางทุ่งหญ้า! ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าพวกคนเถื่อนเลยล่ะ!"

สวีเจี้ยนเย่รู้สึกทึ่งมาก หลังจากได้รับอนุญาตแล้ว เขาก็กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว

ทันทีที่ก้นของเขาสัมผัสลงบนรอยเว้าของอานม้าแข็งๆ และสองเท้าเหยียบลงไปในโกลนม้าอย่างมั่นคง ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็แผ่ซ่านจากเอวและต้นขาขึ้นมาทันที!

เขาแทบไม่ต้องออกแรงหนีบท้องม้าเอาไว้เลยสักนิด!

เขาลองบังคับให้ม้าเดินไปสองสามก้าว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะควบม้าให้วิ่งไปอีกสักระยะ "ไม่น่าเชื่อ!"

"มันมั่นคงสุดๆ ไปเลย!"

ความตกตะลึงในใจของสวีเจี้ยนเย่ปะทุขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด!

"มิน่าล่ะ พวกเขาถึงได้กล้าพากำลังพลแค่ห้าสิบคนบุกเข้าไปลึกในทุ่งหญ้า แถมยังไล่ต้อนพวกคนเถื่อนเหมือนไล่จับลูกแกะแบบนี้...!"

เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความสับสนงุนงงในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเลื่อมใสศรัทธาในตัวเฉินเช่ออย่างสุดซึ้ง

……

ยุ่งวุ่นวายกันจนฟ้ามืด ควันไฟจากครัวในค่ายลอยคละคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสบียงและสิ่งของต่างๆ ถูกจัดเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ความวุ่นวายจอแจถึงได้เริ่มสงบลง

ในตอนนั้นเอง สวีเจี้ยนเย่ถึงได้สบโอกาสตอนที่คนน้อยๆ เดินเข้าไปหาเฉินเช่อ

"นายกองร้อยเฉิน" น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก ฟังดูประหม่าเล็กน้อย "ข้าปรึกษากับพี่น้องทุกคนแล้ว... ตัดสินใจว่าจะไม่ไปไหนแล้วล่ะ"

เฉินเช่อที่กำลังจะเดินกลับเข้ากระท่อมไม้ พอได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักเท้า หันมามองเขาด้วยสายตาตั้งคำถาม

สวีเจี้ยนเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว

"ข้าอยากจะพาพวกเขากลับมาปักหลักอยู่ที่นี่ มาเป็นทหารของที่นี่ กลายเป็นคนแบบเดียวกับพวกเขา"

เขาชี้มือไปที่ทหารในค่ายที่เพิ่งจะจุดกองไฟเตรียมตัวท่องจำคำศัพท์อยู่ไกลๆ

"ทหารลูกหลานประชาชน"

"ดี!"

เฉินเช่อดีใจมาก รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า

"ประตูใหญ่ของด่านประตูมังกรยินดีต้อนรับพี่น้องทุกคนที่พร้อมจะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ และปกป้องชาวบ้านเสมอ!"

"พรุ่งนี้ข้าจะให้อวี๋จวิ้นพาพวกเจ้าไปทำความคุ้นเคยกับการฝึกซ้อมนะ!"

เมื่อได้รับคำตอบตกลง ไหล่ที่ตึงเครียดของสวีเจี้ยนเย่ก็ผ่อนคลายลงในที่สุด เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณนายกองร้อยมาก!"

เฉินเช่อกลับมาที่กระท่อมไม้ของตัวเอง น้ำร้อนในถังอาบน้ำมีไอร้อนลอยคลุ้งเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว

หลินหว่านเอ๋อร์รีบเดินเข้ามารับหน้าทันที ช่วยเขาถอดเสื้อคลุมที่ยังคงมีคราบฝุ่นดินและคราบเลือดเกาะอยู่

เมื่อน้ำอุ่นๆ สัมผัสผิวกาย ความเหนื่อยล้ามาทั้งวันก็ราวกับถูกละลายหายไปจนหมดสิ้น เฉินเช่อพ่นลมหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย

หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังช่วยถูหลังให้เฉินเช่อด้วยใบหน้าแดงก่ำ พยายามหาเรื่องคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง

"วันนี้ใต้เท้าดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะเจ้าคะ"

เฉินเช่อเอนตัวพิงขอบถังไม้ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี

"อื้ม ไปเจอของดีมาน่ะ!"

การที่สวีเจี้ยนเย่ยอมมาสวามิภักดิ์ด้วยก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีแหละนะ แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับการค้นพบถ่านหิน

"ของดีหรือเจ้าคะ ปล้นเงินกับม้ามาได้เยอะแยะเลยใช่มั้ยเจ้าคะ" หว่านเอ๋อร์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก"

น้ำเสียงของเฉินเช่อแฝงไปด้วยความตื่นเต้น "ตอนขากลับข้าบังเอิญไปเจอเหมืองถ่านหินเข้าน่ะ!"

"ถ่านหินหรือ"

หลินหว่านเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ เธอไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย

"ใช่แล้ว! ถ่านหิน!"

เฉินเช่ออธิบายด้วยน้ำเสียงที่เก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ "พอมีมันแล้ว ก็จะสามารถจุดไฟให้ร้อนจัดในระดับที่ฟืนทำไม่ได้เลยล่ะ! เอาไปหลอมเหล็กกล้าชั้นดีได้สบาย!"

"พอมีเหล็กกล้าชั้นยอดแล้ว อาวุธและชุดเกราะที่ตีออกมาก็จะแข็งแกร่งขึ้น!"

"แถมยังเอาไปเผาทำของดีสำหรับสร้างบ้านสร้างป้อมปราการได้ด้วยนะ เขาเรียกมันว่าปูนซีเมนต์! แข็งยิ่งกว่าก้อนหินซะอีก!"

"และที่สำคัญ!"

เขามองไปที่หว่านเอ๋อร์ ดวงตาเป็นประกาย "พอมีถ่านหินแล้ว ฤดูหนาวก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป!"

"ทุกบ้านจะได้มีเตียงเตาผิงอุ่นๆ ใช้นอนผิงไฟกัน!"

"ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังสามารถสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ได้ด้วย จะอาบน้ำร้อนตอนไหนก็ได้ตามสบายเลย!"

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวาดฝัน หลินหว่านเอ๋อร์ได้แต่ฟังคำศัพท์แปลกๆ พวกนั้นด้วยความงุนงงสับสน

แต่เธอฟังออกว่า ของพวกนั้นมันสำคัญต่อใต้เท้ามาก และก็สำคัญต่อทุกคนด้วย!

เธอมองดูผู้ชายตรงหน้าที่ตัวเปียกโชก กำลังวางแผนอนาคตอย่างออกรสออกชาติ ผู้ชายที่ทั้งเผด็จการและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน แถมยังห่วงใยชาวบ้านถึงเพียงนี้

หลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์อันรุนแรงที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้

"ใต้เท้า!" เธอเผลอเรียกเขาออกมาอย่างลืมตัว

"หืม"

เฉินเช่อเพิ่งจะขานรับ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

ก็เห็นหลินหว่านเอ๋อร์พุ่งพรวดเข้ามาหาเขาราวกับลูกนกนางแอ่นโผบิน กระโจนตู้มลงไปในถังอาบน้ำจนน้ำสาดกระจาย

ซ่า ซ่า ซ่า

ภายในกระท่อมไม้เหลือเพียงเสียงน้ำกระเพื่อมไหว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 21 - บุกเข้าทุ่งหญ้าไปแล้วยังรอดกลับมาได้อีกหรือ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว