- หน้าแรก
- ดราก้อนบอล ระบบฮาเร็มคริสตัลของโบรลี่
- บทที่ 26 - ข้ามมิติอีกครั้ง
บทที่ 26 - ข้ามมิติอีกครั้ง
บทที่ 26 - ข้ามมิติอีกครั้ง
บทที่ 26 - ข้ามมิติอีกครั้ง
เมื่อโบรลี่กลับมา วันชื่นคืนสุขก็มาเยือนดาววอมป้า
อาหารปกติที่แสนอร่อย ทำเอาพารากัสกินไปน้ำตาไหลพรากไปด้วยความปลาบปลื้ม
"ไอ้แมงมุมวอมป้าเวรตะไล ต่อไปนี้แกอย่าหวังจะได้มาอยู่ในเมนูอาหารของฉันอีกเลย!"
พารากัสถึงขนาดยอมเขวี้ยงแมงมุมที่อุตส่าห์ลำบากล่ามาได้ ทิ้งไปไกลสุดลูกหูลูกตาด้วยความตื่นเต้น
แต่วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว
เมื่อโบรลี่พบว่าแต้มความสุขของตัวเองเหลือแค่สองหมื่นแต้ม พารากัสก็เริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
"โบรลี่ อีกนานไหมกว่านายจะไปหาภรรยาที่โลกอื่นได้อีก?"
พารากัสจิบน้ำอัดลมแสนอร่อยทีละนิดพลางเอ่ยถาม
"ระบบวังคริสตัลบอกว่า ถ้าจะรอเก็บรวบรวมพลังงานมิติเวลาตามธรรมชาติ ต้องใช้เวลาตั้งห้าปีแน่ะ"
โบรลี่ตอบตามความจริง
"ห้าปีเลยเหรอ ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วรึไง?"
"มีสิ อาศัยการชาร์จพลังงานจากการเคลื่อนที่เพื่อเร่งกระบวนการเก็บรวบรวมพลังงานได้ ระบบวังคริสตัลบอกว่า ทุกครั้งที่ฉันเคลื่อนที่ผ่านระยะทางหนึ่งปีแสง พลังงานมิติเวลาจะเพิ่มขึ้นเท่ากับปริมาณที่เก็บได้ในหนึ่งปี"
"หนึ่งปีแสงเนี่ยนะ?"
พอได้ยิน พารากัสก็ชะงักไป
"นั่งยานอวกาศได้ไหม?"
เขาถาม
"ไม่ได้สิ ต้องใช้ร่างกายสัมผัสกับมิติที่เปลี่ยนแปลงภายนอกโดยตรงถึงจะนับ"
โบรลี่ตอบ
พารากัสพูดไม่ออก ดีนะที่พวกเขาก็ไม่มียานอวกาศอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงผิดหวังกว่านี้แน่
"พ่อ หนึ่งปีแสงนี่มันไกลมากไหม?"
โบรลี่ถาม เขาสัมผัสได้ถึงความเร็วในการลดลงของแต้มความสุขเหมือนกัน
ปริมาณการกินของชาวไซย่ามันเหนือกว่ามนุษย์ปกติอยู่แล้ว ต่อให้แต้มความสุขที่ใช้แลกอาหารจะใช้ไม่เยอะ แต่ก็สู้การผลาญแบบไม่บันยะบันยังของชาวไซย่าสองคนไม่ไหวหรอก
"หนึ่งปีแสงมันไกลโคตรๆ เลยล่ะ ถ้าไม่มียานอวกาศแล้วพึ่งแต่กำลังกายอย่างเดียว ไม่ว่าชาวไซย่าคนไหนก็ไม่มีทางเคลื่อนที่ไปได้ไกลขนาดนั้นชั่วชีวิตหรอก"
ชาวไซย่าที่แข็งแกร่งที่สุดในความรู้ของพารากัสก็คือราชาเบจิต้า แต่ราชาเบจิต้าจะพึ่งพากำลังกายล้วนๆ เคลื่อนที่ไปได้ไกลถึงหนึ่งปีแสงเหรอ?
เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงพวกเขาจะเป็นชาวไซย่า แต่ชาวไซย่าก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับระยะทางที่มีหน่วยเป็นปีแสง ต่อให้เป็นชาวไซย่าอย่างพวกเขาก็เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เท่านั้น
"ระบบวังคริสตัลบอกว่า ฟังก์ชันนี้สามารถใช้แต้มความสุขมาอัปเกรดได้ ทุกครั้งที่อัปเกรด ระยะทางที่ต้องใช้ในการชาร์จพลังงานจะลดลงครึ่งหนึ่ง"
เพราะคำพูดของพารากัส ระบบวังคริสตัลเลยอธิบายโมดูล [แค่ขยับก็สามารถเร่งการชาร์จพลังงานมิติเวลาได้] ให้ฟัง โบรลี่จึงถ่ายทอดข้อมูลที่ผุดขึ้นมาในหัวตามนั้น
"เอ๊ะ ลดลงครึ่งหนึ่งได้ด้วยเหรอ?!"
พารากัสดีใจ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าระยะทางตั้งต้นคือปีแสง เขาก็ใจเย็นลง
"ไม่มีประโยชน์หรอก ลดลงครึ่งหนึ่งมันก็ยังเป็นระยะทางที่ไกลเกินเอื้อมอยู่ดี"
"พอลดลงครึ่งหนึ่งแล้วก็อัปเกรดต่อได้อีก พอกัปเกรดแล้วมันก็จะลดลงอีกครึ่งหนึ่งไง"
โบรลี่พูดต่อ
"อ้อ เป็นการลดลงครึ่งหนึ่งแบบนี้นี่เอง?"
พารากัสลูบคางพลางถาม "แล้วแต้มที่ใช้ในการอัปเกรดคิดยังไงล่ะ?"
"ครั้งแรก 1 แต้ม ครั้งที่สอง 10 ครั้งที่สาม 100 ครั้งที่สี่..."
"เพิ่มขึ้นทีละสิบยกกำลัง n-1 งั้นรึ แต้มความสุขของนายตอนนี้อย่างมากก็อัปเกรดได้ห้าครั้ง ก็คือลดระยะทางจากหนึ่งปีแสงเหลือแค่หนึ่งในสิบหก ฟังก็น่าจะพอเป็นไปได้ แต่ก็ยังไกลสุดกู่ปานนั้น"
พารากัสคิดครู่หนึ่งแล้วบอกลูกชาย "โบรลี่ อัปเกรดฟังก์ชันนี้เถอะ ถ้าพวกเราไม่สามารถไปจากดาววอมป้าได้ตลอดกาล วังคริสตัลของนายก็คือความหวังเดียวที่จะทำให้พวกเรามีชีวิตที่มีความสุขบนดาวดวงนี้ และฟังก์ชันแบบนี้ ยิ่งอัปเกรดเร็วก็ยิ่งคุ้ม"
โบรลี่ไม่ค่อยเก่งคณิตศาสตร์เท่าไหร่ แต่เขารู้สึกว่าการวิ่งระยะทางสั้นลงแล้วชาร์จพลังงานได้เร็วขึ้นมันต้องดีแน่ๆ เขาจึงทำตามคำแนะนำของพารากัส ใช้แต้มความสุขที่เหลืออยู่สองหมื่นกว่าแต้มไปครึ่งหนึ่ง เพื่ออัปเกรดฟังก์ชัน [ชาร์จพลังงานจากการเคลื่อนที่] ของวังคริสตัล
[ชาร์จพลังงานจากการเคลื่อนที่]: วิ่งไปเถอะ โฮสต์เอ๋ย วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อคุณวิ่งเร็วพอ คุณจะวิ่งแซงเวลาได้
[ปัจจุบันทุกๆ การเคลื่อนที่ระยะทางหนึ่งในสิบหกปีแสง จะชาร์จพลังงานมิติเวลาได้หนึ่งปี ปัจจุบันความคืบหน้าในการชาร์จพลังงานอยู่ที่ 0/5 (หมายเหตุ: ไม่จำเป็นต้องวิ่งครบหนึ่งในสิบหกปีแสงถึงจะสรุปผล ขอแค่มีการเคลื่อนที่ทางกายภาพในมิติ ก็สามารถเร่งการดูดซับพลังงานมิติเวลาได้แล้ว)]
"พรุ่งนี้ฉันจะไปหาเลือดตัวบาอัวมาหน่อย นายก็เอาเลือดมันไปแลกไข่แมงมุมวอมป้ามาก็แล้วกัน"
พารากัสจู่ๆ ก็พูดขึ้น
การเปลี่ยนจากชีวิตลำบากมาเป็นชีวิตหรูหรานั้นง่าย แต่การกลับไปใช้ชีวิตลำบากอีกครั้งนั้นยาก นี่แหละคือความเป็นจริง สองพ่อลูกจำต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ กินอาหารปกติตามใจปากแบบนี้ซะแล้ว
"แน่นอนว่าอาหารที่นายแลกออกมาหลังจากนี้ นายก็เก็บไว้กินเองเถอะ"
พารากัสเสริม เขาแอบกลัวลูกชายจะอาละวาด
"กินด้วยกันนี่แหละ"
แต่โบรลี่ไม่ได้โกรธ เขาตักข้าวหน้าหมูทอดในมือไปครึ่งกล่อง แล้วยื่นส่วนที่เหลือให้พารากัส
"ฉันไปชาร์จพลังก่อนนะ"
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เด็กชายก็วิ่งออกไป รวบรวมพลังปราณแล้วบินหายไปในท้องฟ้าอันไกลโพ้น
ภายในถ้ำ พารากัสมองข้าวหน้าหมูทอดครึ่งกล่องที่ลูกชายเหลือไว้ให้ ในใจรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกของเขามันช่างซับซ้อน ความสัมพันธ์ในครอบครัวของชาวไซย่าไม่ได้แน่นแฟ้นอะไรนักหรอก พวกเขาป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว การแย่งชิงของที่ล่ามาได้เป็นเรื่องปกติ ส่วนการแบ่งปันของดีๆ ให้กัน ต่อให้เป็นคนในครอบครัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากสุดๆ
พารากัสเริ่มรู้สึกโชคดีที่ลูกชายของเขามีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้กลายเป็นเด็กชาวไซย่าแบบปกติไปซะหมด ถึงแม้ตอนเด็กๆ จะถูกปลูกฝังการศึกษาตามแบบฉบับดั้งเดิมของชาวไซย่ามาก็ตาม
พารากัส คุณพ่อชาวไซย่าสายโบราณผู้นี้ สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันในครอบครัวเป็นครั้งแรก ลูกชายที่เกือบจะอัดเขาตายเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่แล้ว
。。。。
บนดาววอมป้า ตราบใดที่ไม่มีพายุทราย ก็สามารถมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่สวยงามและปลอดโปร่งได้ แสงดาวสาดส่องลงมาบนดาวเคราะห์อันรกร้างแห่งนี้อย่างเต็มที่ โบรลี่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอยู่ภายใต้ทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามนี้
ไม่รู้ว่าบินไปนานเท่าไหร่ หลังจากเริ่มรู้สึกเหนื่อยและหิว เขาก็หยุดพักบนยอดเขาแห่งหนึ่ง ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเอง ที่ริมขอบฟ้าที่กำลังจะรุ่งสาง มีวิถีแสงสีน้ำเงินพาดผ่าน นั่นคือยานอวกาศที่บรรทุกเด็กน้อยชาวไซย่าชื่อคาคาร็อต บินผ่านดาววอมป้าไป และกำลังมุ่งหน้าไปยังโลกในจักรวาลนั้น
ในวันต่อๆ มา โบรลี่ใช้ชีวิตประจำวันอันแสนเรียบง่ายด้วยการเอาเลือดไปแลกไข่แมงมุม กินอิ่มก็ไปบินชาร์จพลัง เหนื่อยก็กลับมานอนพักในถ้ำ
รสชาติของไข่แมงมุมวอมป้ายังคงหมาไม่แดกเหมือนเดิม การแลกอาหารปกติมาแบ่งปันกับพ่อเป็นครั้งคราว จึงกลายเป็นสิ่งที่โบรลี่ตั้งตารอคอยมากที่สุด
ส่วนเหตุผลที่ไม่ยอมกินคนเดียวนั้น โบรลี่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนหรอก แค่รู้สึกว่าทำแบบนี้แหละถูกต้องแล้ว
เหมือนกับตอนที่เขาไปที่โลกไทป์-มูน พอเจอภรรยาก็อยากจะหาของกินไปให้ เขาเองก็ชอบที่จะแบ่งปันอาหารให้คนรอบข้างเหมือนกัน
。。。。
เวลาล่วงเลยมาจนถึงปีเอจ 739 อย่างรวดเร็ว ที่ริมขอบชั้นบรรยากาศดาววอมป้า มีเงาร่างสีเขียวอมฟ้ากำลังบินวนรอบดาวเคราะห์ดวงนี้ด้วยความเร็วสุดสยอง เพียงไม่นานก็บินวนรอบดาวเคราะห์ไปแล้วหลายต่อหลายรอบ
[พลังงานมิติเวลาเต็มเปี่ยมแล้ว ต้องการทำการข้ามมิติเลยหรือไม่?]
เมื่อระบบวังคริสตัลที่เงียบหายไปถึงสองปีเด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา เงาร่างสีเขียวอมฟ้านั้นถึงได้หยุดลง
โบรลี่วัยเจ็ดขวบ ตัวสูงกว่าตอนห้าขวบครึ่งศีรษะ ที่เอวมีกระโปรงสีเขียวอมฟ้าที่ทำจากขนตัวบาอัวห้อยอยู่ กลับไปอยู่ในสภาพคนป่าตัวน้อยอีกครั้ง
"แฮ่กๆ"
เขาหอบหายใจอยู่ที่ขอบชั้นบรรยากาศที่อากาศเบาบาง ประกายสีทองในส่วนลึกของดวงตาค่อยๆ จางหายไป
ในช่วงสองปีนี้ เขาทุ่มเทฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองเร็วขึ้น ทลายขีดจำกัดความเร็วของตัวเองในทุกๆ วัน
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมากว่าสองปี เกือบจะสามปี ในที่สุดเขาก็ชาร์จพลังงานมิติเวลาของวังคริสตัลจนเต็ม เมื่อมองดูแต้มความสุขที่เหลือเพียง 18 แต้ม ซึ่งได้มาจากภรรยาที่อยู่ในสถานะมีความสุขค่อยๆ ผลิตให้ โบรลี่ก็แทบจะน้ำตาไหล
ในที่สุด เขาก็จะได้ออกเดินทางไปต่างโลกเพื่อกอบโกยแต้มความสุขอีกครั้งแล้ว
แต่ก่อนไป เขาต้องไปบอกพ่อสักคำก่อน
โบรลี่ลดระดับความสูงลงอย่างรวดเร็ว ที่เขาขึ้นมาสูงขนาดนี้ ก็เพื่อจะทำให้ตัวเองบินได้เร็วขึ้นนั่นเอง
ไม่นาน เขาก็พบพ่อของตัวเอง พารากัส อยู่ตรงขอบหลุมที่พวกตัวบาอัวชอบไปรวมตัวกัน
และคุณพ่อชาวไซย่าคนนี้ กำลังเอาขนตัวบาอัวมาถักเป็นเสื้อผ้าให้ลูกชาย
ชีวิตบนดาววอมป้านั้นแร้นแค้น แถมยังไม่อยากให้ลูกชายเอาแต้มความสุขไปแลกอย่างอื่นนอกจากของกิน พวกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม พารากัสเลยต้องหาวัสดุแถวนี้มาทำเอาเอง
เจ็ดปีผ่านไป คุณพ่อชาวไซย่าคนนี้ก็เรียนรู้วิธีถักทอเสื้อผ้าจากหนังสัตว์ด้วยตัวเอง ถึงฝีมือจะไม่ได้ประณีตอะไรมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้าโอทอปของดาววอมป้าอย่าง เสื้อผ้าขนสัตว์ทำมือ เลยทีเดียว
"อ้าว โบรลี่ วันนี้นายกะจะพักสักหน่อยเหรอ?"
พอเห็นลูกชายมา พารากัสก็ถามด้วยความประหลาดใจ
"ไม่ได้พัก แต่พลังงานมันเต็มแล้ว"
เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบินชาร์จพลังงาน โบรลี่เลยแทบไม่ได้พูดจากับใครตลอดสองปีกว่า
ตอนนี้เขาเลยพูดจาไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก
"เต็มแล้ว?"
พารากัสชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจสุดขีด
เขาเผลอออกแรงดึง เสื้อผ้าขนสัตว์ที่ยังถักไม่เสร็จก็ขาดกระจุย
"เสื้อผ้าขาดแล้ว"
โบรลี่เตือน แต่พารากัสกลับโบกมือปัด
"ใครจะไปสนเรื่องเสื้อผ้าตอนนี้เล่า โบรลี่ คราวนี้ไปต่างโลก นายต้องหาภรรยาให้ได้เยอะๆ นะ ยิ่งเยอะยิ่งดี
แต่ก็อย่าลืมทำให้ค่าความสุขของพวกเธอเพิ่มขึ้นด้วยล่ะ ใครหน้าไหนกล้ามาขวางทางนายหาภรรยา หรือขวางทางเพิ่มค่าความสุขล่ะก็ ไม่ต้องลังเล ซัดมันให้หมอบไปเลย..."
ใครจะรู้ว่าพารากัสรอคอยเวลานี้มานานแค่ไหน ระหว่างที่รอก็เอาแต่วางแผนช่วยลูกชายหาวิธีกอบโกยแต้มความสุขให้ได้มากที่สุด
"โบรลี่ จำไว้นะ พอเจอภรรยาแล้ว อย่าเพิ่งรีบชวนเข้าวังคริสตัลล่ะ นายต้องทำให้ค่าความสุขของพวกเธอพุ่งขึ้นไปให้ถึงขีดสุดก่อน แล้วค่อยชวนพวกเธอเข้าวังตอนช่วงนาทีสุดท้ายก่อนจะกลับมา"
"อื้อ"
โบรลี่ฟังคำสั่งสอนของพ่อ แล้วพยักหน้าจำไว้ทุกข้อ
"แน่นอนว่า ถ้านายบังเอิญไปเจอศัตรูที่แข็งแกร่งจนสู้ไม่ไหวล่ะก็ การรักษาชีวิตตัวเองไว้สำคัญที่สุด อย่างมากก็แค่กลับมาแทะขาแมงมุมที่ดาววอมป้าต่ออีกไม่กี่ปีหรอกน่า"
ข้ามมิติไปต่างโลก ใครจะไปรู้ว่าจะเจออะไรบ้าง พารากัสถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองตอนไปสำรวจดาวเคราะห์ที่อันตรายและแปลกประหลาดในอดีตให้โบรลี่ฟัง
และแก่นแท้ของประสบการณ์นั้นก็คือ ชาวไซย่าต้องรู้จักยืดหยุ่นได้ ถ้าเจอศัตรูที่รับมือไม่ไหวจริงๆ ก็หนีซะ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเลย
"รู้แล้วล่ะ"
โบรลี่รับปากส่งๆ ไปงั้น แต่ในใจไม่ได้อยากแทะขาแมงมุมเลยสักนิด
[ไม่ว่าจะเจอศัตรูที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ต้องสู้ยิบตา]
ด้วยความคิดแบบนั้น โบรลี่ใช้แต้มความสุขที่เหลืออยู่ แลกข้าวหน้าหมูทอดหนึ่งกล่องถ้วนทิ้งไว้ให้พารากัส แล้วจึงกดเลือกทำการข้ามมิติ
。。。。
ที่ริมป่าจิฟุโนระ ทหารจักรวรรดิไล่ต้อนเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ซื้อมาจากพวกค้าทาสลงจากรถขนส่ง
แจกมีดสั้นให้เด็กพวกนั้นคนละเล่มเสร็จ ผู้ชายท่าทางเหมือนนายทหารก็เดินขึ้นไปยืนบนแท่นที่เอาลังไม้มาต่อกัน แล้วตะโกนบอกเด็กที่ผอมโซพวกนั้นว่า "อยากกินอิ่มไหม อยากมีชีวิตรอดไหม ที่นี่ทำให้ความฝันของพวกแกเป็นจริงได้
เห็นป่าตรงนู้นไหม ขอแค่พวกแกรอดชีวิตทะลุป่านั้นไปถึงลานกว้างตรงกลางป่าได้ พวกแกก็จะได้กินข้าวอิ่ม และมีชีวิตอยู่ต่อไป"
เด็กๆ มองตามนิ้วของนายทหารคนนั้น ทั้งๆ ที่เป็นตอนกลางวันแสกๆ แต่ในป่ากลับดูมืดครึ้ม
แถมยังมีเสียงสัตว์ร้ายคำรามลอดออกมาเป็นระยะ ทำเอาเด็กหลายคนหน้าซีดด้วยความกลัว บางคนถึงกับปล่อยโฮออกมา
พวกที่ร้องไห้ส่วนใหญ่คือพวกที่เพิ่งโดนพวกพ่อค้าทาสเฆี่ยนมาไม่กี่ที แล้วก็ถูกส่งตัวมาที่นี่เลย
"เอาล่ะ เข้าไปได้แล้ว"
นายทหารคนนั้นไม่สนใจอะไร สั่งการทันที
"ไม่ นั่นมันเสียงสายพันธุ์อันตราย ฉันเคยได้ยิน ฉันไม่เข้าไปหรอก ฉันจะกลับบ้าน"
เด็กผู้ชายตัวโตคนหนึ่งวิ่งหนีเตลิดไปทางอื่นด้วยความหวาดกลัว
"ปัง!"
จู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้น เลือดสาดกระเซ็นออกจากแผ่นหลังของเด็กผู้ชายที่วิ่งหนี เขาล้มตึงลงกับพื้นทันที
เด็กผู้ชายร้องครวญคราง เขายังไม่ตาย นายทหารที่ยิงปืนกระโดดลงจากแท่น แล้วเดินตรงเข้าไปหา
"โง่เง่าสิ้นดี ถ้าเข้าไปในป่า ยังพอมีลุ้นว่าจะไม่เจอสายพันธุ์อันตราย"
นายทหารชักดาบที่เอวออกมา ไม่ลังเลเลยสักนิด ฟันฉับเดียว หัวของเด็กผู้ชายบนพื้นก็หลุดกระเด็น
"ฉันให้เวลาพวกแกสิบห้านาที ถ้าหมดเวลาแล้วยังมีใครยืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ พวกเราจะฆ่ามันทิ้งซะ"
"พี่คะ..."
ในฝูงชน เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งซุกตัวอยู่ข้างๆ เด็กผู้หญิงที่โตกว่าด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ต้องกลัวนะคุโรเมะ พี่จะปกป้องเธอเอง"
อาคาเมะจับมือน้องสาวแน่น ปลอบใจเสร็จก็เดินตามฝูงชนเข้าไปในป่า
เดินไปได้ไม่ไกล สายพันธุ์อันตรายรูปร่างคล้ายงูก็ทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้ งับเข้าที่เด็กคนข้างหน้าเต็มคำ
เด็กๆ ที่จับกลุ่มกันมาต่างกรีดร้องแตกตื่น วิ่งหนีตายกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่นานก็พลัดหลงกันในป่าจิฟุโนระที่มีแต่สายพันธุ์อันตรายเพ่นพ่าน
อาคาเมะจับมือน้องสาวไว้แน่น พยายามวิ่งหนีไปทางที่ดูปลอดภัยที่สุด
。。。。
ใจกลางป่า ทหารจักรวรรดิกำลังจัดการกับซากสายพันธุ์อันตรายที่ตายแล้ว บนหน้าผาสูงที่อยู่ใกล้ๆ ผู้ชายหัวโล้นคนหนึ่งมองดูป่าที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของสัตว์ร้าย แล้วหันไปถามผู้ชายอีกคนที่นอนอยู่บนก้อนหินด้านหลังว่า "โกซึกิ นายคิดว่าคราวนี้จะมีเด็กผ่านการทดสอบกี่คน?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ปล่อยเด็กเข้าไปตั้งหลายร้อยคน ยังไงมันก็ต้องมีพวกที่มีศักยภาพดีและดวงแข็งพอจะรอดออกมารอดสักสองสามคนแหละน่า"
ชายผมยาวคาบใบหญ้าไว้ในปาก ท่าทางไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่นัก
ก็แหงล่ะ สำหรับเขาแล้ว เด็กพวกนั้นมันก็แค่เบี้ยใช้แล้วทิ้งนั่นแหละ
"ว่าแต่ โกซึกิ นายรับเด็กมาฝึกได้เต็มที่กี่คนน่ะ?"
"ขอคิดดูก่อนนะ อืม อย่างมากก็ฝึกได้สักเจ็ดคนล่ะมั้ง"
"โอเค งั้นฉันจะเก็บเด็กที่ทำผลงานดีที่สุดเจ็ดคนไว้ให้นาย ส่วนพวกที่เหลือที่รอดออกมาได้ ฉันเหมาหมดเลยก็แล้วกัน"
"บิล นายคิดจริงๆ เหรอว่าการปั้นเด็กมาเป็นนักฆ่าตอนนี้ มันจะเอาไปใช้งานได้จริงๆ ในอนาคตน่ะ?"
จู่ๆ โกซึกิก็ถามขึ้นมา
"ตอนนี้จักรวรรดิของเราก็เหมือนทุ่งหญ้าแห้งแล้ง มีควันไฟพวยพุ่งขึ้นมาเต็มไปหมด พอคิดจะดับไฟ จิตใจคนก็แตกแยกจนแยกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู
แต่คิดว่าถ้าเราสร้างนักฆ่าที่เปรียบเสมือนหน่วยดับเพลิงขึ้นมาได้ อย่างน้อยมันก็น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างล่ะน่า"
ชายหัวโล้นตอบ
"แต่ด้วยอายุของเด็กพวกนั้น กว่าจะฝึกจนใช้งานได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยตั้งเจ็ดแปดปี ถึงตอนนั้น จักรวรรดิจะยังอยู่รอดปลอดภัยหรือเปล่าก็ไม่รู้"
"ฮ่าๆ โกซึกิ ฉันว่านายคิดมากไปแล้วล่ะ ต่อให้จักรวรรดิจะเน่าเฟะแค่ไหน แต่มันก็ยืนหยัดมาตั้งพันปีแล้วนะ มันคงไม่ล่มสลายภายในไม่กี่ปีนี้หรอกน่า"
"ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ"
โกซึกิถุยใบหญ้าในปากทิ้ง ชักดาบออกมาแล้วหมุนตัวกลับ
สายพันธุ์อันตรายประเภทนกที่บินโฉบลงมาจากฟ้าหมายจะเอาเขาเป็นเหยื่อ ถูกดาบเล่มนั้นฟันขาดครึ่งทั้งตัวทั้งกรงเล็บในดาบเดียว
"สมกับที่เคยเป็นหนึ่งในสี่ปีศาจรากษสจริงๆ"
เมื่อเห็นแบบนั้น บิลก็เอ่ยชม