- หน้าแรก
- ใครว่าสอบจอหงวนยาก ข้ามีสูตรโกงจากอนาคตนะ
- บทที่ 1 - รุ่งอรุณแห่งหนุ่มชาวนา
บทที่ 1 - รุ่งอรุณแห่งหนุ่มชาวนา
บทที่ 1 - รุ่งอรุณแห่งหนุ่มชาวนา
บทที่ 1 - รุ่งอรุณแห่งหนุ่มชาวนา
ท้องฟ้าโปร่งเมฆบางตาฝูงห่านป่าบินล่องใต้ ผืนน้ำสะท้อนเงาเขาเขียวขจีทอประกายแดดสีแดงฉาน
สีแดงท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำแบ่งออกเป็นสองเฉดสี สีแดงดินเทาที่คดเคี้ยวคือแม่น้ำสายเชี่ยวกราก ส่วนสีแดงเพลิงผืนใหญ่คือทุ่งข้าวฟ่างที่ทอดยาวเต็มยอดเขา
"เกี่ยวข้าวฟ่างกันเว้ย เร่งมือเข้าหน่อย!" เสียงตะโกนสำเนียงท้องถิ่นดังก้องไปทั่วหุบเขา เป็นสัญญาณเปิดฉากฤดูกาลเก็บเกี่ยวประจำฤดูใบไม้ร่วงในปีที่สิบหกแห่งรัชศกหงจื้อ
นี่คือช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดในรอบปี แม้แต่เด็กหนุ่มยังต้องถือเคียวตามผู้ใหญ่มาช่วยกันเร่งเก็บเกี่ยวข้าวฟ่าง
ซูลู่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาเกี่ยวข้าวฟ่างติดกันมาสามวันแล้วถึงเริ่มจับจุดได้ ต้นข้าวฟ่างทั้งสูงทั้งแข็งแถมยังลื่นมือ ไม่ได้จัดการง่ายเหมือนต้นข้าวหรือต้นข้าวสาลี ต้องลงมือให้ทั้งนิ่งและแม่นยำ แถมยังต้องออกแรงฮึดอีกสักหน่อย ถึงได้เรียกว่า 'หั่น' ข้าวฟ่าง
ถ้าอยากหั่นให้ฉับไว มือซ้ายต้องรวบต้นข้าวฟ่างไว้ให้แน่นเพื่อไม่ให้มันล้มเอนไปมา จากนั้นยื่นมือขวาที่ถือเคียวออกไป ทาบชิดกับคันดินแล้วออกแรงดึงกลับมาให้ต้นข้าวฟ่างล้มเข้ามาหาตัว
งานนี้ต้องใช้แรงและที่สำคัญคือต้องมีความอดทน สำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ผ่านไปไม่กี่วันซูลู่ก็ปวดเมื่อยไปทั้งเอวและแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ทุกครั้งที่ตวัดเคียวแขนขวาจะปวดร้าวราวกับฉีกขาด
เขากัดฟันฝืนเกี่ยวจนเสร็จไปหนึ่งร่องก็ทิ้งตัวลงนั่งพิงกองฟางพร้อมกับหอบหายใจฮัก สภาพของเขายังกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ ใบหน้าและท่อนแขนแสบร้อนเป็นริ้วๆ
ซูลู่มองดูท่อนแขนที่ถูกแดดเผาจนดำเกรียม บนนั้นเต็มไปด้วยรอยบาดเล็กๆ จากใบข้าวฟ่าง เหงื่อที่ไหลซึมไม่หยุดยิ่งทำให้ผิวหนังแสบสัน ผสมปนเปกับความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รสชาติของมันทำให้เขาแทบอยากจะด่าสวรรค์
สวรรค์สมควรโดนด่าจริงๆ ไม่ยอมบอกกล่าวกันสักคำก็โยนพนักงานออฟฟิศในเมืองอย่างเขามาเป็นชาวนาในชนบท แถมยังย้อนเวลากลับมาเมื่อห้าร้อยปีก่อนในยุคราชวงศ์หมิงอีกต่างหาก!
เท่านั้นไม่พอยังทิ้งเขาไว้ในดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเสฉวนกับกุ้ยโจว! นี่มันเวรกรรมอะไรกันเนี่ย!
เมื่อก่อนซูลู่เคยหลงใหลวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ในชนบท เขามักจะฝันอยากหนีจากป่าคอนกรีตที่แสนอึดอัด กลับไปทำนาเลี้ยงไก่ใช้ชีวิตอิสระเสรี
แต่พอได้มาอยู่ชนบทเข้าจริงๆ เขากลับพบว่าตัวเองก็แค่คนเห่อของใหม่ เขาแทบจะทนรับความยากลำบากที่ต้องตากแดดตากลมร้อนระอุวันแล้ววันเล่าแบบนี้ไม่ไหว
เจ้าของร่างคนเดิมก็เพิ่งจะเป็นลมแดดหมดสติไปกลางทุ่งข้าวฟ่างในฤดูร้อนที่ผ่านมา ซูลู่ถึงได้สบโอกาสเข้ามาสิงร่างนี้แทน
ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาซูลู่ก็คอยระมัดระวังคำพูดและการกระทำมาตลอดเพราะกลัวจะความแตก แต่เขากลับพบว่าตัวเองคิดมากไปเอง แม่ของร่างนี้จากไปนานแล้ว ส่วนพ่อกับพี่ชายก็เป็นพวกไม่คิดเล็กคิดน้อย จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาเลย
กลับเป็นตัวเขาเองที่ถูกงานเกษตรอันหนักหน่วงกดทับจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าท่ามกลางหุบเขาลึกทางตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้ เขาไม่มีที่ให้หนีไปไหนได้เลย จึงทำได้เพียงกัดฟันสู้ต่อไป
เฮ้อ ชีวิตแบบนี้เมื่อไหร่จะจบสิ้นสักทีนะ
ขณะที่ซูลู่กำลังถอนหายใจยาว จู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งมุดออกมาจากทุ่งข้าวฟ่าง เดินโซเซเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา ถอดหมวกสานออกพัดคลายร้อนพลางหอบหายใจเสียงดัง
นั่นคือพ่อของเขาในชาตินี้ นามว่าซูโหย่วไฉ เป็นชายผิวขาวหน้าตาเกลี้ยงเกลา ท่าทางสุภาพเรียบร้อย ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไม่น้อย
ซูลู่มาอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าแล้ว เขาพอจะจับทางสถานการณ์ในครอบครัวได้ พ่อของเขาเป็นนักเรียนเตรียมสอบบัณฑิตที่สอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปีที่แล้วก็เริ่มสอนหนังสือในโรงเรียนประจำตระกูล แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว นักเรียนต่างก็ต้องกลับไปช่วยที่บ้านทำงาน แม้แต่คนเป็นครูเองก็หนีไม่พ้น
ซูโหย่วไฉพัดลมอยู่สองสามทีก็ทำหน้ามุ่ยบ่นกับลูกชาย "รีบนวดแขนให้พ่อที ปวดเมื่อยไปหมดแล้ว"
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ในเมื่อมาเป็นลูกชายก็ต้องทำตามอย่างว่าง่าย ซูลู่จึงใช้มือซ้ายช่วยนวดคลึงกล้ามเนื้อแขนขวาให้ผู้เป็นพ่อ
"โอ๊ย โอย..." ซูโหย่วไฉถึงกับร้องโอดครวญออกมาทันที
"ลูกเอ๊ย แขนเจ้าก็คงเมื่อยเหมือนกันสินะ เดี๋ยวพ่อช่วยนวดให้มา" เขากุมแขนขวาของลูกชายไว้แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือช่วยนวดคลึง "พวกเรามีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน"
"โอ๊ย โอย..." ซูลู่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แสนจะสะท้านทรวงจนต้องร้องโอดครวญออกมาเช่นกัน และเผลอลงน้ำหนักมือแรงขึ้น สองพ่อลูกจึงผลัดกันร้องโอดครวญดังระงมไปทั่ว
ร้องไปร้องมาจู่ๆ เบื้องหน้าก็มืดครึ้มลง ชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินมาบังแสงแดดไว้
ชายคนนั้นมีคิ้วเข้มตาโต ร่างกายบึกบึนกำยำ เขายื่นมือที่ใหญ่ราวกับพัดใบลานส่งเถาแตงป่าที่มีแตงหวานลูกเล็กลูกห้อยอยู่สองลูกมาให้
"กินแตงสิ เก็บมาจากในไร่" ชายร่างใหญ่ยิ้มอย่างซื่อสัตย์ เขาคือพี่ชายแท้ๆ ของซูลู่ นามว่าซูไท่ ตอนที่ซูลู่ป่วยเป็นลมแดดก่อนหน้านี้ก็ได้เขาคนนี้นี่แหละที่คอยดูแลตลอด
"พวกเจ้าสองคนกินเถอะ" ซูโหย่วไฉโบกมือปฏิเสธ ดูมีมาดความเป็นพ่อขึ้นมาหน่อย
"ข้ากินมาแล้ว" ซูไท่ยิ้มพลางโยนเถาแตงให้ทั้งสองคนแล้วหันหลังเดินกลับไป
"พี่จะไปไหนน่ะ" ซูลู่รีบถาม "นั่งพักก่อนสิ"
"ไม่เหนื่อย เดี๋ยวข้าไปเกี่ยวต่ออีกร่อง" ซูไท่ส่ายหน้าแล้วถือเคียวเดินกลับเข้าทุ่งข้าวฟ่างไป ท่อนแขนล่ำสันตวัดเพียงไม่กี่ครั้งก็เกี่ยวข้าวฟ่างล้มไปเป็นสิบต้น จากนั้นใช้เข่าดันโคนต้นแล้วเอาเชือกฟางมัดรวบจนแน่น
เพียงไม่นานเขาก็เกี่ยวข้าวฟ่างไปได้ครึ่งร่อง
ซูลู่กับซูโหย่วไฉสองคนรวมกันยังทำงานได้ไม่เท่าซูไท่คนเดียวเลย
"โชคดีที่มีพี่รอง..." ซูลู่มองแผ่นหลังของซูไท่ด้วยความซาบซึ้งใจ
"นั่นสิ ไม่ถ้างั้นพวกเราคงโดนป้าของเจ้าด่าหูชาอีกแน่" ซูโหย่วไฉใช้แขนเสื้อเช็ดแตงทั้งสองลูก จากนั้นบิลูกที่ใหญ่กว่าออกเป็นสองซีกแล้วส่งให้ซูลู่ครึ่งหนึ่ง
สองพ่อลูกกัดแตงเคี้ยวกร้วมๆ อันที่จริงมันก็ไม่ได้หวานอะไรมากมายนัก แต่ซูลู่กลับรู้สึกชุ่มคอชื่นใจ ได้กลิ่นหอมชื่นใจและรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
ซูโหย่วไฉยิ่งโคลงศีรษะไปมาพร้อมกับแต่งกลอนสดออกมาว่า "หวานยิ่งกว่าลิ้นจี่แต่ปราศจากความร้อนรุ่ม สดชื่นดั่งสาลี่ทว่าเลิศรสกว่านัก แม้ไม่ใช่ท้อสวรรค์บนสรวงสวรรค์แต่ก็ช่วยดับกระหายให้คนบนดิน แม้มิใช่ผลไม้เซียนทว่าก็ช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้าจากการทำนา..."
ซูลู่อดรู้สึกนับถือสุดหัวใจ พลางคิดในใจ 'ข้าคงพูดได้แค่ว่า นี่มัน โคตรอร่อยเลย...'
"พี่รอง เลิกพร่ำเพ้อได้แล้ว! น้องสามถูกคนรุมตี!" ตอนนั้นเอง อาหญิงของซูลู่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาตามริมฝั่งแม่น้ำ พอเห็นซูโหย่วไฉก็รีบตะโกนบอกทันที
"อะไรนะ ข้าก็ว่าอยู่ทำไมหายหัวไปเลย!" ซูโหย่วไฉกระโดดผุดลุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับถามด้วยความตกใจ "ไอ้สารเลวหน้าไหนมันกล้าตี!"
"คนตระกูลเฉิง ข้าบังเอิญเห็นตอนกำลังเอาข้าวมาส่ง!" อาหญิงของซูลู่เหงื่อแตกพลั่ก ตะกร้าข้าวก็ไม่รู้เอาไปทิ้งไว้ไหน
"เร็ว พาข้าไปเดี๋ยวนี้!" ซูโหย่วไฉทิ้งเปลือกแตงแล้ววิ่งตามน้องสาวไปช่วยอีกคน
พอเห็นซูไท่วิ่งตึงตังตามไปติดๆ ซูลู่ก็จำใจต้องคว้าไม้คานแล้ววิ่งตามไปเช่นกัน
"พวกนั้นคนเยอะ พี่ต้องคุยด้วยเหตุผลนะ อย่าลงไม้ลงมือเด็ดขาด" อาหญิงวิ่งพลางแสดงความความกังวล
"ไม่ต้องห่วง ปัญญาชนใช้ปากไม่ใช้กำลัง" ซูโหย่วไฉพยักหน้ารับ
"ก็ดีแล้ว" เธอค่อยเบาใจลงหน่อย
ระหว่างที่คุยกันก็มีเสียงด่าทอและเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากข้างหน้า ตามมาด้วยเสียงตุบตับของการลงไม้ลงมือ
ซูโหย่วไฉรีบเร่งฝีเท้าอ้อมทุ่งข้าวฟ่างไป พอถึงลานกว้างที่เกี่ยวข้าวฟ่างเสร็จแล้วก็เห็นคนตระกูลเฉิงหกเจ็ดคนกำลังรุมสกรัมน้องสามของเขาจนหน้าบวมปูดและเต็มไปด้วยเลือด
"บรรพบุรุษเอ็งสิ!" ซูโหย่วไฉพอเห็นสภาพน้องชายก็เลือดขึ้นหน้า ก้าวสาดยาวพุ่งเข้าไปกระโดดถีบคนตระกูลเฉิงล้มไปหนึ่งคน ส่วนตัวเองก็ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง
คนตระกูลเฉิงคนอื่นๆ เห็นแบบนั้นก็โกรธจัด ยกเท้ากระทืบซูโหย่วไฉจนสบักสบอม ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงตวาดลั่น "ใครกล้าแตะต้องพ่อข้า!"
ซูไท่ย่อตัวลงต่ำแล้วใช้ไหล่กระแทกราวกับกระทิงป่าพุ่งชน ส่งร่างพวกนั้นลอยกระเด็นไปเป็นแถบ
"พี่รอง ข้ามาช่วยแล้ว..." ซูลู่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะคว้าท่อนไม้พุ่งเข้าร่วมวงไปตะลุมบอล สองพ่อลูกตระกูลซูจึงเปิดฉากตะลุมบอนกับคนตระกูลเฉิงกลางทุ่งข้าวฟ่างอย่างดุเดือด!
"หยุดตีกันได้แล้ว อย่าตีกัน!" เสียงกรีดร้องของอาหญิงดังก้องไปทั่วทุ่ง "ใครก็ได้ช่วยด้วย คนตระกูลเฉิงทำร้ายคน!"
ไม่นานนักคนในตระกูลซูและคนตระกูลเฉิงที่ทำนาอยู่แถวนั้นต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยฝั่งตัวเอง ทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลายจนเกินควบคุม...