- หน้าแรก
- ราชันย์หมื่นอสูร
- บทที่ 43 - หนึ่งศึกตัดสินเป็นตาย
บทที่ 43 - หนึ่งศึกตัดสินเป็นตาย
บทที่ 43 - หนึ่งศึกตัดสินเป็นตาย
บทที่ 43 - หนึ่งศึกตัดสินเป็นตาย
"ไม่มีปัญหาขอรับท่านปู่ ข้าจะทำให้คนที่กล้าหักแขนขาน้องรองต้องตายอย่างอนาถที่สุด" ซูซานตอบรับเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันไปถามซือคงจิ้ง "เจ้านักโทษ การประลองเป็นตาย เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่"
ซูเยว่ซีบีบมือซือคงจิ้งแน่น นางส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย "ท่านพี่จิ้ง..."
"ต่อให้เจ้าไม่รับคำท้าก็ไม่ได้ เจ้าหนีไม่พ้นหรอก" ซูซานก้าวอาดๆ เข้ามา ลมปราณพลุ่งพล่าน กดดันเข้าใส่ซือคงจิ้งอย่างรุนแรง
"ขอบเขตเร้นลับขั้นห้า"
ซูเจิ้งหลงเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ ระดับพลังของซูซานเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก เขาเคยประเมินไว้ว่าน่าจะอยู่เพียงขอบเขตเร้นลับขั้นสามเท่านั้น
"ขอบเขตเร้นลับขั้นห้า ซูซานเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน" แขกเหรื่อทั้งงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าเคร่งเครียด
ในเมืองอวิ๋นเหย่ ด้วยอายุของซูซานสามารถบรรลุถึงขอบเขตเร้นลับขั้นห้าได้ ก็นับเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนหนึ่งแล้ว
หลัวทงลดเสียงพูดพึมพำ "บรรพบุรุษตระกูลซูทำบุญด้วยอะไรกัน ซูเจิ้งหลงเพิ่งบาดเจ็บสาหัสไปแท้ๆ กลับมีซูซานโผล่มาอีกคน แบบนี้จะไม่ให้อีกสามตระกูลใหญ่ปวดหัวได้อย่างไร"
เพราะการปรากฏตัวของซูซาน แขกเหรื่อต่างก็หันกลับมาให้ความสำคัญกับตระกูลซูอีกครั้ง
หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่เพิ่งผงาดขึ้นมานี้ อนาคตอาจจะก้าวขึ้นไปเหยียบย่ำอีกสามตระกูลที่เหลือก็เป็นได้ ไม่มีผู้ใดอาจต้านทาน
ท่ามกลางเสียงอุทานชื่นชมของทุกคน น้ำเสียงราบเรียบของซือคงจิ้งก็ดังแว่วขึ้น "เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการประลองเป็นตาย"
น้ำเสียงของเขายังคงไม่แยแสสิ่งใด
"ทำไม หรือว่าเจ้าคิดจะคุกเข่าอ้อนวอน ฮ่าฮ่า สายไปแล้ว"
ซูซานก้าวเข้ามาใกล้อีก ลมปราณโหมกระหน่ำกดทับ
ในสายตาของทุกคน ซือคงจิ้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันนั้นเปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่ลอยเคว้งอยู่กลางพายุฝน พร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ
"ช้าก่อน" ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าของซูเจิ้งหลงก็ดังขึ้น
ในจังหวะวิกฤตนี้ เขากลับเดินไปหยุดอยู่ข้างกล่องของขวัญของตนเอง จ้องมองซูเสวี่ยเฟิงเขม็งด้วยแววตาหนักอึ้ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านพ่อ โปรดละเว้นลูกเขยของข้าด้วยเถิด"
"เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ" ซูเสวี่ยเฟิงตอกกลับอย่างไร้เยื่อใย
ปัง
ซูเจิ้งหลงกระชากเปิดฝากล่องของขวัญในมืออย่างแรง รูปสลักของท่านย่าของซูเยว่ซีปรากฏแก่สายตาทุกคนทันที
ชั่วพริบตานั้น ซูเสวี่ยเฟิงที่มีสีหน้าเย็นชาก็ถึงกับตะลึงงัน
"ท่านพ่อ นี่คือของขวัญที่ข้าตั้งใจนำมามอบให้ท่านในวันนี้ โปรดเห็นแก่หน้าท่านแม่ ละเว้นลูกเขยของข้าสักครั้งเถิด"
"ข้ากับเจิ้งเทาเป็นพี่น้องกัน ข้าเป็นบุตรชายของท่าน พวกเราสมควรจะเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันมิใช่หรือ เหตุใดถึงต้องมาห้ำหั่นกันเอง เหตุใดถึงต้องบีบคั้นพวกข้าให้ถึงทางตันด้วย"
"ข้าซูเจิ้งหลง นำพาตระกูลซูก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ แต่ข้าไม่เคยอวดอ้างความดีความชอบ"
"ข้าเพียงขอให้ท่านพ่อมอบความเป็นธรรมแก่บุตรสาวและลูกเขยของข้า ขอเพียงท่านพ่อสนใจไยดีพวกเขาบ้างสักนิด"
"หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ นางย่อมไม่อยากเห็นภาพบาดหมางเช่นนี้แน่ ท่านว่าจริงหรือไม่"
ถ้อยคำของซูเจิ้งหลงแฝงความโศกเศร้า ทุกถ้อยคำกรีดลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ ทำให้แขกเหรื่อหลายคนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
จากนั้น ซูเจิ้งหลงก็หันไปทางซูเจิ้งเทา "น้องรอง เราเป็นสายเลือดเดียวกัน ข้าผู้เป็นพี่ชายคิดมาตลอดว่าเหตุใดเจ้าถึงผูกใจเจ็บข้านักหนา แต่ช่างมันเถอะ"
"โปรดเห็นแก่ท่านแม่ บอกให้ซูซานหยุดมือเถิด"
ซูเจิ้งเทาก้มหน้าลง ไม่เอ่ยคำใด สายตาเหลือบมองไปที่ซูเสวี่ยเฟิง
เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าซูเจิ้งหลงจะงัดไม้นี้มาใช้ หากบิดาใจอ่อนขึ้นมาล่ะก็ คงยุ่งยากแน่
พี่น้องสายเลือดเดียวกันอะไรกัน เขาไม่สนหรอก
ซูเจิ้งเทารู้เพียงว่า หากพี่ชายไม่ตาย เขาก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากฝันร้ายนี้ ไม่มีวันหลุดพ้นจากเงาความยิ่งใหญ่ของพี่ชายได้
จู่ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ซูเสวี่ยเฟิงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาซูเจิ้งหลง ก่อนจะหยุดยืน ฝ่ามือของเขาลูบไล้รูปสลักใบหน้าท่านย่าของซูเยว่ซีที่เหมือนจริงราวกับมีชีวิต
ซูเจิ้งหลงมองซูเสวี่ยเฟิงด้วยความหวังเปี่ยมล้น
วินาทีถัดมา เพล้ง
รูปสลักแหลกสลายคามือของซูเสวี่ยเฟิง
ใบหน้าของซูเจิ้งหลงซีดเผือดลงทันตา เขาตะโกนลั่น "ท่านพ่อ"
ซูเสวี่ยเฟิงหันขวับกลับมา น้ำเสียงเย็นเยียบ "ซูเจิ้งหลง เลิกเอาคนตายมาขู่ข้าได้แล้ว ข้าไม่หลงกลมุกตื้นๆ ของเจ้าหรอก"
ซูเจิ้งหลงถอยกรูดไปด้านหลัง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
เหตุใดผู้เป็นบิดาถึงได้ใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้ แม้แต่รูปสลักของมารดาก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขาได้หรือ
เขาถึงกับลงมือทำลายรูปสลักของมารดาด้วยตนเองเชียวหรือ
"หากเจ้ารู้จักความรักฉันท์พี่น้อง เจ้าก็ไม่ควรปล่อยให้นักโทษคนนี้หักแขนขาซูหยาง"
"หากเจ้าไม่อยากให้พ่อลูกต้องมาเข่นฆ่ากันเอง เจ้าก็ไม่ควรปล่อยให้นังอัปลักษณ์นี่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ให้มันมาสร้างความอัปยศอดสูแก่ตระกูลซู"
ซูเสวี่ยเฟิงตะวาดเสียงดังลั่น ก่อนจะหันขวับไปมองซูซาน "ลงมือ ฆ่าเจ้านักโทษนั่นซะ"
"ขอรับ ท่านปู่"
ซูซานแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ นั่นคือท่วงท่าเตรียมพร้อมของวิชาแปดดาบอสนีบาตทองคำ
"เจ้านักโทษ เจ้าทำลายน้องรองของข้า ข้าจะสับแขนสับขาเจ้าทีละชิ้นๆ"
สิ้นคำ ดาบก็ฟาดฟันลงมา
อสนีบาตทองคำดาบที่หนึ่งพุ่งเข้าใส่ซือคงจิ้งอย่างเกรี้ยวกราด ประกายดาบราวกับสายฟ้าฟาด แหวกอากาศจนเกิดเสียงบาดหู
"ท่านพี่จิ้ง..."
ท่ามกลางประกายดาบ เสียงกรีดร้องโหยหวนของซูเยว่ซีก็ดังขึ้น นางถูกซือคงจิ้งผลักออกไป ล้มกลิ้งไปอยู่ในอ้อมกอดของเหมยเสี่ยวฟาง นางได้แต่มองดูประกายดาบอันทรงพลังนั้นฟาดฟันลงมาอย่างไม่อาจต้านทาน
หลังจากนี้ ชะตากรรมของซือคงจิ้งจะเป็นเช่นไร ย่อมไม่ต้องเดา หากไม่ตายก็คงพิการ
"จบสิ้นแล้ว"
ซูเจิ้งหลงทรุดตัวลงนั่งข้างเศษซากรูปสลักมารดา หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้นเหตุที่ซูหยางถูกหักแขนขาก็เพราะเจ้าตัวเป็นฝ่ายท้าประลองก่อน
และต่อให้เยว่ซีจะอัปลักษณ์เพียงใด นางก็ยังเป็นหลานสาวของท่านไม่ใช่หรือ เหตุใดนางถึงไม่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
หากซือคงจิ้งตาย เยว่ซีคงต้องใจสลายเป็นแน่
เคร้ง
ในเสี้ยววินาทีที่ซูเจิ้งหลงรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังมืดมิด เสียงโลหะปะทะกันก็ดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงจัดเลี้ยง ตามมาด้วยเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง "เป็นไปไม่ได้"
ซูเจิ้งหลงสะดุ้งสุดตัว รีบลืมตาขึ้นดู ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ณ ใจกลางห้องโถง ซือคงจิ้งที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าไปคว้าดาบมาจากที่ใดตั้งแต่เมื่อไร เขาใช้ดาบเล่มนั้นรับการโจมตีอันรุนแรงของซูซานเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ลมปราณสายหนึ่งแผ่ซ่านออกจากร่างของเขา
"ขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้า"
วินาทีนั้น ซูเจิ้งหลงผุดลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนลั่น
เมื่อสิบวันก่อน ตอนที่ซือคงจิ้งจัดการซูหยาง เขายังอยู่เพียงขอบเขตเบิกสว่างขั้นสี่เท่านั้น เขาบรรลุขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้าตั้งแต่เมื่อไรกัน
"ขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้า ไอ้นี่มันแสร้งเป็นหมูหลอกกินพยัคฆ์หรือนี่"
ซูเจิ้งเทาเบิกตากว้าง เมื่อสิบวันก่อนที่หอคุมกฎตระกูลซู เขาเองก็เคยตรวจสอบระดับพลังของซือคงจิ้งเช่นกัน
และในสายตาของซูเจิ้งเทา เวลาเพียงสิบวันย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเลื่อนจากขอบเขตเบิกสว่างขั้นสี่ไปสู่ขั้นเก้าได้
เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ซือคงจิ้งจงใจปกปิดพลังที่แท้จริงเอาไว้
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ประกายดาบของซูซานก็แตกกระจาย เขาจ้องมองซือคงจิ้งด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก
"คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะซ่อนพลังเอาไว้ ที่แท้เจ้าก็อยู่ขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้านี่เอง"
"แต่ว่า ภายใต้ขอบเขตเร้นลับ ล้วนเป็นดั่งมดปลวก"
สิ้นคำ ประกายดาบก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงไปด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบ รังสีอำมหิตของซูซานทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ผู้คนที่รายล้อมซึ่งกำลังตกตะลึง กลับมานั่งลงตามเดิมอีกครั้ง
หลัวทงเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่มีประโยชน์หรอก ความห่างชั้นระหว่างขอบเขตเร้นลับและเบิกสว่างนั้นไม่อาจก้าวข้ามได้ เจ้านักโทษนี่ก็แค่ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น"
"แต่ก็นับว่าเก่งกาจไม่เบา อายุยังน้อยแต่กลับบรรลุถึงขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้าได้ เพียงพอกับการมีที่ยืนในเมืองอวิ๋นเหย่แล้ว"
"น่าเสียดาย ที่เขาต้องตายเสียแล้ว"
ไม่มีใครในที่นั้นคิดว่าซือคงจิ้งจะเอาชนะได้ ขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้าก็แค่ยื้อเวลาตายออกไปให้นานขึ้นอีกนิดเท่านั้น
[จบแล้ว]