- หน้าแรก
- ราชันย์หมื่นอสูร
- บทที่ 9 - พ่อตาซูเจิ้งหลง
บทที่ 9 - พ่อตาซูเจิ้งหลง
บทที่ 9 - พ่อตาซูเจิ้งหลง
บทที่ 9 - พ่อตาซูเจิ้งหลง
ก่อนหน้านี้การที่ซือคงจิ้งลงมือตบตีสาวใช้และบ่าวของซูอวิ๋นยังพอเข้าใจได้ เพราะคนเหล่านั้นมีวรยุทธ์อ่อนด้อย แต่คนของหอคุมกฎคือยอดฝีมือระดับหัวกะทิของตระกูลซู เขากลับเอาชนะได้อย่างนั้นหรือ
อาการป่วยของเขาหายดีตั้งแต่เมื่อใดกัน
ซูเจิ้งเทาที่เคยวางท่าสบายอารมณ์ลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ เขากำลังจ้องเขม็งไปยังซือคงจิ้งที่อยู่กลางหอคุมกฎ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พอเขาตั้งสติได้การต่อสู้ก็จบลงเสียแล้ว
สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจยิ่งกว่าก็คือ กลิ่นอายบนร่างของซือคงจิ้งเป็นเพียงขอบเขตเบิกสว่างขั้นสามเท่านั้น
ความห่างชั้นของระดับพลังเป็นสิ่งที่ข้ามผ่านได้ยากยิ่ง การจะต่อสู้ข้ามระดับนั้นยากลำบากแสนเข็ญ ยิ่งไปกว่านั้นซือคงจิ้งยังต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือตระกูลซูนับสิบคนที่มีระดับพลังสูงกว่าเขารวดเดียวถึงสองขั้น
แต่เขากลับชนะ ในเวลานี้ซือคงจิ้งกำกระบองอาญาไว้ในมือยืนตระหง่านอยู่กลางโถง ท่วงท่าโอหังไร้ผู้ต่อกร!
จากนั้นซือคงจิ้งก็ค่อยๆ หลับตาลง ซึมซับพลังลมปราณภายในร่าง
ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เคล็ดวิชาสังหารจักรพรรดิทลายคุกสวรรค์ ช่างแข็งแกร่งจริงๆ!
หากเป็นเมื่อก่อน ด้วยระดับพลังขอบเขตเบิกสว่างขั้นสามเขาก็สามารถเอาชนะได้เช่นกัน แต่จะไม่มีทางบดขยี้ได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เลือดในกายราวกับถูกพลังลมปราณของเคล็ดวิชาสังหารจักรพรรดิทลายคุกสวรรค์ชักนำ มันยังคงเดือดพล่านอย่างบ้าคลั่ง
"บังอาจนัก เป็นแค่นักโทษต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรมาอาละวาดในหอคุมกฎตระกูลซู"
ทันใดนั้นซูอวิ๋นที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาก็ได้สติกลับมา นางกรีดร้องลั่น "ท่านพ่อ ฆ่ามันเลย"
แววตาของซูเจิ้งเทาสาดประกายอำมหิต ดูเหมือนว่านักโทษผู้นี้ก่อนที่จะถูกจับขังคุกคงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่
ทว่าในเมื่อตอนนี้ถูกเนรเทศมาแล้ว หนำซ้ำยังถูกเจ้าเมืองอวิ๋นโจวจงใจประทานงานแต่งให้กับหญิงอัปลักษณ์ นั่นหมายความว่าเขาไม่มีเบื้องหลังใดๆ คอยหนุนหลังอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนี้ พลังลมปราณบนร่างของซูเจิ้งเทาก็พวยพุ่งทะยานขึ้นไปแตะขอบเขตเร้นลับในพริบตา
"สามีของซูเยว่ซี บังอาจอาละวาดในหอคุมกฎตระกูลซูอย่างอุกอาจ โทษประหาร!"
สิ้นคำประกาศ ซูเจิ้งเทาก็ก้าวลงมาจากแท่นพิจารณาคดีทีละก้าว พลังลมปราณขอบเขตเร้นลับกดดันตรงเข้าหาซือคงจิ้ง
ในเวลาเดียวกัน ซือคงจิ้งก็ลืมตาขึ้นประสานสายตากับอีกฝ่าย
ต่อให้เคล็ดวิชาสังหารจักรพรรดิทลายคุกสวรรค์จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ขอบเขตเบิกสว่างขั้นสามคิดจะทะลวงข้ามเขตแดนใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่จงอย่าลืมว่าซือคงจิ้งคือแม่ทัพไร้พ่าย จิตสังหารจากการกรำศึกในสมรภูมิของเขา... ยังคงอยู่!
เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถสังหารซูเจิ้งเทาได้ แต่แน่นอนว่าต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงลิ่ว
ทว่าซือคงจิ้งผ่านฉากนองเลือดมามากเพียงใด การต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายในสนามรบนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้เขาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขากระชับกระบองอาญาในมือ ก้าวเท้าเดินสวนกลับไปหาซูเจิ้งเทาด้วยรังสีฆ่าฟันอันเดือดพล่าน
ตู้ม...
วินาทีต่อมา ระดับพลังของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเบิกสว่างขั้นสี่
น่าเสียดายที่เขามีเวลาน้อยเกินไป หากให้เวลาเขาอีกสักนิด การเด็ดหัวซูเจิ้งเทาก็คงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"ทำอย่างไรดี ไม่มีทางชนะแน่ เขาต้องตายแน่ๆ!"
ซูเยว่ซีรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของท่านอาสองดี นางร้อนใจแทบคลั่งแต่นางก็สอดมือเข้าช่วยไม่ได้เลย แม้แต่จะขยับตัวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
พลังลมปราณของท่านอาสองซูเจิ้งเทา กดดันผลักให้นางต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ
ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง เสียงแหบพร่าก็ดังขึ้นจากนอกประตูกะทันหัน "น้องสอง เจ้ารังแกเด็กโย่วรุ่นหลัง ไม่ละอายใจบ้างหรือ"
พอเสียงนี้ดังขึ้น ซูเยว่ซีก็สะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองที่ประตูหอคุมกฎทันที
ภาพที่เห็นคือชายวัยกลางคนใบหน้าซีดเซียวผู้หนึ่ง กำลังใช้ไม้เท้าพยุงร่างเดินสั่นเทาเข้ามาด้านใน
ซูเยว่ซีร้องตะโกนด้วยความดีใจสุดขีด "ท่านพ่อ!"
พูดจบนางก็วิ่งถลารีบเข้าไปประคองชายวัยกลางคนผู้นั้น เขาคือซูเจิ้งหลง บิดาของซูเยว่ซีนั่นเอง
ในเวลาเดียวกัน พลังลมปราณทั่วร่างของซูเจิ้งเทาก็แข็งค้าง ฝีเท้าที่กำลังบีบคั้นซือคงจิ้งหยุดชะงัก เขาหรี่ตาแคบเพ่งมองซูเจิ้งหลง
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซูเจิ้งเทาจึงเอ่ยปากถาม "พี่ใหญ่ ท่านมาได้อย่างไร"
พี่ใหญ่ของเขาคนนี้ ไม่ใช่ว่าควรจะนอนซมอยู่บนเตียงหรอกหรือ
ทุกคนในตระกูลซูต่างรู้ดีว่า นับตั้งแต่การประลองสู้ศึกเมื่อสิบปีก่อน ซูเจิ้งหลงบิดาของซูเยว่ซีก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่เคยหายขาด เขามักจะหมดสติอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีเรี่ยวแรงจะมาจัดการเรื่องราวในครอบครัวได้เลย
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีบ่าวไพร่คนไหนกล้ากำเริบเสิบสานมาหยามเกียรติลูกสาวของเขาอย่างซูเยว่ซีหรอก
แต่ทำไมเขาถึงโผล่มาในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ได้ล่ะ
ซูเจิ้งหลงที่อยู่ตรงประตูถูกซูเยว่ซีประคองไว้ เขายังคงหอบหายใจไม่หยุด ทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
"ได้ยินว่าลูกสาวคนรองผู้แสนซื่อสัตย์ของข้าฆ่าบ่าวชั่วไปคนหนึ่ง ข้าดีใจมากเลยแวะมาดูเสียหน่อย"
"คิดไม่ถึงว่า จะบังเอิญมาเห็นน้องสองกำลังรังแกเด็กโย่วรุ่นหลังพอดี ยิ่งทำให้ข้าเซอร์ไพรส์เข้าไปใหญ่"
น้ำเสียงของซูเจิ้งหลงเต็มไปด้วยความประชดประชัน
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของซูเจิ้งเทาก็ยิ่งดำทะมึน เขาตอบเสียงเย็น "พี่ใหญ่พูดเล่นแล้ว ข้าในฐานะนายหอคุมกฎตระกูลซู กำลังตามจับตัวคนบาปที่บังอาจอาละวาดในหอคุมกฎ ซึ่งก็คือลูกเขยนักโทษราคาถูกของท่านนั่นแหละ"
พี่น้องสองคนสนทนากันเพียงไม่กี่ประโยค ทว่ากลับดุเดือดราวกับน้ำและไฟ
ซูเจิ้งหลงยักไหล่ "นั่นก็เรียกว่ารังแกเด็กอยู่ดี... แถมเจ้าดูเหมือนกำลังรังแกลูกสาวข้าด้วยใช่ไหม"
ประโยคสุดท้าย ใบหน้าที่ซีดเซียวแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา แววตาสาดประกายเยียบเย็น
"ลูกสาวของซูเจิ้งหลงผู้นี้ ต่อให้ไปเอาหมูที่บ้านมาสักตัวแล้วจะทำไม ต่อให้ฆ่าบ่าวชั่วที่กล้ามาหยามเกียรตินางแล้วจะทำไม"
"แน่นอนว่าเจ้าคือนายหอคุมกฎ ต้องจัดการตามกฎตระกูล"
"แต่การจะไต่สวนลูกสาวข้า เจ้าเคยถามข้าหรือยัง เคยแจ้งข้าหรือยัง น้องสอง พี่ใหญ่คนนี้ยังไม่ตายนะ"
สิ้นเสียงตวาดกร้าว ร่างของซูเจิ้งหลงก็ยืดหยัดตรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน พลังลมปราณบนร่างพวยพุ่งออกมา ชั่วพริบตาก็พุ่งไปถึงขอบเขตเร้นลับ แต่นั่นยังไม่จบ พลังยังคงทะยานสูงขึ้นไปจนแตะขอบเขตมนุษย์!
[จบแล้ว]