- หน้าแรก
- ตื่นเถิดพี่สะใภ้ นิยายเรื่องนี้ข้าขอพลิกบทเอง
- บทที่ 1: หนึ่งวันหนึ่งความดี
บทที่ 1: หนึ่งวันหนึ่งความดี
บทที่ 1: หนึ่งวันหนึ่งความดี
หิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขาเขียวขจี ยามรุ่งสางที่ขอบฟ้าทิศตะวันออกเพิ่งเริ่มทอแสงเรืองรองและผืนปฐพียังคงสลัวราง แสงสะท้อนจากหิมะบนยอดเขากลับสว่างไสวเจิดจ้าไปทั่วทิฆัมพร
สือเหยาปีนเขาพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า พวงแก้มเนียนละเอียดดั่งหยกแดงระเรื่อราวก้อนเมฆสีกุหลาบ ดวงตากลมโตดำขลับทอประกายระยิบระยับดั่งระลอกคลื่นในฤดูสารท เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
นางกำลังจะเอ่ยบทกวี "ขุนเขาเขียวแบกหิมะ แสงสว่างจ้าสาดส่องทั่วนภาทิศใต้" ให้เข้ากับบรรยากาศ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นแถวยาวเหยียดตรงหน้าประตูอารามชิงอินเสียก่อน
เมื่อมองไปเบื้องหน้า กลับมีผู้คนนับร้อยยืนรออยู่ แต่ละคนคล้องตะกร้าบรรจุธูป ดอกไม้ ผลไม้ และตะเกียงไว้ที่แขน พวกเขากระทืบเท้าคลายหนาวและพ่นลมหายใจออกมาเป็นควันขาว รอคอยให้อารามบนภูเขาเปิดประตูราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
อารมณ์สุนทรีย์ของสือเหยามลายหายไปในพริบตา ความกระตือรือร้นที่จะปีนเขาก็สูญสิ้นไปจนหมด
"คุณหนู พวกเราช้าไปก้าวหนึ่งอีกแล้วเจ้าค่ะ!" ปั้นเซี่ย สาวใช้ตัวน้อยบ่นอุบ คิ้วตก ปากยื่นปากยาว
เจริญล่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้ามาปีนเขาอีกแล้ว
นี่เป็นวันที่สามแล้วที่พวกนางต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาปีนเขา เพื่อแย่งชิงการจุดธูปดอกแรกและขอพรให้ได้พบเนื้อคู่ที่ดี ขาทั้งสี่ข้างของนายบ่าวคู่นี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
ขาของสือเหยาพลันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว
เฮ้อ นางทะลุมิติเข้ามาในนิยาย แถมยังเป็นนิยายแนวเกิดใหม่ ล้างแค้น และนางเอกเป็นที่รักใคร่ของทุกคนอีกต่างหาก
โชคร้ายที่เจ้าของร่างเดิมคือตัวร้ายหญิงของเรื่อง ในชาติที่แล้ว นางไม่เพียงแต่แย่งคนรักของสือหมิงจูซึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง แต่ยังแย่งชิงตำแหน่งฮองเฮาของนางไปด้วย นางจึงเป็นศัตรูตัวแรกที่สือหมิงจูต้องการกำจัดทิ้งหลังจากได้กลับมาเกิดใหม่และกลายเป็นคนโหดเหี้ยม
จุดจบในชีวิตที่สองของเจ้าของร่างเดิมคือการแต่งงานกับคุณชายเจ้าสำราญจอมเสเพล โดยที่สามีและภรรยาเอกร่วมมือกันใช้ความรุนแรงในครอบครัวกับนาง
เจ้าของร่างเดิมให้กำเนิดบุตรสาวแปดคนรวด และขณะตั้งครรภ์บุตรคนที่เก้า นางก็ถูกสามีถีบตกเตียงด้วยข้อหาว่าแก่และอัปลักษณ์ ส่งผลให้ตายทั้งกลม
บุตรสาวบางคนของเจ้าของร่างเดิมถูกขายเข้าหอนางโลม บางคนก็ถูกส่งไปเป็นอนุภรรยาและถูกทรมานจนตาย
มีเพียงบุตรสาวคนเล็กที่รอดชีวิตมาได้ด้วยความเมตตาของสือหมิงจู ทว่าก็ต้องปลงผมบวชชี ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการกินเจและสวดมนต์ขอพรให้สือหมิงจู เพื่อเป็นการขอบคุณในความกรุณาอันใหญ่หลวง... สือเหยาอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงจุดจบของเจ้าของร่างเดิม
นางแค่อยากจะจุดธูปดอกแรกก่อนเข้าเมืองหลวง เพื่อขอพรให้พระพุทธองค์ประทานโอกาสให้นางได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ มันยากขนาดนั้นเลยหรือ?
เมื่อเสียงระฆังและกังสดาลดังกังวาน ประตูอารามบนภูเขาก็เปิดออก ผู้คนที่ยืนรออย่างอดทนมานานพลันแห่กรูเข้าไปข้างใน เบียดเสียดพระบวชใหม่ที่มาเปิดประตูจนร่างติดหนึบกับบานประตู ใบหน้ากลมแป้นราวกับซาลาเปาถูกบีบจนแบนแต๊ดแต๋เป็นแผ่นเนื้อ
ปั้นเซี่ยที่ตอนแรกทำท่าจะพุ่งเข้าไปด้วยสูดหายใจเฮือก ถอยร่นกลับมาอย่างลังเล "คะ... คุณหนู! พรุ่งนี้เรา... เรายังจะมาอีกไหมเจ้าคะ?"
สือเหยาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
เมื่อลานหน้าประตูอารามว่างเปล่า นางก็ถูใบหน้าที่เย็นเฉียบจนแข็งทื่อราวกับรูปสลักน้ำแข็ง แล้วเดินเข้าไปพร้อมกับปั้นเซี่ย นางจุดธูปกราบไหว้พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ ทวยเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนเพื่อขอให้ละเว้นชีวิตนาง
ในฐานะเด็กดีที่เติบโตมาภายใต้ธงแดงพร้อมกับค่านิยมที่ถูกต้อง นางไม่สามารถสวมบทบาทนางร้ายได้ลงคอจริงๆ
นางโขกศีรษะสามครั้งให้พระโพธิสัตว์ทุกองค์อย่างจริงใจ จุดธูปสามดอก และบริจาคเงินสิบอีแปะลงในตู้บริจาคทุกตู้ สือเหยาพนมมือและเอ่ยถามเจ้าอาวาส "ขอเรียนถามไต้ซือ หนทางของสีกาอยู่ที่ใดเจ้าคะ?"
นางเคยได้ยินมาว่าพระชราในโลกนิยายมักมีญาณทิพย์ สามารถมองเห็นอดีตชาติและปัจจุบันชาติของผู้คนได้
เจ้าอาวาสตอบด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก "หนทางอยู่ใต้เท้าของสีกา"
"..."
ฟังคำกล่าวของท่านแล้วช่างเหมือน... ได้ฟังคำกล่าวจริงๆ
"ทำความดีให้มาก แล้วความเจริญรุ่งเรืองจะตามมาเอง"
"..."
สรุปก็คือ ให้บริจาคเงินทำบุญเยอะๆ ใช่ไหม?
เมื่อพลาดการจุดธูปดอกแรก สองนายบ่าวจึงเดินลงจากเขาด้วยความหดหู่
ฟันของปั้นเซี่ยกระทบกันกึกๆ ด้วยความหนาวเหน็บ "อย่าท้อถอยไปเลยเจ้าค่ะคุณหนู ท่านทำความดีมาตลอดทั้งปี อย่างที่ท่านเจ้าอาวาสบอก ภายภาคหน้าย่อมมีบุญพาวาสนาส่งให้ท่านได้แต่งงานกับสามีที่ดีแน่นอนเจ้าค่ะ"
สือเหยาปรือตาขึ้นมองผืนดินอันกว้างใหญ่ ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก ร่างๆ หนึ่งก็สะดุดตาเข้าเสียก่อน
ในป่าละเมาะใกล้ๆ ชายคนหนึ่งปลดสายรัดเอวออก โยนข้ามกิ่งไม้แล้วผูกปม แผ่นหลังในชุดสีแดงเพลิงของเขาที่มองเห็นผ่านสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิว เต็มไปด้วยความอ้างว้างและสิ้นหวัง
"จอมยุทธ์! เดี๋ยวก่อน!"
แม้คำเตือนสติจะไร้ผลกับวิญญาณที่มุ่งมั่นจะตาย และสายลมที่หนาวเหน็บทะลุถึงกระดูกจะทำให้ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทว่านางคิดว่าการทำดีวันละหนและช่วยชีวิตคนน่าจะช่วยเพิ่มแต้มบุญในบัญชีความดีของนางได้ สือเหยาจึงรวบรวมความกล้า วิ่งตะบึงไปด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทา
นางก้าวฉับๆ พุ่งเข้าไปปัดมือชายหนุ่มออก รีบแก้ปมอุปกรณ์ฆ่าตัวตายแล้วกำไว้ในมือแน่น
ชายคนนั้นหันกลับมา เขากลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม สง่าผ่าเผย และดูร่ำรวยเป็นพิเศษ ลำคอของเขาสวมปลอกคอทองคำประดับทับทิมเรียงเป็นวง และมีจี้มงคลอายุยืนทำจากทองคำส่องประกายระยิบระยับห้อยอยู่
ความวิตกกังวลในดวงตาของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงในชั่วพริบตา ตามมาด้วยความรู้สึกผิด
หากชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้มาผูกคอตายที่นี่ คงได้กลายเป็นผีที่งดงามมากเป็นแน่ ในเมื่อทะลุมิติเข้ามาในหนังสือ สือเหยาก็เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าโลกนี้มีเทพและผีอยู่จริง
ตามหลักการที่ว่าไม่ควรเอ่ยถึงบิดามารดาเวลาเกลี้ยกล่อมไม่ให้คนฆ่าตัวตาย นางจึงแนะนำเขาอย่างอ่อนโยน "คุณชาย เหตุใดท่านจึงท้อแท้สิ้นหวังนักเล่า? ดูทิวทัศน์อันตระการตานี้สิ ดูเหล่าพระสงฆ์ที่สุภาพและกระตือรือร้นบนภูเขานั่น หรือหากไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ คุณชายก็ลองมองสตรีรูปงามตรงหน้าท่าน... ซึ่งก็คือข้า ให้เต็มตาดูสิเจ้าคะ ในโลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามและผู้คนอีกมากมาย ท่านได้สัมผัสไปสักเท่าไหร่กันเชียว? ตายไปตอนนี้ไม่เสียดายแย่หรือ?"
ขนาดยัยตัวร้ายอย่างนางยังดันทุรังมีชีวิตอยู่ แล้วทำไมคุณชายผู้ร่ำรวยตรงหน้าถึงได้สิ้นหวังจนต้องผูกคอตายกันล่ะ?
เขาต้องว่างจนไม่มีอะไรทำแน่ๆ
ชายหนุ่มสั่นไปทั้งตัว ดูเหมือนกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง เขาละล่ำละลักบอก "ข้า... ข้าไม่ได้จะฆ่าตัวตาย"
ถ้าไม่ได้จะฆ่าตัวตาย แล้วเอาสายรัดเอวไปผูกกับต้นไม้ทำไมล่ะ?
หรือว่าเขากำลังเอาสายรัดเอวไปตากลมตะวันตกเฉียงเหนือกัน?
สือเหยาคลี่ยิ้มแหยๆ "ใช่ๆๆ ข้าเข้าใจผิดไปเอง ถ้างั้น คุณชายกำลังจะลงจากเขาหรือเจ้าคะ? ท่านพักอยู่ที่ใด? ให้ข้าเดินเป็นเพื่อนสักหน่อยเถิด"
"มะ... ไม่ต้อง" ชายหนุ่มสั่นสะท้านอีกครั้ง พวงแก้มแดงก่ำ
จะช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด สือเหยายัดเตาผิงมือใบเล็กใส่อ้อมแขนชายหนุ่ม "คุณชายหนาวหรือเจ้าคะ? โปรดรับสิ่งนี้ไว้เถิด"
มือของชายหนุ่มที่โอบรอบเตาผิงมือขยับคล้ายจะคืนมันให้สือเหยา แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เขากลับชักมือกลับแล้วกดเตาผิงมือแนบชิดกับเอว "ขะ... ขอบใจ"
ที่แท้คุณชายผู้นี้ก็พูดติดอ่าง สือเหยาคำนึงถึงความรู้สึกเขาจึงไม่พูดจี้จุดและยิ้มรับ "คุณชาย พวกเราลงเขาไปด้วยกันเถิด หนาวเหน็บปานนี้ มีเพื่อนร่วมทางจะได้อุ่นใจ"
ทันทีที่นางพูดจบ บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกจากป่า ร้องตะโกนเสียงหลง "นายท่าน! นายท่าน!"
"บะ... บ่าวของข้าเอง แม่นาง... เชิญท่านลงเขาไปก่อนเถิด" แววตาประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของชายหนุ่ม เขาสั่นเทา "สะ... สายรัดเอว คืนข้ามาเถิด"
บ่าวรับใช้รีบเข้ามาขวางปกป้องชายหนุ่มอย่างระแวดระวัง "แม่นางรู้จักเจ้านายของข้าด้วยหรือ?"
ทำไมสายรัดกางเกงของนายเขาถึงไปอยู่ในมือของสตรีได้ล่ะเนี่ย?
"ไม่รู้จักหรอก" สือเหยายิ้มหวาน ดึงตัวบ่าวรับใช้ออกมาแล้วกระซิบภายใต้สายตาจับผิดของเขา "เมื่อครู่นี้ เจ้านายของเจ้าเอาสายรัดเอวไปผูกกับต้นไม้แล้วกำลังจะผูกคอตาย! น่าสงสารนัก ไม่รู้ว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจอันใด แต่เจ้าต้องจับตาดูเขาให้ดีและพยายามปลอบโยนเขาให้มากๆ ล่ะ"
นางคืนสายรัดเอวให้บ่าวรับใช้
จากนั้นก็หันหลังกลับไปร้องเรียก "ปั้นเซี่ย ไปกันเถอะ"
ในเมื่อตอนนี้มีคนที่สี่รู้แล้วว่าชายหนุ่มอยากฆ่าตัวตาย นางกับปั้นเซี่ยก็ไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อ ขืนอยู่ไปเขาอาจจะอับอายจนกระโดดหน้าผาตายเพราะความอัปยศอดสูเอาได้
หลังจากเจอคนพยายามฆ่าตัวตาย ขาของปั้นเซี่ยก็เลิกสั่น อาการปวดหลังก็หายไป นางกลับมากระปรี้กระเปร่าและรีบเดินตามสือเหยาไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อลงบันไดหินมาได้หลายร้อยขั้น นางก็รีบซุบซิบนินทากับสือเหยาอย่างกระตือรือร้น "คุณหนู เหตุใดคุณชายที่ทั้งหล่อเหลาและร่ำรวยปานนั้นถึงอยากผูกคอตายล่ะเจ้าคะ? ถ้าข้าเป็นเขา ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ข้าก็จะหน้าด้านมีชีวิตอยู่ กินของอร่อย ดื่มของชั้นเลิศ แต่งภรรยาที่แสนดี แล้วก็รับอนุภรรยาสวยๆ สักสามสี่คน..."
สือเหยาดีดหน้าผากนางไปหนึ่งที "ตื่นเถอะ! เจ้าเป็นแค่สาวใช้ของคุณหนูยากจนนะ!"
ชายหนุ่มและบ่าวรับใช้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังต่างถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
กุ้ยเฉวียน บ่าวรับใช้รีบเอ่ยถาม "นายท่าน ปลดทุกข์เรียบร้อยแล้วหรือขอรับ?"
ใบหน้าที่เคยแดงก่ำของชายหนุ่มซีดเผือดจากการอั้น "ยัง"
"เช่นนั้นบ่าวจะดูต้นทางให้นะขอรับ จะปล่อยให้ใครหน้าไหนมาเข้าใจผิดอีกไม่ได้แล้ว"
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาเอาจับเตาผิงมือยัดใส่มือกุ้ยเฉวียน รั้งกางเกงไว้แน่น หันหลังเดินไปประมาณสิบก้าวเพื่อหลบหลังต้นไม้อายุร้อยปี แล้วถลกชายเสื้อคลุมขึ้น
เขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่า เพียงเพราะเขากลัวลมพัดสายรัดเอวปลิวหาย แม่นางคนนั้นจะคิดเป็นตุเป็นตะว่าเขากำลังจะผูกคอตายกัน?
เสียงน้ำกระทบพื้นเป็นจังหวะจากหลังต้นไม้เงียบลง กุ้ยเฉวียนนับหนึ่งถึงสิบในใจ หันหลังกลับและยื่นสายรัดเอวคืนให้ผู้เป็นนาย
ชายหนุ่มกอบหิมะขึ้นมาล้างมือ ผูกสายรัดเอว และถือเตาผิงมือเอาไว้ เขาทอดสายตาอันสงบนิ่งมองเรือนร่างอรชรที่เชิงบันไดหิน แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว "พวกเราก็ลงเขากันเถอะ"
ท่ามกลางหิมะขาวโพลนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ดรุณีในชุดแดงผู้มีดวงตาซุกซน ใบหน้างดงามดั่งหยกสลักและหิมะขัดเงา รอยยิ้มบางๆ ประดับบนริมฝีปากแดงระเรื่อ สว่างไสวดุจดอกท้อและดอกหลี่ เย้ายวนชวนหลงใหล ในมือกำสายรัดเอวสีแดง... เขาต้องรีบวาดภาพความงามอันมีชีวิตชีวานี้เก็บไว้เสียแล้ว