- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 43 - ไอ้อิง เปิดประตู! ปะป๊ามาแล้ว!
บทที่ 43 - ไอ้อิง เปิดประตู! ปะป๊ามาแล้ว!
บทที่ 43 - ไอ้อิง เปิดประตู! ปะป๊ามาแล้ว!
บทที่ 43 - ไอ้อิง เปิดประตู! ปะป๊ามาแล้ว!
บรรดาคนของสำนักกระบี่จันทรา ในใจเหลือแค่คำว่า โคตรเทพ ดังก้องอยู่เพียงคำเดียว
ยอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ ที่เมื่อก่อนพวกเขาได้แต่แหงนคอตั้งบ่ามอง
แต่ตอนนี้พอมาอยู่ในมือของจางหยวน กลับโดนหั่นทิ้งง่ายดายเหมือนหั่นผักหั่นปลาซะงั้น
นี่มันหมายความว่าสำนักกระบี่จันทราของพวกเขา ได้เลื่อนขั้นกลายเป็นขุมกำลังระดับแปลงวิญญาณไปแล้วไม่ใช่หรือไง
แถมยังเป็นระดับท็อปเทียร์ในหมู่ขุมกำลังระดับแปลงวิญญาณด้วย!
สายตาที่ลั่วชิงอีมองผู้เป็นอาจารย์ ยิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพเทิดทูนและเลื่อมใสศรัทธา
วิญญาณศาสตราในห้วงทะเลวิญญาณของนางอดไม่ได้ที่จะรำพึงขึ้นมา "ท่านอาจารย์ของเจ้าคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ นะ!"
ลั่วชิงอีตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจ "แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!"
จางหยวนยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ
ถึงแม้เขาจะมีพลังปราณให้ใช้แบบอันลิมิต แต่การต้องแบ่งสมาธิควบคุมของวิเศษและยันต์จำนวนมหาศาลพร้อมๆ กัน สัมผัสเทวะของเขาในตอนนี้ก็ยังรับภาระหนักเกินไปหน่อย
"อันที่จริงก็ไม่ต้องเรียกออกมาเยอะขนาดนั้นก็ได้ แค่รัวยันต์สักไม่กี่พันแผ่นติดๆ กันสักหลายสิบชุด อำนาจการยิงมันก็ล้นเหลือแล้ว!"
เขาบินกลับเข้าไปในสำนักกระบี่จันทรา แล้วหันไปพูดกับลั่วชิงอี "เอาล่ะ ไอ้พวกน่ารำคาญนั่น ถือว่าจัดการเคลียร์ทิ้งไปได้ชั่วคราวแล้วนะ!"
ลั่วชิงอีประสานมือ "ขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ!"
จางหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการชิงมู่จื่อกับปรมาจารย์ตะวันลับ "ข้าเป็นพวกชอบถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก พวกเจ้าสองคนพาลูกน้องไปที่ตระกูลหยางกับไอ้สำนักเพลิงครามอะไรนั่นทีนะ ไปล้างบางพวกมันให้เกลี้ยงซะ!"
พอชิงมู่จื่อและปรมาจารย์ตะวันลับได้ยินดังนั้น ก็ทำหน้าพิลึกพิลั่นพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "พวกข้าเนี่ยนะ ไปล้างบางสำนักเพลิงครามที่มียอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณ"
นี่มันส่งไปตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง
จางหยวนด่าสวนทันควัน "ดูทำหน้าเข้าสิ ไอ้พวกปอดแหก เอ้านี่ รับไป!"
พูดจบเขาก็โยนแหวนมิติให้ทั้งสองคนไปหลายวง
ภายในแหวนมิติอัดแน่นไปด้วยยันต์และของวิเศษที่มัดรวมกันเป็นฟ่อนๆ แถมยังมีบงกชมายาเก้าสีเอาไว้ให้กางเกราะป้องกันตัวอีกเพียบ
เมื่อมีอำนาจการยิงสนับสนุนมากมายมหาศาลขนาดนี้ ต่อให้พวกเขาจะไม่มีสกิลรีชาร์จพลังแบบอันลิมิต ก็สามารถฟาดหน้ายอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณให้คว่ำได้สบายๆ
ชิงมู่จื่อและปรมาจารย์ตะวันลับเบิกตาโตแทบถลน
พริบตาต่อมาพวกเขาก็ตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมด
"ท่านเจ้าสำนักโปรดวางใจ พวกข้าขอรับประกันว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงขอรับ!"
"พวกข้าลงมือทั้งที รับรองว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เนียนกริบไร้ที่ติเลยขอรับ!"
มีคลังแสงสุดโหดอยู่ในมือขนาดนี้ ถ้าพวกเขายังเหยียบสำนักเพลิงครามกับตระกูลหยางให้จมดินไม่ได้ ก็สมควรตายๆ ไปซะไม่ต้องกลับมาแล้ว
ไอคอนบนแผนที่ของทั้งสองคน กลายเป็นสีน้ำเงินเข้มสุดขีดไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้ามีตัวเลขบอกค่าความภักดีล่ะก็ ตอนนี้คงพุ่งทะลุเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไปแล้วแน่ๆ
ดังนั้นจางหยวนจึงวางใจมอบหมายงานให้พวกเขาทำได้อย่างเต็มที่
ชิงมู่จื่อและปรมาจารย์ตะวันลับไปเกณฑ์ผู้อาวุโสขั้นแก่นทองคำมาเป็นลูกมืออีกสิบคน หลักๆ ก็เพื่อเอาไปช่วยใช้แรงงานรื้อค้นและขนของในคลังสมบัติ
ผู้อาวุโสซือถูและผู้อาวุโสหนานกง มีหรือจะยอมพลาดเรื่องดีๆ แบบนี้ พวกเขารีบเสนอหน้าขอเข้าร่วมทีมทันที
คณะเดินทางทั้งสิบสองคน ขึ้นโดยสารเรือนเหาะระดับแปลงวิญญาณที่จางหยวนก๊อปปี้มาให้ แล้วออกเดินทางด้วยท่าทางฮึกเหิมลำพองใจสุดๆ
...
เมืองเทียนเฟิง ตระกูลหยาง
"แย่แล้วขอรับ! แย่แล้ว! ป้ายชนวนวิญญาณของนายน้อยจู่ๆ ก็แตกละเอียดเลยขอรับ!"
เมื่อหยางอิงผู้เป็นผู้นำตระกูลหยางได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที
"อะไรนะ"
พริบตาต่อมาเขาก็ระเบิดโทสะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตพวยพุ่ง
"ฝีมือใคร ใครหน้าไหนมันกล้าฆ่าหยางเสวียนลูกข้า ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น!"
แต่เพิ่งจะสิ้นเสียงตะโกน เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หัวใจพลันหล่นวูบ
ลูกชายของเขาเดินทางไปพร้อมกับผู้อาวุโสขั้นแปลงวิญญาณเชียวนะ จะตายกะทันหันแบบนี้ได้ยังไง
คนที่สามารถก้าวข้ามยอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณไปฆ่าลูกชายเขาได้ ก็ต้องเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณด้วยกันเท่านั้นแหละ!
"เป็นไปได้ยังไงกัน ในรัศมีล้านลี้นี้ คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่แค่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดระดับห้าไม่ใช่หรือไง"
หยางอิงทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น คิดยังไงก็คิดไม่ตก
และในจังหวะที่เขากำลังจะส่งคนออกไปสืบข่าวอยู่นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังกึกก้องอยู่เหนือตระกูลหยาง
"ไอ้อิง! เปิดประตู! ปะป๊ามาแล้ว!"
หยางอิงหรี่ตาลง สัมผัสเทวะของเขากวาดพุ่งออกไปทันที
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีแค่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดสองคน กับขั้นแก่นทองคำอีกสิบคน สีหน้าตึงเครียดของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ตระกูลหยางของพวกเขา ก็มีผู้อาวุโสระดับวิญญาณก่อกำเนิดอยู่ถึงสองคนเหมือนกัน
ต่อให้อีกฝ่ายจะมาหาเรื่อง ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดีเสียก่อน
ร่างของหยางอิงกะพริบวูบเดียว ก็ไปปรากฏตัวอยู่กลางอากาศ
เขาจ้องมองพวกชิงมู่จื่อพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พวกท่านเป็นใครกัน เหตุใดจึงมาส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่เหนือตระกูลหยางของข้า"
ชิงมู่จื่อเอ่ยถามเพื่อความชัวร์ "ลูกชายของเจ้าชื่อหยางเสวียนใช่ไหม"
หยางอิงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาเค้นเสียงตอบ "หยางเสวียนคือลูกชายข้าจริงๆ พวกท่านถามทำไม หรือว่าการตายของเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกท่าน"
ชิงมู่จื่อหัวเราะร่า "ทักคนไม่ผิดก็ดีแล้ว! ลุยเลยพี่น้อง!"
คนทั้งกลุ่มพร้อมใจกันเรียกบงกชมายาเก้าสีออกมาคนละดอก เพื่อกางเกราะป้องกันไม่ให้ตัวเองโดนลูกหลง
โดยเฉพาะผู้อาวุโสซือถู ครั้งก่อนเขาเคยมีประสบการณ์เลวร้ายเพราะป้องกันไม่ดี จนโดนยันต์ของตัวเองระเบิดใส่หน้ามาแล้ว
เมื่อหยางอิงเห็นการกระทำของพวกเขา หัวใจก็พลันกระตุกวูบทันที
แม้ด้วยความรู้ของเขา จะมองไม่ออกว่าดอกบัวพวกนี้คืออะไร
แต่ดูจากกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมา มันต้องไม่ใช่ของธรรมดาสามัญแน่ๆ
และพริบตาต่อมา เขาก็ได้เห็นภาพที่ทำให้รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกใจ
เพราะชิงมู่จื่อดันล้วงเอายันต์กระบี่พิฆาตวิญญาณปึกเบ้อเริ่มออกมา
คลื่นพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวจนชวนให้ขนหัวลุก กระจายตัวออกมาจากยันต์เหล่านั้น
ปรมาจารย์ตะวันลับอดด่าไม่ได้ "ไอ้เฒ่าบ้า แกจะใช้ของสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว ตระกูลหยางมีแค่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดสองคน ใช้ยันต์วิหคเพลิงก็พอแล้วเว้ย!"
ชิงมู่จื่อคิดตามแล้วก็เห็นด้วย
เขาเลยยัดยันต์กระบี่พิฆาตวิญญาณกลับเข้าไป แล้วหยิบยันต์วิหคเพลิงปึกหนาเตอะออกมาแทน
ซึ่งไอ้ยันต์วิหคเพลิงเนี่ย หยางอิงรู้จักมันดีเลยล่ะ
แต่ยันต์วิหคเพลิงเยอะขนาดนี้ เกิดมาทั้งชีวิตเขายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
สีหน้าของหยางอิงซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตา
"สหายเต๋ามีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้! ตระกูลหยางของข้าดูเหมือนจะไม่เคยไปล่วงเกินพวกท่านเลยนะ!"
ชิงมู่จื่อกระตุ้นยันต์วิหคเพลิงพลางตอบกลับ "หยางเสวียนลูกชายของเจ้า บังอาจมาฉกคนถึงถิ่นของสำนักกระบี่จันทรา ชาติหน้าก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน!"
"กิ๊ซซซ!"
เสียงนกไฟร้องคำรามดังกึกก้อง
วิหคเพลิงนับร้อยตัวสยายปีกโบยบินอยู่กลางนภา
ทั่วทั้งเมืองเทียนเฟิงแทบจะถูกสาดส่องจนสว่างไสวไปด้วยแสงเพลิง
ทุกคนต่างแหงนหน้ามองฝูงนกฟีนิกซ์เพลิงบนท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
หยางอิงและคนในตระกูลหยาง ต่างก็หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
"รีบเปิดค่ายกลพิทักษ์ตระกูลเร็วเข้า!"
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นพร้อมกับม่านพลังงานชั้นแล้วชั้นเล่าที่กางออกครอบคลุมพื้นที่ตระกูลหยาง
แต่ถึงแม้จะมีค่ายกลป้องกัน บนใบหน้าของพวกเขาก็ยังไม่มีแววของความอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย
ภาพของวิหคเพลิงนับร้อยตัว มันน่าสะพรึงกลัวเกินรับไหวจริงๆ
"ไป!"
ชิงมู่จื่อและปรมาจารย์ตะวันลับ บังคับให้วิหคเพลิงพุ่งเป้าไปที่ตระกูลหยางพร้อมกัน
"ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!"
วิหคเพลิงแต่ละตัว พุ่งชนค่ายกลพิทักษ์ตระกูลอย่างบ้าคลั่ง
ค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับส่งเสียงแตกร้าวราวกับทนรับภาระไม่ไหว
มันต้านทานไว้ได้เพียงไม่กี่อึดใจ ค่ายกลก็พังทลายลงอย่างราบคาบ
ฝูงวิหคเพลิงพกพาเปลวเพลิงอันร้อนแรงดั่งนรก พุ่งทะยานเข้าถล่มตระกูลหยาง
เมื่อเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งระเบิดออก พื้นที่ตระกูลหยางทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิง
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ผู้คนนับไม่ถ้วนดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางกองไฟ
ทางด้านชิงมู่จื่อกับปรมาจารย์ตะวันลับ ต่างก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นเทิ้มไปหมด
ชิงมู่จื่อร้องลั่น "เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าการเอาหินวิญญาณฟาดหัวคนมันจะสะใจขนาดนี้! มิน่าล่ะเวลาท่านเจ้าสำนักลงมือทีไร ถึงได้ปาทีละเป็นพันๆ แผ่น!"
ปรมาจารย์ตะวันลับก็สมทบ "ตอนแรกข้ายังแอบด่าว่าท่านเจ้าสำนักเป็นพวกล้างผลาญอยู่เลย พอมาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าเรามันก็เป็นคนศีลเสมอกันนี่หว่า!"
ผู้อาวุโสซือถูบ่นอุบอิบ "คราวหน้าช่วยลงมือให้มันช้าๆ หน่อยสิ พวกข้ายังไม่ทันได้สนุกเลยนะโว้ย!"
ชิงมู่จื่อชี้เป้า "มียอดฝีมือวิญญาณก่อกำเนิดสองคนกำลังจะหนี มอบหมายให้พวกเจ้าจัดการก็แล้วกัน!"
วิญญาณก่อกำเนิดของหยางอิงและผู้อาวุโสอีกคน พุ่งหลุดออกจากร่างหมายจะหลบหนี
ผู้อาวุโสซือถู ผู้อาวุโสหนานกง และคนอื่นๆ รีบปายันต์ถล่มเข้าใส่ทันที
วิญญาณก่อกำเนิดขนาดจิ๋วทั้งสองดวง ถูกทะเลเพลิงกลืนกินไปจนสิ้นซาก
[จบแล้ว]