- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 10 - ฮูหยิน คืนนี้ท่านยินดีร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าหรือไม่
บทที่ 10 - ฮูหยิน คืนนี้ท่านยินดีร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าหรือไม่
บทที่ 10 - ฮูหยิน คืนนี้ท่านยินดีร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าหรือไม่
บทที่ 10 - ฮูหยิน คืนนี้ท่านยินดีร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าหรือไม่
หลังจากที่พวกจางหยวนร่อนลงจอดบนลานกว้าง
ผู้อาวุโสคนใหม่ขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาประสานมือคารวะพร้อมกับถามขึ้น "ท่านเจ้าสำนัก ไม่ทราบว่าสำนักโลหิตสังหาร..."
เย่ว์ซูอิ่งตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนของสำนักโลหิตสังหารทั้งหมดรวมถึงปรมาจารย์โลหิตปรโลกและเจ้าสำนักโลหิตสังหารล้วนถูกสามีของข้าสังหารจนหมดสิ้นแล้ว!"
บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็รู้สึกขนลุกซู่
ความแข็งแกร่งของสำนักโลหิตสังหารในรัศมีหลายหมื่นลี้นี้ถือเป็นหนึ่งในตองอู
หากเทียบกับสำนักกระบี่จันทราแล้วถือว่าเหนือกว่าหนึ่งระดับเต็มๆ
แต่ผลลัพธ์ก็คือขุมกำลังระดับนี้กลับถูกจางหยวนกวาดล้างจนสิ้นซากภายในเวลาอันสั้น!
สายตาของทุกคนที่มองมายังจางหยวนเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวและยำเกรง
นี่คือสิ่งที่ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณสามารถทำได้งั้นหรือ
แค่ขั้นรวบรวมลมปราณยังดุดันขนาดนี้ แล้วถ้าเขาก้าวขึ้นสู่ขั้นแก่นทองคำหรือขั้นวิญญาณก่อกำเนิดมันจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
ทุกคนแทบไม่อยากจะจินตนาการต่อไปเลย
หลังจากนั้นภายในใจของทุกคนก็เกิดความหวังริบหรี่ขึ้นมา
เมื่อมียอดฝีมือสุดโหดแบบนี้คอยคุ้มกะลาหัว สำนักกระบี่จันทราย่อมผงาดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน!
จางหยวนกวาดสายตามองแผนที่ระบบอย่างลวกๆ
เขาเห็นว่าไอคอนของคนเหล่านี้เปลี่ยนจากสีน้ำเงินอ่อนเป็นสีน้ำเงินเข้มปานกลางแล้ว
บางคนถึงขั้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจัดเหมือนกับเย่ว์ซูอิ่งเลยทีเดียว
"นี่กลายเป็นสหายร่วมรบระดับแกนนำกันหมดแล้วหรือเนี่ย"
เขาเปิดใช้งานดวงตาสัจธรรมที่เพิ่งได้รับมาเพื่อตรวจสอบข้อมูลของคนเหล่านี้
เริ่มจากผู้อาวุโสขั้นสร้างรากฐานคนนั้น
ชื่อ: ซือถูต๋า
ระดับ: ขั้นสร้างรากฐานระดับแปด
รากวิญญาณ: รากวิญญาณคู่ธาตุทองและวารี
กายาพิเศษ: ไม่มี
เบื้องลึกเบื้องหลัง: เดิมทีเป็นเด็กกำพร้า เข้าร่วมสำนักกระบี่จันทราตั้งแต่เด็ก ไต่เต้าจากศิษย์สายนอกจนกลายเป็นผู้ดูแล และเพิ่งถูกเย่ว์ซูอิ่งเลื่อนขั้นให้เป็นผู้อาวุโสเมื่อไม่นานมานี้
จุดอ่อน: หัวเข่าขวาเคยได้รับบาดเจ็บเมื่อนานมาแล้วจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงเล็กน้อย
วิชา: เคล็ดกระบี่จันทรา คัมภีร์จิตวิสุทธิ์จันทรา
ของวิเศษ: กระบี่วารีเร้นลับ (ระดับสร้างรากฐาน)
ไอเทม: ยันต์โล่ทองคำ ยันต์สายลมเร้นลับ ฯลฯ
...
"สามารถมองเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังและจุดอ่อนได้จริงๆ ด้วย!"
ความคิดของจางหยวนแล่นโลด
ต่อไปถ้ามีคนแปลกหน้าไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าคิดจะเข้าใกล้เขาล่ะก็ แค่พริบตาเดียวเขาก็สามารถขุดคุ้ยสันดานดิบของพวกมันออกมาได้หมด
เวลาต่อสู้ก็สามารถโจมตีจุดอ่อนของพวกมันได้
แน่นอนว่าภายใต้พลังยิงแบบอันลิมิต เขาก็แทบจะไม่ต้องสนใจจุดอ่อนอะไรหรอก
ความหวาดกลัวทั้งหมดมันมาจากพลังยิงที่ไม่เพียงพอต่างหาก
ต่อให้เป็นกายาวัชระคงกระพันก็เถอะ ลองโดนยันต์ฟาดใส่สักหมื่นแผ่นก็คงมีช่องโหว่โผล่มาเต็มตัวนั่นแหละ!
จางหยวนสุ่มเลือกผู้อาวุโสคนอื่นๆ มาตรวจสอบอีกสองสามคนและพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเข้าร่วมสำนักกระบี่จันทรามาตั้งแต่เด็ก
นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาเต็มใจจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายล่ะมั้ง
"คนที่ระบบตัดสินว่าเป็นมิตร ประวัติใสสะอาดกันทุกคนจริงๆ!"
จางหยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "การกวาดล้างสำนักโลหิตสังหารในครั้งนี้ ข้าได้ยึดทรัพยากรการฝึกฝนมาเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวข้าจะให้ผู้อาวุโสจัดการแจกจ่าย ทุกคนจะได้รับทรัพยากรก้อนโตที่มากพอจะทำให้ระดับพลังของพวกเจ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ!"
บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นต่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจ
เดิมทีพวกเขาเตรียมใจที่จะตายและเลือกที่จะอยู่ต่อ
ไม่นึกเลยว่านอกจากจะไม่ตายแล้วกลับได้รับโชคลาภก้อนโตแทน!
ถ้าพวกคนที่หนีไปแล้วรู้เรื่องนี้เข้า คงต้องเสียใจจนไส้แทบขาดแน่ๆ
จางหยวนล้วงมือเข้าไปในพื้นที่มิติระบบอย่างบ้าคลั่งและหยิบของออกมากองพะเนินเทินทึก
ไม่ว่าจะเป็นโอสถสร้างรากฐาน ยารวบรวมลมปราณ และยังมีโอสถสยบธุลี หยาดวารีเพลิงสวรรค์ที่ช่วยในการควบแน่นแก่นทองคำอีกด้วย
สุดท้ายก็มีหินวิเศษระดับล่างกองเป็นภูเขาขนาดย่อม
นี่คือทรัพยากรการฝึกฝนขั้นพื้นฐานและสำคัญที่สุด
นอกจากจะให้พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่จำเป็นต่อการบำเพ็ญเพียรแล้ว มันยังสามารถใช้เป็นเงินตราซื้อทรัพยากรอื่นๆ ได้อีกด้วย
ศิษย์แต่ละคนได้รับหินวิเศษระดับล่างคนละพันกว่าก้อน
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดโลดเต้น
ต้องรู้ก่อนนะว่าเมื่อก่อนศิษย์สายนอกจะได้รับหินวิเศษแค่เดือนละสิบก้อนเท่านั้น
ครั้งนี้ครั้งเดียวก็เทียบเท่ากับส่วนแบ่งเกือบสิบปีของพวกเขาเลยทีเดียว!
ทันใดนั้นไอคอนสีน้ำเงินระดับปานกลางก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มกันหมด
ได้ติดตามสำนักที่ใจป้ำขนาดนี้ ต่อให้เอาไม้หน้าสามมาตีให้ตายพวกเขาก็ไม่มีทางทรยศเด็ดขาด!
ความตื่นเต้นของพวกเขายังไม่ทันจางหายไป จางหยวนก็มอบเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่กว่าให้พวกเขาอีก
"ข้าจะร่างแผนกระตุ้นการฝึกฝนขึ้นมา ทุกคนที่สามารถยกระดับพลังได้หนึ่งขั้นย่อยจะได้รับรางวัลเป็นทรัพยากร! และถ้าใครทะลวงผ่านระดับขั้นใหญ่ได้รางวัลจะเพิ่มเป็นสองเท่า!"
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความปีติยินดีที่ปิดไม่มิด
หลายคนถึงกับอดไม่ได้ที่จะตะโกนในใจ บุกน้ำลุยไฟก็ยอมแล้วลูกพี่หยวน!
จางหยวนพูดต่อ "ต่อไปเวลาออกไปทำภารกิจข้างนอก พวกเจ้ายังสามารถเบิกแพ็กเกจสนับสนุนการยิงพิเศษได้ด้วย! ซึ่งในนั้นจะรวมไปถึงยันต์ต่างๆ และยาฟื้นฟูพลังวิญญาณ!"
"ถ้าเจอใครกล้ามาหาเรื่อง ก็เอายันต์ระดมยิงอัดหน้ามันไปเลย! ถ้าใครทำให้สำนักกระบี่จันทราต้องเสียหน้าก็ไม่ต้องกลับมาให้เห็นอีก!"
ความเคารพเทิดทูนที่บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสมีต่อจางหยวนพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด
ตอนนี้ต่อให้จางหยวนอยากจะเป็นเจ้าสำนัก พวกเขาก็คงสนับสนุนแบบเต็มร้อยอย่างแน่นอน
เย่ว์ซูอิ่งมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดแต่นางกลับไม่ได้มีความคิดว่าผลงานของเขาจะโดดเด่นจนบดบังรัศมีของนางเลย
นางถึงขั้นดึงแขนเสื้อจางหยวนแล้วพูดว่า "ท่านพี่ เอาอย่างนี้ดีไหม ตำแหน่งเจ้าสำนักนี้ให้ท่านเป็นคนนั่งเถอะ ส่วนข้าจะคอยเป็นผู้ช่วยให้ท่านเอง!"
จางหยวนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
เขาไม่ใช่คนที่ชอบจัดการเรื่องวุ่นวายซะหน่อย
สุดท้ายหลังจากการเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา จางหยวนก็ยอมรับตำแหน่งรองเจ้าสำนักเพียงแค่ในนามเท่านั้น
แต่ก็เป็นแค่ชื่อเรียกไม่ได้ต้องมานั่งบริหารจัดการเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่างใด
เมื่อแจกจ่ายทรัพยากรเสร็จสิ้น บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสต่างก็แยกย้ายกันไปอย่างมีความสุข
พวกเขาต่างรีบกลับไปปั่นเลเวลเพื่อจะได้เอาทรัพยากรรางวัลมาให้ได้มากที่สุด
จางหยวนและเย่ว์ซูอิ่งกลับมาที่พัก
จางหยวนมองไปที่เย่ว์ซูอิ่งพร้อมกับยิ้มและถามว่า "ฮูหยินยังจำคำพูดก่อนหน้านี้ได้ไหม"
สีหน้าของเย่ว์ซูอิ่งเริ่มมีพิรุธและพูดอึกอัก "คำ... คำพูดอะไรหรือ"
จางหยวนขยับเข้าไปใกล้และกระซิบข้างหูนางเบาๆ "ก่อนหน้านี้ท่านบอกเองนะว่า หลังจากกำจัดศัตรูตัวฉกาจได้แล้วก็จะยอมเข้าหอด้วย!"
"ไม่ทราบว่าฮูหยิน คืนนี้ท่านยินดีร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าหรือไม่"
ใบหน้างดงามของเย่ว์ซูอิ่งแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
สายตาของนางหลบเลี่ยงและไม่กล้าสบตาจางหยวนเลย
นางเคยพูดแบบนั้นออกไปจริงๆ
แต่นั่นมันเป็นแค่คำพูดปัดรำคาญเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น
พอถึงเวลาที่ต้องทำตามสัญญาจริงๆ นางก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดี
จางหยวนใช้วิธีถอยเพื่อรุก เขาแกล้งทำเป็นส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง "ดูเหมือนฮูหยินจะยังไม่พร้อม งั้นข้าคงต้องนอนเฝ้าห้องหออันแสนอ้างว้างเพียงลำพังแล้วสิเนี่ย!"
เย่ว์ซูอิ่งหน้าตึงขึ้นมาก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกไป "เอา... เอาไว้ฟ้ามืดก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ!"
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนัก นางไม่ควรจะเป็นคนขี้อายและบิดไปบิดมาแบบนี้
แต่ในเรื่องของชายหญิงนางไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย
นางจึงรู้สึกประหม่าและกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
เมื่อจางหยวนเห็นเย่ว์ซูอิ่งยอมใจอ่อนเขาก็ยิ้มแก้มปริทันที
เขากุมมือเล็กๆ ที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกของเย่ว์ซูอิ่งเอาไว้แล้วพูดว่า "งั้นก็รอให้ฟ้ามืดก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ยังมีเวลา พวกเรามานั่งคุยเรื่องอื่นกันก่อนดีไหม!"
เขารู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป
ต้องอาศัยการพูดคุยเพื่อลดความกดดันในใจของเย่ว์ซูอิ่งทำให้นางผ่อนคลายลง จากนั้นถึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
ภายใต้การชวนคุยสัพเพเหระของจางหยวน ความตึงเครียดของเย่ว์ซูอิ่งก็ผ่อนคลายลงไปมากจริงๆ
ในตอนนี้นางสามารถเตรียมใจเอาไว้ได้แล้ว
ยังไงซะวันนี้นางก็ต้องเผชิญกับมันอยู่ดี
จะช้าจะเร็วก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
[จบแล้ว]