- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 35 ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดช
บทที่ 35 ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดช
บทที่ 35 ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดช
ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ชะงักไปเล็กน้อย สายตาล่อกแล่กอย่างเห็นได้ชัด
ผู้อาวุโสม่อวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงดังกังวานใส ทว่ากลับทำให้หัวใจของผู้พิทักษ์ทั้งสองกระตุกวูบ
"เจ้าผังป๋อมันไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกแล้วล่ะ?"
ผังป๋อเป็นลูกศิษย์ของเขา ด้วยความที่ไปแอบดูศิษย์น้องหญิงอาบน้ำ แถมศิษย์น้องหญิงคนที่ถูกแอบดูก็ดันสมยอมซะด้วย ทำให้เสื่อมเสียศีลธรรมอันดีงาม จึงถูกเนรเทศให้ไปรับการดัดนิสัยที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 996
ผ่านมาหลายปีแล้ว
การต้องคอยดูแลวัวและม้านั้นแสนจะยากลำบาก ผู้อาวุโสม่อในวัยหนุ่มก็เคยผ่านการถูกทรมานในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 มาก่อน จึงรู้ซึ้งถึงรสชาตินั้นดี
เขามีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า หลังจากที่ผังป๋อกลับมาจากสวนร้อยอสูร หากเขาไปแอบดูศิษย์น้องหญิงอาบน้ำอีกครั้ง จะต้องมีคนมาฟ้องร้องแทนที่จะเป็นการสมยอมอย่างแน่นอน
"หรือว่ามันจะทรมานวัวม้าพวกนั้นจนตายไปแล้ว?!"
สัตว์อสูรวิญญาณในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 นั้นดื้อรั้นฝึกยาก ทำให้ศิษย์ที่รับผิดชอบต้องเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ
บรรดาศิษย์ต่างก็สรรหาสารพัดวิธีมาใช้ในการฝึกฝนวัวม้าเหล่านี้ เพื่อให้ตัวเองมีเวลาว่างไปบำเพ็ญเพียร
สมัยที่ผู้อาวุโสม่อยังเป็นหนุ่ม เขาก็เคยคิดค้นวิธีที่จะช่วยให้เสร็จภารกิจประจำวันได้อย่างรวดเร็วมาแล้วตั้งหลายวิธี
แต่การทรมานวัวม้าก็เรื่องหนึ่ง หากถึงขั้นทำให้วัวตาย/ม้าตาย เรื่องมันก็เปลี่ยนไปแล้ว
พวกมันก็คือทายาทของสัตว์เลี้ยงที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งมาเชียวนะ
ผังป๋อมันไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้ไม่รู้จักกาลเทศะขนาดนี้ หรือว่าถูกสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ทรมานจนสติแตกไปแล้ว?
ผู้พิทักษ์หน้าเหลี่ยมพูดตะกุกตะกัก:
"มะ ไม่ใช่ขอรับ ผังป๋อทำผลงานได้ดีเยี่ยม ข้าเลยถือวิสาสะสับเปลี่ยนหน้าที่ให้เขา ตอนนี้คนที่ทำงานอยู่ในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 เป็นศิษย์อีกคนหนึ่งขอรับ"
เขาชื่อเหวินเต้า มีความสนิทสนมกับผู้พิทักษ์อี้อยู่บ้าง เมื่ออี้ชางไห่เอ่ยปากขอร้อง เขาก็เลยอำนวยความสะดวกให้
ยังไงซะ ผังป๋อก็เหลือเวลาดัดนิสัยอีกไม่ถึงหนึ่งปี ถึงตอนนั้นก็ต้องเปลี่ยนศิษย์คนใหม่อยู่ดี
แต่เขาไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสม่อจะมาถามถึงเรื่องสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 เอาตอนนี้
เมื่อผู้อาวุโสม่อได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
"การเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าไม่ใช่งานง่ายๆ เลยนะ เจ้ามอบภารกิจนี้ให้กับศิษย์คนอื่น เขาจะมีความสามารถพอหรือ?"
เหวินเต้าไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
"แล้วศิษย์ใหม่คนนั้นเข้าไปรับช่วงดูแลสวนร้อยอสูรนานแค่ไหนแล้ว?" ผู้อาวุโสม่อเอ่ยถาม
เหวินเต้าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง: "ลองคำนวณดูแล้ว น่าจะสักเจ็ดแปดวันได้แล้วขอรับ"
ผู้อาวุโสม่อมีสีหน้าเจ็บปวด: "เวลาเจ็ดแปดวัน หากเขาดูแลไม่ดี การปลุกสายเลือดของวัวเขียวและม้าขาวก็คงต้องล่าช้าออกไปอีก"
เหวินเต้านิ่งเงียบไปอีกครั้ง ส่วนหลี่ลั่งที่อยู่ข้างๆ ก็เบ้ปาก ลอบนินทาในใจ: พูดเหมือนกับว่าถ้าดูแลดีแล้วพวกวัวม้ามันจะปลุกสายเลือดขึ้นมาได้อย่างนั้นแหละ
ผู้อาวุโสม่อดื่มชาในถ้วยจนหมด: "ยังดีที่ไม่มีอะไรร้ายแรง ชายชราผู้นี้จะไปดูที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 996 กับพวกเจ้าสักหน่อย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้าจะเอาเรื่องเจ้า"
พูดจบ เขาก็เป็นฝ่ายบินออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียรไปก่อน เหวินเต้าและอีกคนก็รีบตามไปติดๆ
ด้านนอกถ้ำบำเพ็ญเพียร มีอสรพิษหุ่นเชิดยักษ์ความยาวกว่าร้อยจั้งลอยลำอยู่กลางอากาศ บนหัวที่ดูน่าเกรงขามของมันมีดอกไม้สีชมพูประดับอยู่
ทั้งสามคนกระโดดขึ้นไปบนหัวงอสรพิษ ผู้อาวุโสม่อดีดนิ้ว อสรพิษหุ่นเชิดยักษ์ก็ส่งเสียงดังกึกกัก พร้อมกับส่งเสียงร้องยาวๆ แล้วพุ่งทะยานออกไปเป็นสายรุ้ง หายลับไปบนท้องฟ้า
เพียงชั่วพริบตา อสรพิษหุ่นเชิดยักษ์ที่ผู้อาวุโสม่อบังคับมา ก็เดินทางมาถึงเหนือน่านฟ้าของสวนร้อยอสูรหมายเลข 996
บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ มีเพียงม้าขาวตัวหนึ่งกำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในปลักโคลน
ผู้อาวุโสม่อลองใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดู ก็พบว่าวัวเขียวและม้าขาวตัวอื่นๆ ล้วนแต่นอนหลับอุตุอยู่ในคอกกันหมด เขาถึงกับโกรธจนลมออกหู
"ยามสามจุดตะเกียง ยามห้าไก่ขัน นี่แหละคือเวลาที่วัวและม้าจะต้องออกไปทำงาน ตอนนี้ก็ยามซื่อเข้าไปแล้ว พวกมันยังจะนอนหลับลงไปได้อย่างไร!"
"ผังป๋อล่ะ มันไม่ได้บอกกฎเกณฑ์ข้อควรระวังให้กับศิษย์ใหม่รู้เลยหรือ?"
"แล้วศิษย์คนนั้นล่ะ ไปเรียกตัวเขามาพบข้าเดี๋ยวนี้ ชายชราผู้นี้จะลงโทษเขาให้หนัก"
ผู้อาวุโสม่อไม่สัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 เลย เขามีเหตุผลมากพอที่จะสงสัยว่า ศิษย์ที่รับผิดชอบดูแลสวนร้อยอสูรแห่งนี้คงกำลังนอนหลับอุตุอยู่ในถ้ำบำเพ็ญเพียรเป็นแน่
เจ้านายเป็นอย่างไร สัตว์เลี้ยงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
เหวินเต้าลูบหน้าผากด้วยความอับอาย ไม่คิดเลยว่าศิษย์ใหม่คนนี้จะกล้าทิ้งขว้างหน้าที่การงานแบบนี้
หลี่ลั่งไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรนัก เขาก้มลงมองม้าขาวที่กำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในปลักโคลนด้วยความสนใจ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"โฮก~"
เสียงร้องอันกึกก้องกังวาน ดังออกมาจากปากของม้าขาว
เสียงนั้นดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง จนทำเอาบ้านเรือนสั่นสะเทือน คล้ายกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้าย ทำเอาวัวและม้าในคอกถึงกับตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
ร่างของม้าขาวเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า โคลนตมที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามลำตัวหลุดร่วงลงมาจนหมด เผยให้เห็นเกล็ดระยิบระยับทั้งเจ็ดชิ้นบนแผ่นหลัง
เกล็ดชิ้นที่แปดก็เริ่มปรากฏให้เห็นลางๆ แล้ว
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวควบแน่นอยู่เหนือร่างของม้าขาว แฝงไว้ด้วยอานุภาพอันไร้ขีดจำกัด
เมื่อผู้อาวุโสม่อเห็นภาพนี้ ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที ลูกตากแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เขาอ้าปากค้าง ริมฝีปากแห้งผาก ผ่านไปเนิ่นนานถึงจะเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก:
"นี่มัน ม้าขาวปลุกสายเลือดแล้ว!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ม้าขาวปลุกสายเลือดได้จริงๆ ด้วย!"
"ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดช ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดชแล้วจริงๆ"
ในช่วงเวลาที่บรรดาปรมาจารย์ระดับสูงและผู้อาวุโสของสำนักต่างพากันสิ้นชีพไป ทำให้สำนักกำลังต้องการกำลังรบระดับสูงมาทดแทนอย่างเร่งด่วน การที่ม้าขาวมีแนวโน้มว่าจะสามารถโบยบินทะยานฟ้ากลายร่างเป็นมังกรได้
นี่ไม่ใช่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำแดงเดช แล้วจะเป็นอะไรได้อีกล่ะ
ผู้อาวุโสม่อตวัดนิ้ว อสรพิษหุ่นเชิดยักษ์ก็เลื้อยลดคดเคี้ยว ค่อยๆ บินร่อนลงสู่พื้นดิน
เขารีบก้าวเท้าเข้าไปพิจารณาม้าขาวตัวนั้นใกล้ๆ
บนหลังของม้าขาวมีเกล็ดมังกรอยู่ถึง 8 ชิ้นแล้ว แถมระดับพลังก็ยังทะลวงขึ้นมาถึงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 7 ช่างแตกต่างจากตอนที่ผังป๋อเพิ่งจะมารับช่วงต่อราวฟ้ากับเหว
นับตั้งแต่ที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตั้งสำนักขึ้นมา ก็ผ่านมาเป็นหมื่นปีแล้ว ม้าขาวเหล่านี้ก็สืบเชื้อสายกันมานับร้อยรุ่น แต่จำนวนเกล็ดบนหลังของพวกมันก็ไม่เคยมีเกิน 3 ชิ้นเลย
ผู้อาวุโสม่ออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังยืนล้อมวงพิจารณาม้าขาวอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
"ศิษย์พี่ทั้งหลายมาตรวจงานหรือขอรับ?"
สวี่ชิงซานที่เพิ่งจะกลับมาถึงสวนร้อยอสูร รู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก
วันนี้เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรเพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 4 จึงทำให้เสียเวลาไปบ้าง ทำไมพอกลับมาที่สวนร้อยอสูร ถึงได้มีคนเพิ่มมาตั้ง 3 คนล่ะเนี่ย
ยังดีที่จำนวนวัวและม้าในสวนไม่ได้ลดลงไป
คนทั้งสามนี้เก็บงำกลิ่นอายพลังเอาไว้มิดชิด มีเพียงคลื่นพลังบางเบาเล็ดลอดออกมาเท่านั้น ฝีมือในการเก็บซ่อนกลิ่นอายแบบนี้ แม้แต่หลินฮ่วนก็ยังทำไม่ได้เลย
คงจะมีสถานะที่สูงกว่าหลินฮ่วนแน่ๆ
ผู้อาวุโสม่อจ้องมองสวี่ชิงซานตั้งแต่หัวจรดเท้า ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า: "เจ้าหนู ช่วงนี้เจ้าเป็นคนเลี้ยงม้าขาวตัวนี้ใช่ไหม"
ปราณวิญญาณอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาเบาๆ
สวี่ชิงซานถึงกับหายใจสะดุด รู้สึกทึ่งในพลังปราณวิญญาณอันมหาศาลของคนผู้นี้
"เรียนผู้อาวุโส ข้าน้อยเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ขอรับ"
"แล้วเจ้ารู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงของม้าขาวตัวนี้ในช่วงนี้บ้างหรือไม่?"
สวี่ชิงซานตอบอย่างนอบน้อม: "ตอนที่ข้าน้อยเข้ามารับช่วงต่อ ม้าตัวนี้มีเกล็ดบนหลังเพียงแค่ 1 ชิ้นเท่านั้น แต่ตอนนี้ผ่านไป 7 วัน เกล็ดก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 ชิ้นแล้ว
ศิษย์พี่ผังป๋อเคยบอกไว้ว่า ม้าขาวมีสายเลือดของมังกรอยู่ ข้าน้อยจึงคิดว่าสายเลือดในตัวมันคงจะกำลังตื่นขึ้นมาน่ะขอรับ"
ผู้อาวุโสม่อ: "ในช่วงที่เจ้าดูแลวัวเขียวและม้าขาว เจ้าได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูอะไรบ้างหรือไม่?"
นี่กำลังถามข้าอยู่สินะ ว่าข้าทำยังไงถึงทำให้ม้าขาวปลุกสายเลือดขึ้นมาได้
สวี่ชิงซานรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที ถึงแม้หน้าต่างสถานะจะมีแค่เขาคนเดียวที่มองเห็น แต่ก็ควรจะเก็บงำประกายความสามารถเอาไว้ ไม่เปิดเผยให้ใครรู้จะดีกว่า
"ข้าน้อยไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเลยขอรับ แค่รู้สึกว่าวัวและม้าพวกนี้ทำงานหนักเกินไป ก็เลยให้พวกมันมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นก็เท่านั้นเอง"
ผู้อาวุโสม่อนิ่งเงียบไป
หรือว่าวิธีปลุกสายเลือดของวัวเขียวและม้าขาวที่สืบทอดกันมาจะผิดพลาดกันนะ?
แต่วิธีนี้ก็เป็นสิ่งที่ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นคนถ่ายทอดมาให้ แล้วก็สืบทอดต่อๆ กันมา ไม่น่าจะผิดพลาดได้นี่นา
ศิษย์สายตรงผู้นั้นเป็นคนที่คอยติดตามปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งมาตั้งแต่ตอนที่ก่อตั้งสำนัก เขาเคยเล่าว่า สมัยที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งยังเป็นหนุ่มนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาก วัวเขียวและม้าขาวที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานมาด้วยกัน จนในที่สุดถึงได้ปลุกสายเลือดขึ้นมาได้สำเร็จ
ซึ่งมันก็สอดคล้องกับหลักคำสอนที่ว่า 'วิถีสวรรค์เกรียงไกร วิญญูชนพึงมุมานะไม่หยุดหย่อน' พอดี
บางทีอาจจะเป็นเพราะม้าขาวมีจิตวิญญาณ สัมผัสได้ถึงวิกฤตของสำนักเทียนสิง จึงได้ค่อยๆ ปลุกสายเลือดของตัวเองขึ้นมา
ศิษย์คนนี้ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้มาอยู่ในช่วงที่ม้าขาวกำลังจะปลุกสายเลือดพอดี ดูท่าคงจะเป็นผู้ที่มีวาสนาล้นเหลือ
ในอนาคตต่อให้เขาจะไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตอะไร แต่ก็ถือว่ามีความดีความชอบในการช่วยดูแลวัวม้า การได้รับการดูแลจากม้าขาวที่เขาเป็นคนเลี้ยงดูมา ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อผู้อาวุโสม่อคิดได้ดังนั้น ก็ไม่คิดจะริบสิทธิ์ในการดูแลวัวเขียวและม้าขาวคืนจากสวี่ชิงซานอีก
ในเมื่อสิทธิ์นี้ตกมาอยู่ในมือของเขาแล้ว ก็ถือว่าเป็นวาสนาของเขา
ผังป๋อคว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ ก็ทำได้เพียงโทษว่าตัวเองไม่มีวาสนามากพอเท่านั้น
"สวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ได้รับหินวิญญาณเดือนละเท่าไหร่?" ผู้อาวุโสม่อหันไปถามเหวินเต้า
เหวินเต้าตอบว่า: "30 ก้อนขอรับ"
ผู้อาวุโสม่อ: "เพิ่มให้เป็น 100 ก้อนก็แล้วกัน"