เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 สัตว์อสูรวิญญาณผู้มีไหวพริบ

บทที่ 29 สัตว์อสูรวิญญาณผู้มีไหวพริบ

บทที่ 29 สัตว์อสูรวิญญาณผู้มีไหวพริบ


สายเลือดราชันย์อสูร ก็คล้ายๆ กับร่างศักดิ์สิทธิ์วิญญาณบุปผา คือเป็นสรีระร่างกายชนิดพิเศษรูปแบบหนึ่ง

บิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์อสูรวิญญาณ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์ ทายาทที่ถือกำเนิดขึ้นมา จึงจะมีโอกาสได้รับสายเลือดราชันย์อสูร

การมีสายเลือดนี้ จะสามารถกดข่มสายเลือดของสัตว์อสูรวิญญาณส่วนใหญ่ได้ แม้ว่าพลังฝีมือจะแตกต่างกันมาก ทว่าก็สามารถอาศัยสายเลือดมากดข่มจนอีกฝ่ายเงยหน้าไม่ขึ้นได้

โลกของสัตว์อสูรวิญญาณนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องสายเลือดเป็นอย่างมาก สายเลือดราชันย์อสูรก็เปรียบเสมือนวรรณะพราหมณ์ในหมู่สัตว์อสูรเลยทีเดียว

แต่ลี่หยางเคยได้รับข้อมูลของสวี่ชิงซานมาจากอี้ชางไห่แล้ว เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านบนภูเขาธรรมดาๆ คนหนึ่ง บังเอิญโชคดีได้ปลุกรากปราณวิญญาณขึ้นมาก็เท่านั้นเอง

คนพรรค์นี้จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสายเลือดราชันย์อสูรได้อย่างไร

เมื่อสวี่ชิงซานเห็นท่าทีว่านอนสอนง่ายของจระเข้วารีทมิฬ ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร

ภรรยาของเขาเป็นถึงสิบผู้บำเพ็ญเพียรสายมารแห่งสำนักอินซาเชียวนะ สัตว์เลี้ยงตัวกระจ้อยร่อยของสำนักอินซา แค่มาอยู่ต่อหน้านาง จะเอาความกล้าที่ไหนมาเงยหน้ามองล่ะ

ทว่าเขาหันไปมองหลินซือซือ แสร้งทำเป็นประหลาดใจ:

"ภรรยา สำนักเทียนสิงช่างสมกับที่เป็นสำนักเซียนจริงๆ บรรดาศิษย์น้องแห่งสวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 ล้วนเป็นยอดฝีมือในการควบคุมอสูรกันทั้งนั้น สามารถฝึกฝนจระเข้วารีทมิฬตัวนี้ให้เชื่องได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"

หลินซือซือเผยให้เห็นถึงความ 'แปลกใหม่' ในการได้เห็นจระเข้เป็นครั้งแรก

"ท่านพี่ จระเข้ตัวใหญ่ตัวนี้ถึงแม้จะตัวดำเมี่ยมไปทั้งตัว แต่ดวงตากลับดูมีชีวิตชีวา น่ารักไม่เบาเลยนะเจ้าคะ"

สวี่ชิงซานแย้มยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นเอาอกเอาใจ: "ภรรยา หากเจ้าเห็นว่ามันน่ารัก พวกเราเข้าไปลูบมันดูสักหน่อยดีหรือไม่"

ซี๊ด—

สิ้นคำกล่าวของเขา ก็มีเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดังมาจากรอบข้าง

เจ้านี่ถึงกับจะเข้าไปสัมผัสกับจระเข้วารีทมิฬในระยะประชิด แถมยังจะพาภรรยาเข้าไปด้วยเนี่ยนะ

จะบ้าบิ่นเกินไปแล้วมั้ง?

การเอาอกเอาใจภรรยามันก็ไม่ควรจะใช้วิธีนี้นะ

กาลครั้งหนึ่ง มีราชาองค์หนึ่งเพื่อเอาอกเอาใจพระสนม ถึงกับยอมจุดไฟที่หอกระจายข่าวเพื่อหลอกลวงเหล่าขุนนางหัวเมือง และสุดท้ายเขาก็ต้องพบกับจุดจบ

เรื่องเล่านี้เป็นที่รู้กันไปทั่วในราชวงศ์ต้าโจว

ลี่หยางและคนอื่นๆ รู้สึกว่าสวี่ชิงซานกำลังจะซ้ำราชาองค์นั้น

แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมา และยังใช้สายตาห้ามปรามไม่ให้คนอื่นๆ เอ่ยปากเตือนด้วย

สวี่ชิงซานและภรรยาเดินเข้าไปในค่ายกลวิญญาณอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

จระเข้วารีทมิฬหมอบราบอยู่กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าไปใกล้

จระเข้วารีทมิฬก็ทำเพียงแค่กลอกตาแนวตั้งขึ้นมามองเล็กน้อย แล้วก็นอนนิ่งต่อไป

สวี่ชิงซานให้ภรรยาเป็นคนลองสัมผัสดูก่อน ส่วนตัวเขาก็ยืนคอยคุ้มกันอยู่ข้างๆ

หลังจากที่มือเล็กๆ ขาวเนียนดุจหยกของหลินซือซือลูบคลำไปบนหัวอันใหญ่โตของมันหลายครั้ง สวี่ชิงซานถึงได้ลองเอื้อมมือไปสัมผัสดูบ้าง

เขาลูบไปที่ปากอันใหญ่โตของจระเข้วารีทมิฬ

ม่านตาแนวตั้งของจระเข้วารีทมิฬทอประกายเย็นเยียบวาบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

สวี่ชิงซานตบไปที่หลังของจระเข้วารีทมิฬอีกสองสามที: "ไม่เลว เลี้ยงดูมาได้ดีไม่เลวเลย ดูท่าสวนร้อยอสูรแห่งสำนักเทียนสิงจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีสินะ

อยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องเกร็งไปหรอก ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านเถอะ ภรรยากับข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีเอง"

ดวงตาของจระเข้วารีทมิฬทอประกายราวกับมนุษย์ ภายใต้สายตาอันยิ้มแย้มของหลินซือซือ มันก็เป็นฝ่ายยื่นกรงเล็บออกมาจับมือกับสวี่ชิงซาน

สวี่ชิงซานยิ้มบางๆ

บรรลุเป้าหมายแล้ว

การที่เขาเสนอให้ภรรยาเข้าไปในโซนจระเข้ เพื่อสัมผัสกับจระเข้วารีทมิฬอย่างใกล้ชิด ก็เพื่อต้องการจะให้จระเข้ตัวนี้รับรู้ว่า เขาคือสุนัขจิ้งจอกที่กำลังแอบอ้างบารมีของเสืออยู่

เพราะเบื้องหลังของเขามีคนหนุนหลังอยู่นะโว้ย

หลังจากที่จระเข้วารีทมิฬจับมือกับสวี่ชิงซานเสร็จ มันก็ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสี่ข้าง สะบัดร่างอันใหญ่โตของมัน เกล็ดสีดำสนิทชิ้นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา

กรงเล็บของจระเข้วารีทมิฬคีบเกล็ดขนาดเท่าอ่างล้างหน้านั้นขึ้นมา ยื่นส่งให้สวี่ชิงซาน

นี่คิดจะติดสินบนข้าสินะ?

ไม่เลว เจ้าจระเข้น้อยนี่รู้จักเอาตัวรอดดีนี่นา

เขาเปิดใช้งานดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เพื่อตรวจสอบเกล็ดชิ้นนั้น

【เกล็ดจระเข้วารีทมิฬ: เกล็ดที่หลุดร่วงตามธรรมชาติของจระเข้วารีทมิฬระดับฝึกปราณ มีความแข็งแกร่งทนทาน เกล็ดเพียงชิ้นเดียวสามารถนำไปตีขึ้นรูปเป็นอาวุธวิญญาณป้องกันระดับกลางหรือระดับสูงได้ หากมีเกล็ดจำนวนมากพอ ก็สามารถนำไปตีขึ้นรูปเป็นอาวุธวิญญาณระดับฝึกปราณได้เลยทีเดียว】

เมื่อเห็นสรรพคุณของเกล็ดชิ้นนี้ สวี่ชิงซานก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

โล่ทองเหลืองที่หลี่ว์หลั่งมอบให้นั้นเป็นเพียงแค่อาวุธวิญญาณระดับต่ำ เมื่อเข้ามาอยู่ในสำนักเทียนสิงแล้ว ก็สมควรที่จะเปลี่ยนไปใช้อาวุธวิญญาณป้องกันที่ดีกว่าเดิมได้แล้ว

น่าเสียดายที่เขาไม่มีวิชาหลอมสร้างอาวุธ ก็ไม่รู้ว่าค่าแรงจ้างทำจะแพงหรือเปล่า

หลังจากรับ 'สินบน' จากจระเข้วารีทมิฬมาแล้ว สวี่ชิงซานก็ตบหัวมันอีกสองสามที ก่อนจะจับมือภรรยาเดินจากมาด้วยความพึงพอใจ

ลี่หยางตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันไป ทว่าความตกตะลึงกลับเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?

ที่แท้การให้อาหารจระเข้วารีทมิฬมันง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ไม่สิ จระเข้วารีทมิฬจะต้องกำลังอยู่ในสภาวะ 'อ่อนแอ' 'ใกล้จะทะลวงระดับ' หรือไม่ก็กำลัง 'ติดสัด' อย่างแน่นอน อารมณ์ของมันถึงได้ดีขึ้นแบบนี้

……

หลังจากนั้น สวี่ชิงซานก็ไปตรวจตราบริเวณบ่องูหลามต่อ

หากจะบอกว่าตอนที่ไปชมโซนจระเข้ ศิษย์คนอื่นๆ ยังพอจะเป็นไกด์นำทางให้ได้บ้าง แต่พอจะเข้าไปชมบ่องูหลาม ศิษย์เหล่านี้ต่างก็พากันหยุดฝีเท้าลงทันที แล้วปล่อยให้สวี่ชิงซานแสดงฝีมือเอาเอง

โซนงูหลามเป็นผืนป่าที่มีต้นไม้สูงตระหง่านเสียดฟ้า และงูหลามทองคำก็คือราชาแห่งผืนป่าแห่งนี้

ทว่าราชาองค์นี้กลับไม่ค่อยจะยึดถือกฎเกณฑ์สักเท่าไหร่ มันชอบที่จะซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้รกทึบ เพื่อรอจังหวะลอบโจมตีสังหารเหยื่อ

ศิษย์หลายคนต้องมาตายเป็นผีเฝ้าป่าเพราะงูหลามทองคำตัวนี้ ตายโดยที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

สวี่ชิงซานและภรรยาเดินควงแขนกันเข้าไปในป่า ทว่าเขากลับจงใจเดินให้ช้าลง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขากำลังปกป้องหลินซือซือเอาไว้ด้านหลัง

สายลมพัดโหมกระหน่ำ ใบไม้ในป่าสั่นไหวเสียดสีกัน นกและสัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างก็พากันแตกตื่นบินหนี

เงาสีทองความยาวกว่าสิบจั้งเลื้อยพันอยู่บนกิ่งไม้สูงตระหง่าน ทอดสายตามองลงมายังคนทั้งสองที่อยู่ในป่าดงดิบด้วยท่าทีหยิ่งผยอง ดวงตาสีทองอันเย็นเยียบของมันปราศจากความรู้สึกใดๆ

ทว่าเมื่อมันได้กลิ่นอายจากร่างของหลินซือซือ ความเย็นเยียบในดวงตานั้นก็มลายหายไปจนสิ้น

"ฟ่อ—"

งูหลามทองคำส่งเสียงร้องอย่างเริงร่า ขยับเลื้อยลำตัว เลื้อยลงมาจากกิ่งไม้

มันเลื้อยเข้ามาหาหลินซือซือ ขดตัวเป็นวงกลม หัวอันใหญ่โตถูไถไปมาตามเนื้อตัวของหลินซือซืออย่างออดอ้อน

ทำตัวเหมือนหมาเลียไม่มีผิด

หลินซือซือลูบไล้เกล็ดสีทองบนหัวของงูหลามทองคำเบาๆ แววตาของนางทอประกายแห่งความคิดถึง

ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองในสำนักเทียนสิง

เมื่อก่อนตอนที่นางอยู่ในสำนักอินซา นางได้ยึดครองเทือกเขาทั้งเทือก เลี้ยงดูงูหลามทองคำเอาไว้หลายหมื่นตัว ข้อแรกคือเพื่อแก้เบื่อ ข้อสองคือเพื่อนำน้ำลายของพวกมันมาใช้สะกดกลั้นความชั่วร้ายที่เป็นผลข้างเคียงจาก 《มหาวิชามารฟ้าจำแลงไร้ลักษณ์》 ของตัวเอง

เดิมทีคิดว่าเจ้าตัวเล็กพวกนี้คงจะตายเกลี้ยงไปในกองเพลิงตอนที่สำนักอินซาถูกทำลายไปหมดแล้วเสียอีก

นี่มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ

หลินซือซือยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ งดงามราวกับดอกกล้วยไม้ที่กำลังเบ่งบาน

"ภรรยา เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ?"

หากสวี่ชิงซานไม่แสดงท่าทีสงสัยในสถานการณ์แบบนี้ ก็คงจะดูไม่เนียนเอาเสียเลย

เมื่อหลินซือซือได้ยินดังนั้น ก็รีบดึงสติกลับมา นางบีบมือสวี่ชิงซานแน่น:

"ท่านพี่ เจ้างูยักษ์ตัวนี้ดูจะสนิทสนมกับน้องจังเลยนะเจ้าคะ"

"บางทีคนที่เลี้ยงเจ้างูยักษ์ตัวนี้มาก่อน คงจะเป็นเทพธิดาที่มีรูปโฉมงดงามเหมือนกับภรรยาของข้ากระมัง" สวี่ชิงซานหาทางลงให้ตัวเอง เพื่อจะได้ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

"อืม"

หลังจากนั้น งูหลามทองคำก็อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด แล้วปล่อยน้ำลายออกมา

สวี่ชิงซานรู้หน้าที่ดี จึงรีบหยิบขวดหยกออกมารองรับเอาไว้

【น้ำลายงูหลามทองคำ: น้ำลายที่หลั่งออกมาจากงูหลามทองคำที่เจาหยางเสวี่ยเลี้ยงเอาไว้ สามารถช่วยให้จิตใจสงบ ใช้สำหรับสะกดมารผจญในระหว่างการบำเพ็ญเพียรและทะลวงระดับพลังได้】

นี่มันเป็นสัตว์อสูรวิญญาณที่ภรรยาเลี้ยงเอาไว้จริงๆ ด้วย ดูท่าคงจะเป็นของที่นางเคยใช้กดทับผลข้างเคียงของวิชามารมาก่อนแน่ๆ

สวี่ชิงซานคิดว่าสามารถหาข้ออ้างเพื่อมอบน้ำลายงูนี้ให้กับหลินซือซือได้

……

สวี่ชิงซานยังคงเดินตรวจตราสวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 ต่อไป ไม่ว่าจะไปที่ใด สัตว์อสูรที่พบเจอต่างก็ยอมศิโรราบให้อย่างราบคาบ ชั่วระยะเวลาหนึ่งเขาจึงโดดเด่นและมีชื่อเสียงขึ้นมาทันที

บรรดาศิษย์รับใช้ที่เคยกังขาในตัวเขาก่อนหน้านี้ ต่างก็เปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง

หากมีศิษย์พี่ท่านนี้คอยคุ้มครอง ต่อไปพวกเขาก็คงไม่ต้องตกเป็นอาหารในท้องของสัตว์อสูรวิญญาณอีกแล้ว

ทว่าลี่หยางกลับทำหน้ามุ่ย

เขาไม่รู้ว่าจะไปอธิบายให้ศิษย์พี่อี้ฟังอย่างไรดี

ทำได้เพียงบอกว่าความสุขและความเศร้าของคนเรานั้นไม่เหมือนกันจริงๆ

……

หมดไปอีกหนึ่งวัน สวี่ชิงซานก็มานั่งนับผลประกอบการ

เกล็ดจระเข้วารีทมิฬหนึ่งชิ้น น้ำลายงูหลามทองคำหนึ่งขวด กระดองปูราชันย์ผีหนึ่งชุด และพิษคางคกพิษลูกศรเงาอีกหนึ่งขวด

ล้วนเป็นวัตถุดิบจากร่างกายของสัตว์อสูรระดับฝึกปราณทั้งสิ้น

และล้วนแต่มีราคาค่างวดที่ไม่ธรรมดาเลย

สัตว์อสูรวิญญาณในสวนร้อยอสูรช่างเป็นมิตรจริงๆ ทำงานที่นี่นี่มันสบายชะมัด

เขาคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มลงมือหลอมสร้างอาวุธวิญญาณป้องกันได้แล้ว

จบบทที่ บทที่ 29 สัตว์อสูรวิญญาณผู้มีไหวพริบ

คัดลอกลิงก์แล้ว