- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 6 เจ้าหน้าที่เซียน
บทที่ 6 เจ้าหน้าที่เซียน
บทที่ 6 เจ้าหน้าที่เซียน
ในต้าโจว ขุนนางจะกำหนดเวลาเก็บภาษีที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
เมืองผิงอันตั้งอยู่ทางตอนเหนือในเขตแดนของแคว้นเหลียง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของต้าโจว
ที่นี่ส่วนใหญ่จะเน้นการปลูกข้าวเป็นหลัก
ข้าวนาปรังจะสุกงอมในเดือนสิบ โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะทำการเก็บภาษีให้เสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนสิบ
นับเป็นภาษีฤดูใบไม้ร่วง
สวี่ชิงซานเคยได้ยินมาว่า ขุนนางในบางพื้นที่ไม่เห็นใจความยากลำบากของประชาชน เรียกเก็บภาษีตลอดทั้งสี่ฤดู
ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงไม่มีพืชผล ก็สั่งให้ชาวบ้านไปตัดไม้ ล่าสัตว์ เพื่อนำไม้และหนังสัตว์มาส่งมอบ
นี่เรียกว่าภาษีสี่ฤดู
ทว่าเมืองผิงอันจะไม่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
เมืองผิงอันเคยมีชายหนุ่มผู้มีรากปราณวิญญาณปรากฏตัวขึ้น ชายหนุ่มผู้นี้โชคดีได้กราบกรานเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเทียนสิง หนึ่งในแปดสำนักเซียน และได้แสดงฝีมือจนโดดเด่นอยู่ในนั้น
ที่เรียกว่าคนหนึ่งบรรลุมรรคาสุนัขไก่ได้ขึ้นสวรรค์ นับแต่นั้นมาเมืองผิงอันก็ได้รับการคุ้มครองจากเขาเช่นกัน
แม้จะไม่สามารถยกเว้นภาษีได้ทั้งหมด ทว่าภาษีในแต่ละปีก็ยังต่ำกว่าหมู่บ้านและเมืองอื่นๆ ถึงห้าส่วน
ในเมื่อตามปกติแล้วไม่ควรมีผู้ใดมาเก็บภาษีในฤดูหนาวที่เหน็บหนาวเช่นนี้
เช่นนั้นจุดประสงค์ของการที่เจ้าหน้าที่เก็บภาษีผู้นี้เดินทางมาที่หมู่บ้าน ก็ย่อมคุ้มค่าที่จะต้องนำมาขบคิดให้ลึกซึ้งแล้ว
กลับมาถึงบ้าน ทั้งสองคนก็หุงข้าว กินคู่กับผักดอง
พวกเขาทั้งคู่ต่างก็รู้สึกกระสับกระส่าย
สวี่ชิงซานเตรียมใจไว้สำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เขาคาดเดาว่าเจ้าหน้าที่เก็บภาษีผู้นี้อาจจะเป็นโอวหยางเค่อปลอมตัวมา จุดประสงค์ก็เพื่อติดต่อกับภรรยาของเขา เพื่อถ่ายทอดคำสั่งของมารร้ายอันดับหนึ่งแห่งสำนักอินซาผู้นั้น
"ด้วยระดับฝีมือของข้าในตอนนี้ย่อมไม่อาจต่อกรกับโอวหยางเค่อได้อย่างแน่นอน ต้องออกไปขอความช่วยเหลือจากภายนอก"
"แต่ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองตั้งสิบลี้ หากจะไปติดต่อคนของสมาพันธ์วิถีเซียนในเมือง ระหว่างทางย่อมต้องถูกขัดขวางอย่างแน่นอน"
"หากเจ้าหน้าที่เก็บภาษีผู้นั้นคือโอวหยางเค่อจริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือการอาศัยความได้เปรียบทางด้านจำนวนคน รวบรวมชาวบ้านทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน เพื่อให้โอวหยางเค่อเกิดความหวาดระแวง"
สวี่ชิงซานเหลือบมองหลินซือซือ คิ้วเรียวงามของอีกฝ่ายกำลังขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เมื่อใช้งาน 【การสังเกตสีหน้าท่าทาง】 เขาจึงมองออกว่าภรรยามีความกังวลอยู่จางๆ
นางเองก็กำลังเป็นกังวลอยู่เหมือนกันหรือ? ไม่อยากพบหน้ากับโอวหยางเค่อเหมือนกันหรือ?
เฮ้อ ที่แท้แล้ว ภรรยาก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายมารเช่นกัน น่าเสียดายที่ปัญหาของเคล็ดวิชานั้นสาหัสเกินไปจริงๆ
หลังอาหารเย็น ทั้งสองคนเติมฟืนจนเต็มเตา แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงเตา
หลังจากได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของภรรยาแล้ว สวี่ชิงซานก็โคจรพลังในจุดตันเถียน ดูดซับปราณอย่างสุดกำลัง เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตนเอง
【ระดับการบำเพ็ญเพียร: หล่อหลอมชีพจรขั้น 1 (8/100)】
【ระดับการบำเพ็ญเพียร: หล่อหลอมชีพจรขั้น 1 (9/100)】
……
กลางดึก เขารอคอยที่จะรับรางวัลของวันนี้อย่างใจจดใจจ่อ
【จำนวนวันรอดชีวิต +1】
【ได้รับแต้มคุณสมบัติ: 1】
สวี่ชิงซานมีสีหน้ายินดีเล็กน้อย กำลังเตรียมจะนำแต้มคุณสมบัติไปเพิ่มให้กับทักษะ 【การดูดซับปราณวิญญาณ】 เพื่อเพิ่มความเร็วในการยกระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเอง
จู่ๆ ตรงหน้าก็มีหน้าต่างข้อมูลเด้งขึ้นมาอีกหนึ่งข้อความ
【ท่านได้ปลดล็อกทักษะทั้งหมดแล้ว เปิดใช้งานการปลุกพลังของทักษะ】
【ความคืบหน้าการปลุกพลังรู้ของทักษะการสังเกตสีหน้าท่าทาง: 0/5】
"ปลุกพลัง?"
สวี่ชิงซานชะงักไปครู่หนึ่ง
แม้จะไม่รู้ว่าหลังจากปลุกพลังแล้วจะได้รับอะไร แต่ฟังดูเหมือนจะร้ายกาจมากทีเดียว
【การปลุกพลังของทักษะ จะได้รับผลลัพธ์ใหม่】
หน้าต่างข้อมูลราวกับเป็นพยาธิในท้องของเขา คอยไขข้อข้องใจให้
ได้รับผลลัพธ์ใหม่...
ทักษะทั้งห้าของเขาในตอนนี้ก็ช่วยยกระดับความสามารถของตนเองได้มากแล้ว แต่มีใครบ้างที่จะรังเกียจที่ทักษะของตนแข็งแกร่งเกินไป
เขาลองตรวจสอบหน้าต่างข้อมูลดูอีกครั้ง ก็พบว่ามีเพียงทักษะ 【การสังเกตสีหน้าท่าทาง】 ทักษะเดียวเท่านั้นที่เปิดใช้งานความคืบหน้าในการปลุกพลัง
นี่ก็เป็นทักษะแรกที่เขาเลือกอัปเกรดเสียด้วย
หรือว่าจะเป็นการเปิดใช้งานการปลุกพลังตามลำดับการเรียนรู้ของข้า?
ถ้าเป็นเช่นนั้น 【การดูดซับปราณวิญญาณ】 ก็ต้องรอจนถึงท้ายสุดถึงจะสามารถเพิ่มแต้มเพื่ออัปเกรดได้อย่างนั้นหรือ?
สวี่ชิงซานรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่พอลองคิดดูแล้ว ต่อให้ตอนนี้เขาทุ่มแต้มทั้งหมดไปอัปเกรด 【การดูดซับปราณวิญญาณ】 ในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็ไม่อาจยกระดับจนถึงขั้นที่จะไปทุบตีโอวหยางเค่อได้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ปล่อยวาง
การกินข้าวทีละคำๆ ไม่อาจอิ่มได้ในคำเดียว หนทางก็ต้องก้าวเดินไปทีละก้าว หากก้าวเท้ายาวเกินไปก็จะทำให้สะดุดล้มได้ง่ายๆ
ขอดูหน่อยเถอะว่า 【การสังเกตสีหน้าท่าทาง】 จะปลุกพลังผลลัพธ์อะไรออกมา
สวี่ชิงซานกดเพิ่มแต้มอย่างไม่ลังเลใจ
【ความคืบหน้าการปลุกพลังของทักษะการสังเกตสีหน้าท่าทาง: 1/5】
……
หลังจากนั้น สวี่ชิงซานก็ดูดซับปราณวิญญาณตลอดทั้งคืน จนกระทั่งความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามา จึงเผลอหลับไปตามธรรมชาติ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พอตรวจสอบหน้าต่างข้อมูล ความคืบหน้าก็มาถึง 12 แล้ว
"ไม่เลว ความเร็วระดับนี้ถือว่าเร็วมากแล้ว"
สวี่ชิงซานมีสีหน้ายินดี
"สามี มากินข้าวเถอะเจ้าค่ะ"
ยามนี้ภรรยาได้ต้มโจ๊กเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"ได้"
สวี่ชิงซานรับคำ เงยหน้าขึ้น พิจารณาภรรยา พบว่าวันนี้หลินซือซือดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย
นางยังคงสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบชุดเดิม รวบผมขึ้นไปปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดาๆ
ยังคงเป็นใบหน้ารูปไข่ ทว่ากล้ามเนื้อตรงกรามด้านซ้ายกลับดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ใบหน้ารูปไข่นั้นดูไม่ค่อยได้รูปนัก
คิ้วเรียวบางก็ดูหนาขึ้นเล็กน้อย ประกายในดวงตากลมโตที่เคยงดงามก็ดูหม่นหมองลงเล็กน้อยเช่นกัน
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เล็กน้อยมาก หากไม่ใช่เพราะสวี่ชิงซานใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนางทุกวันทุกลมหายใจ อีกทั้งยังมีความสามารถในการสังเกตที่ยกระดับขึ้นหลังจากได้รับทักษะมาแล้ว ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นได้อย่างแน่นอน
แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเหล่านี้เอง ที่ทำให้บุคลิกของหลินซือซือเปลี่ยนไป ภรรยาสาวที่เคยงดงามและอ่อนโยนกลับดูธรรมดาสามัญลงไปมาก
ความแตกต่างระหว่างนางกับ 'เจาหยางเสวี่ย' ในภาพวาดสิบมารร้ายยิ่งทวีความห่างไกลมากขึ้นไปอีก
"ดูท่าภรรยาของข้าคงจะใช้วิธีการบางอย่างเพื่อปลอมแปลงโฉมหน้าสินะ"
สวี่ชิงซานครุ่นคิดในใจ
เขาไม่รู้ว่าวิชาปลอมแปลงโฉมนี้เป็นเคล็ดวิชาระดับใด แต่คาดว่าตอนที่หลินซือซือยังบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้านี้คงไม่สามารถใช้วิชานี้ออกมาได้ ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีทางสังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างภรรยาและ 'เจาหยางเสวี่ย' ในภาพวาดได้อย่างแน่นอน
เรื่องนี้บ่งบอกว่าอาการบาดเจ็บของภรรยาฟื้นฟูขึ้นมาอีกเล็กน้อยแล้ว
"เฮ้อ เช่นนั้นข้าต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นเมื่ออยู่ใต้จมูกของนางแล้ว"
สวี่ชิงซานลอบถอนหายใจ รวบรวมสติให้มั่นคง
"ภรรยา วันนี้เจ้าดูไม่เหมือนเดิมเลยนะ ดูโทรมไปมากเลย เมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือ?"
หลินซือซือชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
สามีของข้าช่างเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับข้าทั้งวันทั้งคืนจริงๆ แม้แต่ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ เขาก็ยังสามารถสังเกตเห็นได้
"บางทีอาจจะเป็นเพราะข้ามัวแต่คิดเรื่องที่เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะเดินทางมา จิตใจก็เลยไม่ค่อยสงบน่ะเจ้าค่ะ"
คำตอบของนางสมเหตุสมผลดี สิ่งที่เรียกว่าการคำนวณของเจ้าหน้าที่เก็บภาษี มีแต่เข้าไม่มีออก ชาวบ้านตาดำๆ มักจะมีความรู้สึกทั้งเคารพทั้งเกรงกลัวต่อขุนนางที่มาเก็บภาษีอยู่แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่หลินซือซือกำลังกังวลอยู่นั้น ย่อมไม่ใช่ขุนนางตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน
สวี่ชิงซานตบหลังมือภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบโยนนาง
เขายังคงรักษาภาพลักษณ์สามีผู้แสนดีต่อไป กัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า:
"ภรรยาไม่ต้องเป็นห่วง ในบ้านยังมีเงินเหลืออยู่อีกนิดหน่อย เพียงพอที่จะรับมือได้ หากไม่ได้จริงๆ ข้าก็เข้าป่าไปล่ากวางมาสักสองสามตัว แล้วเอาหนังสัตว์ไปส่งมอบให้พวกเขาก็ได้ วันนี้สามีของเจ้าคนนี้รู้สึกถึงพลังวังชาที่เปี่ยมล้น เรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย การจะล่าสัตว์ป่าสักสองสามตัวย่อมไม่ใช่ปัญหา"
สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของสามี จิตใจที่ว้าวุ่นของหลินซือซือก็ค่อยๆ สงบลง
สามีของนางยังคงมีจิตใจดีและซื่อสัตย์จริงใจอยู่เสมอ
กินข้าวเสร็จ ภายใต้การจัดการของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านกว่าสองร้อยชีวิตก็มารวมตัวกัน
ชายหนุ่มในชุดขุนนางผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปยืนบนแท่น
"ข้าคือเจ้าหน้าที่เก็บภาษีคนใหม่ ชื่อม่อชาง มาจากสำนักเทียนสิง"
ชายหนุ่มประกาศด้วยเสียงอันดัง
สวี่ชิงซานเม้มปาก ที่แท้เจ้าหน้าที่เก็บภาษีผู้นี้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเซียนจากสำนักเทียนสิงนี่เอง
ทว่าพวกเซียนก็คลั่งไคล้การเป็นขุนนางด้วยหรือ?
"ชาวบ้านทั้งหลายโปรดวางใจ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเก็บค่าเช่าหรอกนะ"
"อยากจะขอถามทุกท่านสักหน่อย ว่าที่บ้านมีสมุนไพรแปลกๆ หรือไม่ อย่างเช่น โสมที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แอปเปิ้ลสีม่วง หรือเมล็ดข้าวขนาดเท่าฝ่ามือ..."
"ข้ารับซื้อในราคาสูง อย่างต่ำก็หนึ่งตำลึงเงิน!"
ชาวบ้านมองหน้ากันไปมา บางคนไม่เคยได้ยินชื่อของแปลกประหลาดเหล่านี้มาก่อน แต่ก็มีคนยกมือขึ้นเพื่อบอกว่าที่บ้านของตนมี
เมื่อเขาหยิบเมล็ดข้าวขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ดวงตาของสวี่ชิงซานและม่อชางก็ทอประกายวาบ
เมล็ดข้าวเต่งตึง อบอวลไปด้วยปราณวิญญาณที่เข้มข้น
"เมล็ดข้าวนี้กักเก็บปราณวิญญาณเอาไว้ไม่น้อย หากกินเข้าไปจะต้องช่วยเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรได้มากอย่างแน่นอน" สวี่ชิงซานคิดในใจ
ม่อชางกล่าวว่า "สามตำลึงเงิน ข้ารับซื้อไว้เอง"
สามตำลึงเงินคือรายได้ตลอดทั้งปีของครอบครัวธรรมดาทั่วไป ชาวบ้านผู้นั้นดีใจจนเนื้อเต้น ตกลงซื้อขายอย่างตรงไปตรงมา
ม่อชางเก็บเมล็ดข้าวใส่ลงในถุงผ้าใบเล็ก ยิ้มอย่างมีเลศนัย
เมล็ดข้าววิญญาณนี้มีมูลค่าเท่ากับหินวิญญาณหนึ่งก้อน หากเทียบตามราคาสินค้าของต้าโจวแล้ว ก็มีมูลค่าถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ทว่าชาวบ้านในชนบทย่อมไม่รู้ราคาค่างวดของสิ่งนี้
การกว้านซื้อวัตถุดิบที่ใช้สำหรับการบำเพ็ญเพียรในราคาถูก คือหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ของเขา
ภารกิจที่สอง คือการตามล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายมารแห่งสำนักอินซาที่หลบหนีมายังที่แห่งนี้
หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านนำ 'ของแปลกประหลาด' ออกมาอีก ม่อชางก็รับซื้อเอาไว้ทั้งหมดเช่นเดียวกัน
ระหว่างช่วงพักก ม่อชางได้หยิบเข็มทิศสีดำขนาดกะทัดรัดอันหนึ่งออกมาวางลงบนเก้าอี้พับ
เข็มทิศหมุนติ้วไปมา ในที่สุดก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"ผู้ใหญ่บ้าน บ้านพักสองสามหลังทางฝั่งนั้นเป็นบ้านของใครกัน?" ม่อชางเอ่ยถาม
ผู้ใหญ่บ้านตอบว่า "นั่นบ้านของท่านป้าหลิว บ้านของตาเฒ่าหลี่... แล้วก็บ้านของสวี่ชิงซานขอรับ"
สวี่ชิงซานสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหลินซือซือบีบมือของตนเองแรงขึ้น
ดวงตากลมโตของภรรยาจ้องเขม็งไปที่เข็มทิศอันนั้น สีหน้าเคร่งเครียด
"ชาวบ้านทุกท่านโปรดตามข้าไปที่นั่นสักหน่อย มีบางเรื่องที่ต้องตรวจสอบสักเล็กน้อย"
แม้ม่อชางจะเอ่ยถาม ทว่ากลับใช้น้ำเสียงเชิงออกคำสั่ง
เขาถือเข็มทิศเดินนำหน้าไป สวี่ชิงซานและคนอื่นๆ เดินตามไปติดๆ
เดินผ่านบ้านพักไปทีละหลัง ในที่สุดม่อชางก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านของสวี่ชิงซาน
ม่อชางปั้นหน้าตึง ท่าทางระแวดระวังเต็มที่ "นี่บ้านของใครกัน?"