- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 3 ภรรยาเป็นนางมารตัวจริงเสียงจริง
บทที่ 3 ภรรยาเป็นนางมารตัวจริงเสียงจริง
บทที่ 3 ภรรยาเป็นนางมารตัวจริงเสียงจริง
วันเวลาหลังจากนั้นยังคงดำเนินไปตามปกติ เนื่องจากหิมะตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทั้งสองคนจึงไม่ได้ออกจากบ้าน ได้แต่อยู่พูดคุยสัพเพเหระกันอยู่แต่ในบ้าน
ด้วยเหตุนี้สวี่ชิงซานจึงเอาชีวิตรอดติดต่อกันมาได้สามวัน ได้รับแต้มอัปเกรดมาสามแต้ม นำไปใช้อัปเกรดทักษะต่างๆ
พร้อมกันนั้นก็ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของทักษะแล้วเช่นกัน
【เรียนรู้ด้วยตนเองโดยไร้อาจารย์ (เลเวล 1) ผลลัพธ์: ท่านได้รับความสามารถในการหยั่งรู้ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เคล็ดวิชากระบวนท่าทั้งหมดเพียงแค่มองผ่านตาก็สามารถรู้แจ้งเข้าใจได้อย่างถ่องแท้】
【อายุยืนยาวร้อยปี (เลเวล 1) ผลลัพธ์: พลังชีวิตของท่านได้รับการยกระดับขึ้นเล็กน้อย】
【ร้อยโรคภัยไม่กล้ำกราย (เลเวล 1) ผลลัพธ์: ร่างกายของท่านได้รับพลังต่อต้านเล็กน้อย】
ตอนนี้ขาดเพียง 【การดูดซับปราณวิญญาณ】 ทักษะสุดท้าย ก็จะสามารถอัปเกรดทักษะทั้งห้าขึ้นเป็นเลเวลหนึ่งได้ทั้งหมดแล้ว
เวลาล่วงเลยมาถึงเช้าตรู่วันที่สาม หิมะหยุดตกแล้ว
สวี่ชิงซานเพิ่งจะกวาดหิมะที่ทับถมกันอยู่ในลานบ้านจนสะอาด จู่ๆ ก็เห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งเดินมาที่หน้าประตู
"ชิงซาน เจ้าอยู่พอดีเลย"
ผู้ที่มาคือท่านป้าหลิวในหมู่บ้าน ตอนที่เขาและหลินซือซือแต่งงานกันก็เป็นนางนี่แหละที่เป็นแม่สื่อชักนำ
"นี่เห็นหิมะหยุดตกแล้ว ประเดี๋ยวก็กำลังคิดจะไปซื้อเสบียงอาหารที่เมืองสักหน่อยพอดีเลยครับ"
สวี่ชิงซานเงยหน้ามองท่านป้าหลิวที่รูปร่างอวบอ้วน อธิบายอย่างกระตือรือร้น
"อย่าเพิ่งไปเลย ตอนนี้ในหมู่บ้านแทบจะพลิกแผ่นดินกันอยู่แล้ว"
"เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?" เขาขมวดคิ้วถาม
หลายวันนี้ไม่ได้ออกจากบ้านเลย จึงย่อมไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้น
"ก็ลูกชายคนที่สามของตาเฒ่าหลี่เมื่อวานนี้น่ะสิ ขึ้นเขาไปเก็บฟืน จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย"
"ตอนนี้ในหมู่บ้านได้จัดตั้งคนขึ้นเขาไปตามหาแล้ว ก็เลยอยากจะมาเรียกเจ้าให้ไปดูด้วยกัน"
ท่านป้าหลิวบอกเล่าความเป็นมาของเรื่องราว
เรื่องนี้ทำให้สวี่ชิงซานชะงักงันไปครู่หนึ่ง เมื่อวานหิมะตกหนักปานนั้นยังขึ้นเขาไปเก็บฟืน นี่มันรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ?
ทว่าเมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เขาก็ไม่สนเรื่องจะไปซื้อเสบียงอาหารที่เมืองแล้ว ตกลงกับท่านป้าหลิวเสร็จก็กลับเข้าบ้านไปเก็บข้าวของเตรียมตัวขึ้นเขา
"สามี"
หลินซือซือที่กำลังเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าอยู่ในบ้านย่อมได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสองในลานบ้าน จึงเอ่ยเรียกเขาเอาไว้
"ภรรยาวางใจเถอะ ข้าขึ้นไปดูบนเขาตกบ่ายก็กลับมาแล้ว"
สวี่ชิงซานส่งยิ้มบางๆ ให้นาง ขณะที่กำลังจะออกเดินทางกลับถูกเรียกเอาไว้อีกครั้ง: "ข้าตามสามีไปด้วยคนเถอะเจ้าค่ะ หิมะบนเขากำลังทับถมหนา ข้าไม่ค่อยวางใจนัก"
เห็นหลินซือซือลุกขึ้นเดินตามมา สวี่ชิงซานก็อึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
เขาไม่รู้ว่าในใจของผู้หญิงคนนี้คิดอะไรอยู่ หรือว่าคิดจะทรมานเขาให้ตายบนเขาที่รกร้างไร้ผู้คนงั้นหรือ?
ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ชัดเจนของนางเลย
"อืม... เช่นนั้นก็ได้ แต่เจ้าต้องอยู่ใกล้ๆ ข้าไว้นะ"
สวี่ชิงซานแสร้งทำเป็นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้าตกลง
หมู่บ้านซีเหอตั้งอยู่ด้านหลังเทือกเขาที่ทอดยาวติดต่อกันหลายลูก ทว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเขตที่ไร้ผู้คนย่างกราย ตามปกติแล้วชาวบ้านขึ้นเขาไปตัดฟืนล่าสัตว์ก็มักจะป้วนเปี้ยนอยู่แค่ภูเขาหนึ่งหรือสองลูกในละแวกใกล้เคียงเท่านั้น
พายุหิมะตกหนักติดต่อกันหลายวัน เส้นทางขึ้นเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่หนาทึบ
เนื่องจากเทือกเขามีขนาดใหญ่มาก ชาวบ้านจึงแยกย้ายกันไปค้นหาตามทิศทางต่างๆ
ตลอดทาง สวี่ชิงซานจูงมือเรียวงามของหลินซือซือเอาไว้ตลอด เดินอย่างระมัดระวังไปตามเส้นทางบนภูเขา พร้อมกับมองหาคนในระยะไกลไปด้วย
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็มาถึงทางแยกเส้นหนึ่ง เส้นทางหนึ่งคือมุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาลึก ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งต้องเดินอ้อมไป
"สามี เดินเส้นทางนี้เถิดเจ้าค่ะ น่าจะปลอดภัยกว่าหน่อย"
หลินซือซือยกมือขึ้นชี้ไปยังเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ภูเขาลึก
สวี่ชิงซานชะงักงันไปชั่วขณะ มองตรงไปข้างหน้า เมื่อประเมินผ่าน 【การสังเกตสีหน้าท่าทาง】 เส้นทางที่หลินซือซือชี้นั้นมีหิมะทับถมบางกว่าจริงๆ ค่อนข้างเดินง่ายกว่า
หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเกิดมโนธรรมสำนึกขึ้นมา ที่ตั้งใจตามเขาขึ้นเขามาก็เพราะเป็นห่วงว่าเขาจะได้รับอันตราย ถึงได้มาช่วยชี้ทางให้?!
แต่นี่มันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย เมื่อไม่กี่วันก่อนยังแทบอยากจะฆ่าเขาให้ตายอยู่เลย ตอนนี้กลับมาหวังดีเช่นนี้แล้ว
"ต้องมีแผนการร้ายอะไรแน่ๆ"
หลังจากถูกสังหารมาสามครั้ง สวี่ชิงซานก็ไม่กล้าเชื่อใจผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว
ดั่งคำกล่าวที่ว่าจิตใจสตรีมีพิษร้ายกาจที่สุด ดูท่าจะไม่ผิดจริงๆ
ในใจของสวี่ชิงซานสัญญาณเตือนภัยดังลั่น ทว่าสีหน้ากลับไม่แสดงออกเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา: "ยังคงเป็นภรรยาที่รอบคอบ หิมะบนเส้นทางนี้บางกว่าเดินง่ายกว่าจริงๆ"
"สามีเดินนำหน้าเถิดเจ้าค่ะ ภรรยาจะเดินตามท่านอยู่ด้านหลังเอง"
หลินซือซือยิ้มหวาน ทั้งสองคนออกเดินทางกันต่อ
"เขาเป็นคนดีคนหนึ่งจริงๆ ทว่าในโลกยุคนี้ ความเมตตาเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ที่สุด"
เมื่อระยะห่างของคนทั้งสองถูกดึงให้ห่างออกจากกันระยะหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินซือซือก็พลันแข็งค้าง
มองดูสามีที่รักตนเองอย่างสุดซึ้งอยู่เบื้องหน้า เริ่มแรกในใจนางรู้สึกลังเลขัดแย้ง ชีวิตที่เงียบสงบในหลายวันนี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจมากจริงๆ
ทว่าทุกครั้งที่นึกย้อนไปถึงตัวเองในอดีต ตลอดจนถึงลักษณะเฉพาะของเคล็ดวิชาที่บำเพ็ญเพียร ภายในใจของหลินซือซือก็ยิ่งไม่อาจกดข่มความต้องการที่จะสังหารชายหนุ่มตรงหน้าทิ้งไปให้พ้นๆ เพื่อสลัดหลุดจากพันธนาการในใจ ไม่กล้าหวังถึงชีวิตเช่นนี้อีกต่อไป
ทว่านางก็กลับใจอ่อนไม่ยอมลงมือครั้งแล้วครั้งเล่า
"เจาหยางเสวี่ย นี่ไม่ใช่เจ้านะ!"
"ฆ่าเขาเสีย ขจัดความว้าวุ่นใจในโลกโลกีย์ทิ้งไปซะ เจ้ายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก!"
เสียงแห่งความลังเลสับสนในใจดังขึ้นอีกครั้ง
เพราะลักษณะเฉพาะของการบำเพ็ญเพียรมหาวิชามารฟ้าจำแลงไร้ลักษณ์ ทำให้ภายในใจของนางมักจะเกิดอารมณ์เช่นนี้ขึ้นมาเป็นระยะๆ
ขณะที่ในใจของหลินซือซือกำลังดิ้นรนขัดแย้งอยู่นั้น สวี่ชิงซานที่เดินอยู่ด้านหน้าก็จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง หันหน้ากลับมาโบกมือเรียกนาง: "ภรรยา รีบตามมาสิ"
เห็นรอยยิ้มของสวี่ชิงซาน จิตสังหารที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นของหลินซือซือก็ถูกสาดรดให้ดับมอดลงไปอีกครั้ง นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้
"อ้อ มาแล้วเจ้าค่ะ"
นางขานรับคำหนึ่ง ก้าวเท้ายาวๆ เดินตามไป
สำหรับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของหลินซือซือเมื่อครู่นี้ สวี่ชิงซานย่อมสัมผัสได้อย่างแน่นอน เกือบจะคิดไปแล้วว่าจะต้องมาถูกฆ่าตายในป่าเขาที่รกร้างไร้ผู้คนแห่งนี้เสียแล้ว
โชคดีที่เขามีไหวพริบปฏิภาณในยามคับขัน พยายามปลุกมโนธรรมสำนึกเฮือกสุดท้ายของผู้หญิงคนนี้ให้ตื่นขึ้นมาได้
หิมะใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงดังกรอบแกรบ ในป่าเงียบสงัดจนน่ากลัว แม้แต่เสียงนกร้องก็ยังไม่ได้ยิน
ค้นหาอยู่หลายชั่วยาม ก็ยังคงไม่พบร่องรอยของลูกชายคนที่สามของบ้านตระกูลหลี่ นี่ขนาดสวี่ชิงซานใช้ผลลัพธ์ของ 【การสังเกตสีหน้าท่าทาง】 เข้าช่วยแล้วนะ
เขาคาดเดาว่าคงจะร้ายดีอย่างไรก็ต้องมีอันตรายถึงชีวิตแล้ว
ต้องมาทนอยู่ในป่าเขาที่หนาวเหน็บเช่นนี้ตลอดทั้งคืน โดยพื้นฐานแล้วยากมากที่จะเอาชีวิตรอดมาได้
"ช่างเถอะ ภรรยา พวกเรากลับกันเถอะ บางทีทางฝั่งคนอื่นๆ อาจจะมีเบาะแสอะไรบ้างแล้ว"
สวี่ชิงซานเดิมทีตั้งใจจะพากลับหลินซือซือเดินกลับไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยันดังแว่วมา: "เจี๊ยกๆๆ..."
หลินซือซือได้ยินเสียง คิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย มือเรียวงามสะบัดเบาๆ สวี่ชิงซานที่อยู่ข้างกายก็ล้มฟุบลงบนพื้นหิมะในทันที
"ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้คิดจะลงมือที่นี่หรอกนะ?"
เนื่องจากสวี่ชิงซานได้อัปเกรดทักษะไปแล้ว ร่างกายจึงได้รับพลังต่อต้านมาในระดับหนึ่ง จึงไม่ได้สลบไป เพียงแค่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัวเท่านั้น
มาถึงตอนี้เขาจึงทำได้เพียงหลับตาลงแสร้งทำเป็นสลบไป
วินาทีต่อมา เงาร่างคนในชุดคลุมสีดำกลับร่วงหล่นลงมาตรงหน้าของคนทั้งสองจากความว่างเปล่า
"เจาหยางเสวี่ยเอ๋ย เจาหยางเสวี่ย เจ้าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเชียวนะ พี่น้องของพวกเราหลายคนกลับถูกฝ่ายธรรมะตามล่าอยู่ทุกวี่ทุกวัน"
แม้สวี่ชิงซานจะคาดเดามาตลอดว่าหลินซือซือก็คือคนที่ถูกเรียกว่าเจาหยางเสวี่ย ทว่าเมื่อได้ยินชื่อนี้เข้าจริงๆ ก็ยังคงรู้สึกตกใจอยู่ดี
ไม่นึกเลยว่าเขาจะแต่งงานกับนางมารตัวจริงมาเป็นภรรยาเข้าให้แล้วจริงๆ
สวี่ชิงซานที่ "สลบ" อยู่ภายในใจมีความรู้สึกปะปนกันไปหมด
เมื่อคิดถึงภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาหลายเดือนกลับเป็นหนึ่งในสิบผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่สังหารคนเป็นผักปลา ภายในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาสายหนึ่ง
ดวงตาปิดแน่นยิ่งกว่าเดิม
น้ำเสียงแหบพร่าเย็นเยียบของบุรุษผู้นั้นดังเข้าหูของเขา:
"เจี๊ยกๆๆ เจาหยางเสวี่ย เจ้าลืมภารกิจที่สำนักอินซามอบหมายให้เจ้าไปแล้วหรือ?"