- หน้าแรก
- ฝึกกระบี่สามพันปี ออกจากเขาคราวนี้ข้าคือเทพไร้เทียมทาน
- บทที่ 30 - ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ
บทที่ 30 - ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ
บทที่ 30 - ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ
บทที่ 30 - ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ
เจี่ยอวี่ก้มหน้าลง มองดูรูเลือดบริเวณหน้าอก สัมผัสได้ถึงพลังปราณในร่างกายที่กำลังไหลทะลักออกไปอย่างไม่ขาดสาย สีหน้าของเขาก็ยิ่งทวีความสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
"นี่เจ้า ถึงกับเตรียมแผนสำรองเอาไว้ด้วยงั้นหรือ"
ห่างออกไปไกลนับพันลี้ หลินหมิงที่กำลังเร่งเดินทาง จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
"อันตรายมาเยือนเร็วขนาดนี้เลยหรือ"
ในตอนที่ชายหนุ่มผิวคล้ำร่างผอมมอบแผนที่ให้เขา เขาเคยให้คำมั่นสัญญาไว้ ว่าหากในอนาคตมีปัญหา เขาจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือหนึ่งครั้ง
ด้วยนิสัยของเขาแล้ว เมื่อลั่นวาจาออกไป ย่อมต้องรักษาคำพูดเสมอ
ดังนั้น ในตอนนั้นเขาจึงประทับตราสัญลักษณ์เวทมนตร์เอาไว้บนร่างของชายหนุ่มผิวคล้ำร่างผอม ซึ่งมันจะทำงานก็ต่อเมื่อเจ้าตัวตกอยู่ในวิกฤตถึงแก่ชีวิต
ไม่คิดเลยว่า มันจะได้ใช้ประโยชน์เร็วขนาดนี้
หลินหมิงหันหลังกลับ แววตาปรากฏรอยริ้วสีเลือดขึ้นมาจางๆ
เบื้องหน้าของเขา ปรากฏจุดแสงสีขาวขึ้นมาทีละจุด ทอดยาวไปไกลนับหมื่นลี้
เพียงแค่เขาคิด ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปทันที
เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาถึงเมืองชิงซานเรียบร้อยแล้ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองชิงซาน ทำเอาเขาถึงกับต้องตกใจอยู่ไม่น้อย
นับตั้งแต่ตอนที่เขาได้แผนที่มา จนกระทั่งเดินทางออกจากเมืองชิงซาน มันก็เพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่นานนี้เอง
เมืองที่เคยสงบสุข บัดนี้กลับกลายสภาพเป็นขุมนรกบนดินไปเสียแล้ว
ซากชิ้นส่วนร่างกายเกลื่อนกลาดแช่อยู่ในกองเลือดสีแดงฉาน อาคารบ้านเรือนจำนวนมหาศาลพังพินาศย่อยยับ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ อย่างไม่ขาดสาย
หลินหมิงก้าวเดินเพียงก้าวเดียว ก็มาโผล่อยู่ข้างกายชายหนุ่มผิวคล้ำร่างผอมแล้ว
ในเวลานี้ ชายหนุ่มกำลังหอบหายใจอย่างหนัก ยืนอยู่แต่ไกล มองดูเจี่ยอวี่ที่หยุดการเคลื่อนไหวลงด้วยใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
เมื่อครู่นี้ มีพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ปกคลุมร่างของเขา เขาคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วแน่ๆ
แต่ใครจะไปคิด ว่าในวินาทีต่อมา พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวนั้น กลับมลายหายไปจนสิ้น
ภายใต้ความตื่นตระหนกตกใจ เขาจึงรีบวิ่งหนีต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถึงได้กล้าหันหน้ากลับไปมองเจี่ยอวี่
สภาพของเจี่ยอวี่ดูแปลกประหลาดมาก พลังชีวิตสูญสิ้นไปเกือบหมดแล้ว พลังปราณในร่างกายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่หลงเหลือเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงลอยตัวอยู่กลางอากาศ
เลือดสดๆ ไหลรินออกมาจากรูเลือดที่หน้าอกอย่างไม่ขาดสาย ราวกับว่าภายในร่างกายของเขามีทะเลเลือดที่ไม่มีวันเหือดแห้งซุกซ่อนอยู่อย่างไรอย่างนั้น
กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
การเปลี่ยนแปลงอันพิลึกพิลั่นนี้ ทำให้ความสงสัยในใจของหลินหมิงคลี่คลายลงทันที
พลังที่พิลึกพิลั่นและวิปริตขนาดนี้ นอกจากพรรคมารแล้ว จะมีใครทำได้อีกล่ะ
เมื่อกลิ่นคาวเลือดเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องโหยหวนจากที่ไกลๆ ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
ตามมาด้วยเงาร่างสองสายที่บินตรงมาทางนี้
"พี่"
เจี่ยโหยวส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้แสดงความเสียใจ เลือดสดๆ ที่ไหลทะลักออกมาจากร่างกายของเจี่ยอวี่ กลับเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าใส่เจี่ยโหยวจนหมดสิ้น
ใบหน้าของเจี่ยโหยวฉายแววงุนงงและต่อต้านขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่เมื่อเลือดเหล่านั้นสัมผัสกับร่างกายของเขา ความรู้สึกงุนงงและต่อต้านทั้งหมดก็มลายหายไปจนสิ้น
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือความโลภและการดื่มด่ำกับพลังนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างกายของเจี่ยอวี่ก็แห้งเหี่ยวจนหมดสิ้น สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงกองกระดูกสีขาว ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
"แผละ"
ร่วงหล่นลงไปในกองเลือดบนพื้นดิน
ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายพลังของเจี่ยโหยวก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง
บนท้องฟ้าก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น สายฟ้านับสิบเส้นฟาดฟันลงมาจากสวรรค์ ผ่าลงบนร่างของเขา
ท่ามกลางสายฟ้าที่อาบชโลมร่าง เจี่ยโหยวไม่เพียงแต่จะไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับแสดงสีหน้าดื่มด่ำออกมา
"นี่คือ ระดับมหาจักรพรรดิอย่างนั้นหรือ"
"ระดับพลังที่ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต่างเฝ้าฝันถึง มันช่างแข็งแกร่งจริงๆ"
สายฟ้าบนท้องฟ้ายังคงฟาดฟันลงมาไม่หยุด แต่เจี่ยโหยวกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินหมิง พร้อมกับเผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา
"ก่อนหน้านี้ ข้ามองระดับพลังของเจ้าไม่ออก แต่ตอนนี้ ในสายตาข้า เจ้าไม่มีความลับอะไรให้ต้องปิดบังอีกต่อไป ท่านอาจารย์กับพี่ชายข้า ล้วนไม่มีปัญญาฆ่าเจ้า แต่ข้า ข้าทำได้"
เขายกมือขึ้น หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า แล้วตวาดลั่น
"ทะเลเลือดสรรพสัตว์"
วินาทีต่อมา บนฝ่ามือของเขาก็ปรากฏมหาสมุทรสีเลือดที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุดขึ้นมา
เหนือทะเลเลือดนั้น มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด
"กระบวนท่านี้ เจ้าจะรับมือไหวหรือเปล่าล่ะ"
เจี่ยโหยวระเบิดเสียงหัวเราะ ก่อนจะตวัดมือขวาลงอย่างแรง
เขาตั้งใจจะฟาดทะเลเลือดนี้ใส่หลินหมิง
ทว่า ในวินาทีที่ทะเลเลือดเพิ่งจะก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ และเจี่ยโหยวเพิ่งจะตวัดฝ่ามือลงมานั้นเอง
กระบี่ขึ้นสนิมเล่มหนึ่ง ก็แทงทะลุลำคอของเจี่ยโหยวไปเสียแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจี่ยโหยวหยุดชะงักลงทันที
ทะเลเลือดบนฝ่ามือของเขา ค่อยๆ มลายหายไปเนื่องจากขาดการหล่อเลี้ยงจากพลังปราณ
ในดวงตาของเขา เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ตอ ตอนไหนกัน"
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระบี่เล่มนี้โผล่มาตั้งแต่ตอนไหน
เมื่อเขารู้สึกตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทุกอย่างมันก็สายเกินไปเสียแล้ว
สายตาของหลินหมิงแทบจะไม่ได้หยุดพักอยู่ที่ร่างของเจี่ยโหยวเลยด้วยซ้ำ เจี่ยโหยวที่ดูดซับพลังของเจี่ยอวี่เข้าไป จนสามารถทะลวงผ่านระดับมหาจักรพรรดิได้ แถมยังบรรลุเคล็ดวิชาลับบางอย่างของพรรคมารอีก ในสายตาของหลินหมิงแล้ว เขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเจี่ยโหยวที่มีพลังแค่ขั้นราชันในก่อนหน้านี้เลย
ในเวลานี้ สิ่งที่เขาสนใจมากกว่า คือชายที่อยู่ด้านหลังเจี่ยโหยวต่างหาก
ชายผู้นี้ หลินหมิงก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาคือชายฉกรรจ์บนเรือที่พาเขาเดินทางมายังแดนจงโจวนั่นเอง
"ในเมื่อพรรคมารคิดจะจัดการกับข้า ทำไมถึงไม่ส่งคนที่มันดูเข้าท่ากว่านี้มาล่ะ" หลินหมิงเอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ
ในสายตาของเขา ระดับพลังของชายฉกรรจ์วัยกลางคนผู้นี้ ก็เป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจักรพรรดิทั่วไปเท่านั้น
ขนาดระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ของพรรคมาร ยังต้องมาตายด้วยน้ำมือของเขาเลย การส่งระดับจักรพรรดิมาแบบนี้ มันดูน่าขันเกินไปหน่อยไหม
เมื่อชายฉกรรจ์วัยกลางคนได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะออกมา "ฝีมือของเจ้ามันก็ไม่เลวหรอกนะ ท่านเจ้าลัทธิอยากจะให้โอกาสเจ้า ได้เข้าร่วมกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของเรา ในอนาคตเจ้าอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งเจ้าลัทธิก็ได้นะ"
"ข้ามีโอกาสก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งเจ้าลัทธิงั้นหรือ นี่พรรคมารก็รู้จักวาดวิมานในอากาศกับเขาด้วยหรือเนี่ย"
กระบี่ขึ้นสนิมลอยกลับมาอยู่ในมือของหลินหมิง เขากระชับกระบี่แน่น ก้าวเดินเข้าหาชายฉกรรจ์วัยกลางคนทีละก้าว ท่ามกลางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
"สงสัยว่า คงจะปลีกตัวมาจัดการกับข้าไม่ได้ล่ะสิ"
ชายฉกรรจ์วัยกลางคนยิ้มแบบเนื้อไม่ได้ยิ้มตาม "ลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรายืนหยัดอยู่ในแดนจงโจวมาเป็นล้านปีโดยไม่เคยล่มสลาย เจ้าคิดว่าพวกเราจะปลีกตัวมาจัดการกับคนตัวเล็กๆ อย่างเจ้าไม่ได้เชียวหรือ"
เมื่อได้ยินคำพูดที่จงใจดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจนของอีกฝ่าย หลินหมิงไม่เพียงแต่จะไม่โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับหัวเราะออกมา "ถ้าฟังจากที่เจ้าพูดมา ดูเหมือนว่าพรรคมารจะไม่มีปัญญาปลีกตัวมาจัดการกับข้าจริงๆ สินะ"
ชายฉกรรจ์วัยกลางคนหรี่ตาลง จ้องมองหลินหมิงราวกับงูพิษที่พร้อมจะฉกเหยื่อ
หลินหมิงสบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ในใจของเขากก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
เพียงชั่วพริบตา เขาก็ตระหนักถึงปัญหาได้ในทันที
ในเมื่อพรรคมารรู้ตัวล่วงหน้าตั้งนานแล้ว ว่าเขาได้เดินทางออกจากแดนเหนือมาแล้ว ถ้าอย่างนั้น ด้วยรูปแบบการทำงานของพวกมัน ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่พวกมันจะหันไปโจมตีแดนเหนือแทน
อย่างน้อยๆ ก็ต้องไม่ปล่อยสำนักเทียนเสวียนเอาไว้แน่ๆ
พอคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่สนใจชายฉกรรจ์วัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป
นัยน์ตาของเขา ปรากฏรอยริ้วสีเลือดสว่างวาบขึ้นมา
ตั้งแต่เมืองชิงซาน ไปจนถึงทะเลหวงอู๋ และทอดยาวไปจนถึงสำนักเทียนเสวียนในแดนเหนือ
ระยะทางอันยาวไกลนับร้อยล้านลี้ ปรากฏจุดแสงสีขาวขึ้นมาทีละจุดอย่างต่อเนื่อง จุดแสงเหล่านี้ไม่ได้แผ่ซ่านกลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมาเลย แต่กลับแฝงไปด้วยพลังอันลึกลับซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง
ทันทีที่ชายฉกรรจ์วัยกลางคนเห็นจุดแสงสีขาวเหล่านี้ สีหน้าของเขากก็เปลี่ยนไปทันที รูม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง
"นี่มัน พลังแห่งมิติอย่างนั้นหรือ"
เขารีบหยิบยันต์สื่อสารออกมา แล้วตะโกนลั่น "หนี หนีไปเร็ว ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
"ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ"
ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของทะเลหวงอู๋ ในแดนเหนือ ห่างจากสำนักเทียนเสวียนไม่ถึงหมื่นลี้ กลุ่มคนที่กำลังมุ่งหน้าไป จู่ๆ ก็หยุดการเคลื่อนไหวลง
คนที่เป็นผู้นำกล่าวขึ้น "มีข่าวส่งมา พวกเราลองฟังดูก่อนเถอะ"
เขาเปิดยันต์สื่อสารขึ้นมา
เสียงตะโกนอย่างคนเสียสติดังแว่วออกมา
"หนี หนีไปเร็ว ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
"ถอยห่างจากสำนักเทียนเสวียน ถอยห่างจากแดนเหนือ"
[จบแล้ว]