- หน้าแรก
- ปฏิบัติการล้างบาป พลิกชาติชายโฉดให้กลายเป็นยอดรัก
- บทที่ 30: แผนสู่ขอแม่ทัพหญิง
บทที่ 30: แผนสู่ขอแม่ทัพหญิง
บทที่ 30: แผนสู่ขอแม่ทัพหญิง
เสิ่นฉงรุ่ยไม่คาดคิดเลยว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะตอบตกลงรวดเร็วถึงเพียงนี้
สถานที่นัดพบยังคงเป็นโรงเตี๊ยมแห่งเดิม ทว่าคราวนี้ผู้ที่มาพบเสิ่นฉงรุ่ยคือแม่ทัพใหญ่
เสิ่นฉงรุ่ยจ้องมองหญิงสาวเบื้องหน้า นางไม่มีความอ่อนหวานเฉกเช่นสตรีทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ในชุดรัดกุมสีดำทะมึน นางดูเย็นชาและสง่างามอย่างเหลือร้าย
แม้ฮ่องเต้จะทรงประกาศสถานะที่แท้จริงของแม่ทัพใหญ่ให้รับรู้โดยทั่วกันแล้ว แต่นางก็ยังคงไม่เปลี่ยนกลับไปสวมใส่อาภรณ์อันงดงามของสตรี
ก่อนออกจากจวน เดิมทีแม่ทัพใหญ่ตั้งใจจะเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรง ทว่าอาจเป็นเพราะไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นสตรีมานานหลายปี นางจึงรู้สึกว่าเงาสะท้อนในคันฉ่องนั้นดูแปลกตาไปเสียหมด ท้ายที่สุด แม่ทัพใหญ่จึงทำได้เพียงถอนใจและเปลี่ยนกลับมาสวมชุดรัดกุมสีดำตามเดิม
แต่ตอนนี้ เมื่อมองดูเสิ่นฉงรุ่ยที่ยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้า แม่ทัพใหญ่กลับรู้สึกเสียใจลึกๆ ขึ้นมา พวกเขาไม่ได้พบกันมานานมากแล้ว และเสิ่นฉงรุ่ยก็อาจจะจำนางไม่ได้ด้วยซ้ำ
【ค่าความดำมืดของแม่ทัพใหญ่พุ่งสูงถึง 89% แล้ว หากค่าความดำมืดแตะระดับ 100% ภารกิจจะถือว่าล้มเหลว และคุณจะถูกดีดออกจากโลกใบนี้】
เสียงของระบบดังขึ้นอย่างกะทันหัน ร่างของเสิ่นฉงรุ่ยแข็งทื่อไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองหญิงสาวตรงหน้า
เดี๋ยวก่อนสิ เขาเพิ่งจะมาถึงและยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด แล้วทำไมค่าความดำมืดของนางถึงพุ่งพรวดขึ้นมาได้ล่ะ?
"แม่นางจั่ว เรื่องที่ข้าสู่ขอ ท่านลองเก็บไปทบทวนดูหรือยัง?"
เสิ่นฉงรุ่ยเข้าประเด็นทันที นัยน์ตาของเขายังคงทอดมองแม่ทัพใหญ่อย่างอ่อนโยน
แม่ทัพใหญ่ดึงสติกลับมาทันทีเมื่อได้ยินคำถาม "ซื่อจื่อจวนหย่งอันโหวล้อข้าเล่นหรือ? หากข้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ท่านดูจะไม่ค่อยชอบหน้าข้าสักเท่าไหร่ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงมาขอแต่งงานกับข้าล่ะ?"
ขณะที่พูด แม่ทัพใหญ่ก็จับจ้องเสิ่นฉงรุ่ยไม่วางตา นางสังเกตเห็นแววตาอันอ่อนโยนของเขา แต่เขาดูเหมือนจะจำนางไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นที่เสิ่นฉงรุ่ยมาสู่ขอนาง เป็นเพราะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอย่างนั้นหรือ? หรือจะเป็นเพราะเฉิงอ๋อง? เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของแม่ทัพใหญ่ก็หล่นวูบ
เสิ่นฉงรุ่ยยังคงรักษารอยยิ้มบางๆ ไว้ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนม้าตั่ง
"ในเมื่อแม่นางจั่วมาถึงแล้ว เหตุใดต้องยืนคุยให้เมื่อยเล่า? หญิงงามย่อมคู่ควรกับวิญญูชน ข่าวที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้จัดหาคู่ครองแก่แม่นางจั่วนั้นรู้กันไปทั่วหล้า ข้าเองก็คิดว่าตนเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ดังนั้น..."
แม่ทัพใหญ่แค่นหัวเราะ "ดังนั้นอะไร? ท่านกำลังจะเสนอตัวมาปีนเตียงข้าอย่างนั้นรึ?"
เสิ่นฉงรุ่ยผงะไปกับคำพูดของนาง ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏแววเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย เขาคงคาดไม่ถึงว่าแม่ทัพใหญ่จะพูดจาขวานผ่าซากถึงเพียงนี้
"แม่นางจั่วช่างตรงไปตรงมาเสียจริง ข้าแซ่เสิ่นก็มีความตั้งใจเช่นนั้นแหละ รูปลักษณ์ของข้าก็นับว่าใช้ได้ ในเมื่อท่านเป็นถึงแม่ทัพจั่วที่ต้องออกไปกรำศึกบนหลังม้า ก็คงต้องการใครสักคนที่คอยดูแลจัดการเรื่องในจวนอย่างเงียบๆ ดังนั้น หากท่านแม่ทัพจั่วไม่รังเกียจ ข้ายินดีจะเป็นสามีที่อยู่ในโอวาทผู้นั้นเอง"
คราวนี้กลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ต้องชะงักงัน แววตาขวยเขินวาบผ่านดวงตาดำขลับของนาง
เดิมทีนางคิดว่าเมื่อพูดจาเช่นนั้นออกไป สีหน้าของเสิ่นฉงรุ่ยจะต้องปั้นยากหรือถึงขั้นบันดาลโทสะเป็นแน่แท้ ก็แน่ล่ะสิ มีคุณหนูตระกูลผู้ดีที่ไหนเขาพูดจาแบบนี้กันบ้าง? แต่สำหรับแม่ทัพใหญ่ที่คลุกคลีอยู่ในกองทัพมาหลายปี มีคำพูดหยาบโลนใดบ้างที่นางพูดไม่ได้?
ทว่านางกลับนึกไม่ถึงว่าเสิ่นฉงรุ่ยจะตอบกลับมาเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่ง มือของนางที่กอบกุมถ้วยชาอยู่นั้นเผลอบีบแน่นขึ้น
คำพูดของเสิ่นฉงรุ่ย หมายความว่าต่อให้พวกเขาแต่งงานกัน เขาก็จะไม่ก้าวก่ายชีวิตนางอย่างนั้นหรือ?
"ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเสิ่นฉงรุ่ยก็ยกยิ้มขึ้น นัยน์ตาอ่อนโยนของเขาแฝงความหยอกเย้าขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพใหญ่
เมื่อมองดูเสิ่นฉงรุ่ยในมุมนี้ ร่องรอยของความลุ่มหลงก็พาดผ่านนัยน์ตาของแม่ทัพใหญ่ แต่ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
"ความหมายของข้าก็คือ ข้าจะเป็นสามีที่ดีที่สุดสำหรับท่านแม่ทัพจั่ว และจะเป็นเจ้าบ่าวที่ดีที่สุดของแม่นางจั่ว"
ขณะที่พูด เสิ่นฉงรุ่ยก็หยิบป้านชาขึ้นมารินเติมลงในถ้วยที่ว่างเปล่าของแม่ทัพใหญ่
ความคิดของแม่ทัพใหญ่สับสนวุ่นวายไปชั่วขณะ ทว่านางมองเห็นความจริงใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาของเสิ่นฉงรุ่ย
"ตลอดทั้งปี ข้าใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร..."
เสิ่นฉงรุ่ยระบายยิ้ม "แล้วอย่างไรเล่า? เรื่องนั้นข้ารู้อยู่เต็มอก ข้ารู้ดีว่าใจของแม่นางจั่วไม่ได้ผูกติดอยู่กับราชสำนัก ดังนั้นไม่ว่าท่านต้องการจะทำสิ่งใด ข้าก็พร้อมจะสนับสนุนท่านเสมอ"
อาจิ่วที่ติดตามแม่ทัพใหญ่มาด้วย ถลึงตาใส่เสิ่นฉงรุ่ยด้วยความขุ่นเคืองเมื่อได้ยินดังนั้น
เจ้านี่หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่หรอก แต่ฝีปากช่างกะล่อนปลิ้นปล้อนนัก ก่อนหน้านี้ผู้ชายคนนี้เคยถวายฎีกากล่าวโทษท่านแม่ทัพของพวกนางแท้ๆ มาตอนนี้นี่กลับกล้ามาพูดจาหว่านล้อมขอแต่งงาน ช่าง... ไร้ยางอายสิ้นดี!!!
อาจิ่วสรรหาคำมาด่าทอเสิ่นฉงรุ่ยในใจแทบไม่ทัน
อาจิ่วก้มมองท่านแม่ทัพของตนตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับพบว่านิ้วก้อยของแม่ทัพใหญ่กำลังลูบไล้ไปตามขอบถ้วยชาเบาๆ
ไม่จริงน่า? ท่านแม่ทัพกำลังอารมณ์ดี... ขณะที่อาจิ่วกำลังโอดครวญอยู่ในใจ แม่ทัพใหญ่ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและทอดสายตามองลงมาที่เสิ่นฉงรุ่ย
"ถ้าเช่นนั้น ต่อจากนี้ไป ข้าคงต้องรบกวนซื่อจื่อจวนหย่งอันโหวชี้แนะแล้ว"
เสิ่นฉงรุ่ยเข้าใจความหมายในทันที แม่ทัพใหญ่ตอบตกลงแล้ว
เสิ่นฉงรุ่ยลุกขึ้นยืนตาม เขามองตามร่างของแม่ทัพใหญ่ที่เดินไปถึงหน้าประตูด้วยรอยยิ้ม
"ข้าแซ่เสิ่น จะไม่ทำให้แม่นางจั่วต้องผิดหวังอย่างแน่นอน"
แม่ทัพใหญ่ชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมามองเสิ่นฉงรุ่ย น้ำเสียงของนางแฝงความตักเตือน
"เสิ่นฉงรุ่ย ในเมื่อท่านเป็นฝ่ายแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้ามายุ่งกับข้าก่อน ท่านก็จงจำใส่ใจไว้ว่า ข้าไม่มีวันยอมให้สามีของข้ามีใจเป็นอื่นเด็ดขาด"
พูดจบ แม่ทัพใหญ่ก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปโดยไม่ปรายตามองเสิ่นฉงรุ่ยอีกเลย
【ค่าความดำมืดลดลงเหลือ 80% แล้ว โฮสต์พยายามเข้าล่ะ】
เสียงของระบบดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเสิ่นฉงรุ่ย ทำให้เขาดูอ่อนโยนลงอย่างมาก
【โฮสต์โปรดอย่าได้ชะล่าใจไป แม่ทัพใหญ่มีนิสัยค่อนข้างยึดติด ไม่อย่างนั้นค่าความดำมืดของนางคงไม่พุ่งสูงปรี๊ดขนาดนี้ โฮสต์ต้องรักษาคาร์แรคเตอร์ในโลกนี้เอาไว้ พร้อมๆ กับการชำระล้างค่าความดำมืดของแม่ทัพใหญ่ให้หมดสิ้นไปด้วย】
เสิ่นฉงรุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ต้องรู้ก่อนว่าบิดาของเจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคนของฝั่งเฉิงอ๋อง และก็เป็นเพราะเหตุนี้แหละ เสิ่นฉงรุ่ยถึงได้มีโอกาสติดต่อกับคนของแคว้นชางเสวี่ย
โชคยังดีที่ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนั้นอ่อนแอขี้โรค ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ แม้เสิ่นฉงรุ่ยจะสุขภาพไม่ดี แต่เขาก็ยังทะเยอทะยานอยากจะเป็นขุนนางใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ในช่วงท้ายเรื่อง เสิ่นฉงรุ่ยจึงกลายเป็นคนสนิทของเฉิงอ๋อง แต่ตอนนี้เนื้อเรื่องยังดำเนินไปไม่ถึงจุดนั้น ทุกอย่างจึงยังพอมีทางแก้ไขได้
"แกจะให้ฉันเป็นคนของเฉิงอ๋อง แล้วยังจะให้ฉันไปลดค่าความดำมืดของแม่ทัพใหญ่อีก ทำไมแกไม่ปล่อยให้ฉันตายๆ ไปซะเลยล่ะ?"
น้ำเสียงของเสิ่นฉงรุ่ยเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าระบบกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
สวรรค์ทรงโปรด ตั้งแต่ถูกจับมาอยู่แผนกดัดสันดานสวะ อารมณ์ของโฮสต์ก็มีแต่จะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
หลังจากกลับมาจากโรงเตี๊ยม เสิ่นฉงรุ่ยไม่ได้เก็บตัวอยู่ในเรือนของตนตามปกติ ทว่าเขากลับเดินไปหามารดาของเจ้าของร่างเดิม
ภายในห้องพระ ฮูหยินจวนหย่งอันโหวจ้องมองเสิ่นฉงรุ่ยที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาประหลาดใจ
"เจ้าบอกว่าเจ้าอยากจะแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่รึ? นี่เจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร?"
เมื่อสบตากับผู้เป็นมารดาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สีหน้าของเสิ่นฉงรุ่ยกลับฉายแววแน่วแน่จริงจัง
"ท่านแม่ ไม่ช้าก็เร็วลูกก็ต้องแต่งงานอยู่ดี ร่างกายของลูกอ่อนแอขี้โรคเพียงนี้ หากต้องแต่งกับสตรีอื่น ลูกเกรงว่า... แต่ท่านแม่ทัพจั่วไม่เหมือนกัน นางกรำศึกจนคว้าชัยชนะกลับมาได้ ย่อมต้องดูแลคนเก่งเป็นแน่แท้ เพราะเหตุนี้ ลูกจึงอยากแต่งงานกับท่านแม่ทัพจั่วขอรับ"
สวี่อันโหรวถึงกับอึ้งงันไปเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางมองลูกชายอย่างพูดไม่ออก
"เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเดิมทีแม่ทัพจั่วก็เปรียบดั่งเทพแห่งการสังหาร ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้นางยังปิดบังฐานะสตรีเพื่อลักลอบเข้าไปในกองทัพ หากเจ้าแต่งนางเข้าจวนเรา เจ้าไม่กลัวพวกขุนนางตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงจะหัวเราะเยาะเอาหรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาของเสิ่นฉงรุ่ยก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
"ท่านแม่ คนพวกนั้นไม่มีความกล้าพอหรอกขอรับ ลูกจึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสวมหมวกเขียว ร่างกายของลูกอ่อนแอ ชะตาคงกำหนดมาแล้วว่าไม่อาจเข้ารับราชการในราชสำนักได้ หากแม่ทัพใหญ่แต่งเข้าจวนตระกูลเสิ่นของเราได้ องค์ชายเฉิงอ๋องก็จะได้หมดความกังวลไปเปราะหนึ่ง ลูกได้ยินมาว่าช่วงนี้เซวียกุ้ยเฟยกำลังเฟ้นหาสามีให้ท่านแม่ทัพจั่วอยู่ แต่ตัวเลือกพวกนั้นล้วนแล้วแต่... หากนำมาเทียบกันแล้ว ลูกนี่แหละคือคนที่เหมาะสมที่สุด"
สวี่อันโหรวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่มือที่ประคำก็ค่อยๆ เลื่อนลูกประคำไปทีละเม็ด เห็นได้ชัดว่านางเก็บเอาคำพูดของเสิ่นฉงรุ่ยไปขบคิดอย่างจริงจัง
"จำเป็นด้วยหรือที่เจ้าจะต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันด้วยตัวเอง?"
เสิ่นฉงรุ่ยพยักหน้า "ต่อให้แม่ทัพใหญ่จะยอมส่งมอบอำนาจทางการทหารคืนไปแล้ว แต่นางก็ยังคงเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในใจของเหล่าทหารชายแดนอยู่ดีขอรับ"
เมื่อได้ฟังเหตุผล สวี่อันโหรวก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน "ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เช่นนั้นแม่ก็จะลองเข้าวังไปกราบทูลความจำนงของเจ้าให้เซวียกุ้ยเฟยทรงทราบก็แล้วกัน แต่ลูกเอ๋ย เจ้าต้องรู้ไว้นะว่าแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไป นางอาจจะไม่ได้ควบคุมง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ"
ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นฉงรุ่ยฉายแววสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
"ท่านแม่ ลูกไม่เคยคิดจะควบคุมท่านแม่ทัพจั่วเลยนะขอรับ นางออกรบปกป้องชายแดนเพื่อแคว้นจิ่งของเรา นางคือวีรสตรีในใจลูก จุดยืนของพวกเราอาจจะแตกต่างกัน แต่ลูกก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องไปหยามเกียรตินาง"
สวี่อันโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง "เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง แม่ก็จะตามใจเจ้า แม่จะไปทาบทามสู่ขอแม่ทัพใหญ่ให้เอง"