เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 63 จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่

ตอนที่ 63 จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่

ตอนที่ 63 จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่


ตอนที่ 63 จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่

"งั้นข้าเอายาพวกนี้ไปให้พี่รองกับพี่สี่กินก่อนเลยดีกว่าขอรับ"

สวี่หมิงเซียนนึกถึงสวี่หมิงหยวนกับสวี่หมิงซู ที่ยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดได้เป็นอันดับแรก

"เดี๋ยวรอให้ทดสอบดูก่อนว่าไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่ร้ายแรง แล้วค่อยเอาไปให้พวกเขาเก็ยังไม่สายหรอก"

"ขอรับ ท่านพ่อ" สวี่หมิงเซียนเห็นด้วย

จากนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยถามต่อ "ท่านพ่อขอรับ เสี่ยวไป๋มันพัฒนากลายเป็นสัตว์อสูรไปแล้วจริงๆ เหรอขอรับ เวลาข้าอยู่ใกล้มัน ข้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลเลย"

"ใช่แล้วล่ะ น่าจะเป็นเพราะมันกินผลเหล็กดำเข้าไปเยอะนั่นแหละ"

"มิน่าล่ะ มันถึงได้ตะกละตะกลามขนาดนั้น แต่พี่สี่นี่ก็เก่งจริงๆ นะขอรับ ที่สามารถปราบพยศสัตว์อสูรให้เชื่องได้ขนาดนี้"

สวี่หมิงเซียนพูดเป็นนัยๆ ซึ่งสวี่ชวนก็เข้าใจเจตนาของเขาทันที

"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงสัตว์อสูรที่โตเต็มวัยแล้ว เสวี่ยจี้อาจจะยังไม่สามารถฝึกให้เชื่องได้ในตอนนี้ แต่สำหรับเสี่ยวไป๋ที่นางเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ยังเล็กๆ มันไม่มีทางแว้งกัดคนในตระกูลสวี่แน่นอน"

"พวกสัตว์อสูรน่ะ มักจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ป่าทั่วไป ถ้าเราเลี้ยงดูฟูมฟักมันให้ดี มันก็สามารถกลายเป็นสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ตระกูลของเราได้สบายๆ"

"และที่สำคัญ พ่อก็สั่งให้พี่ใหญ่ของเจ้าพยายามหาทางไปจับพวกลูกสัตว์อสูรกลายพันธุ์กลับมาเพิ่มอีก ถ้าเสวี่ยจี้สามารถใช้พรสวรรค์ในการสื่อสารกับสัตว์ ฝึกพวกมันให้เชื่องได้ล่ะก็ ตระกูลสวี่เราก็จะมีสัตว์อสูรผู้พิทักษ์เพิ่มขึ้นอีกหลายตัวเลยล่ะ"

สวี่หมิงเซียนฟังแล้วก็เลิกกังวล

สวี่ชวนจ้องมองสวี่หมิงเซียนนิ่งๆ ก่อนจะถามว่า "เป็นไงบ้าง คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ถึงจะสามารถทะลวงขึ้นระดับเบิกนภาได้สำเร็จ"

"ภายในครึ่งเดือนนี้ขอรับ!"

แววตาของสวี่หมิงเซียนฉายแววมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

"ดี ระดับเบิกนภานี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเจ้า พรสวรรค์ของเจ้าจะสามารถเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเจ้าก้าวขึ้นสู่ระดับเบิกนภาได้สำเร็จเท่านั้น"

"พรสวรรค์หรือขอรับ"

"ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องรู้หรอก เอาไว้นี่เป็นยาทะลวงชีพจรยี่สิบเม็ด เดี๋ยวพอเสวี่ยจี้พาคนพวกนั้นมาถึง เจ้าก็ให้เสวี่ยจี้ป้อนยาให้พวกเขากินคนละเม็ดนะ แล้วก็คอยสังเกตอาการของพวกเขาไปสักสองสามวันด้วยล่ะ"

"รับทราบขอรับ ท่านพ่อ"

พูดจบ สวี่ชวนก็หันกลับไปฝึก 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 ต่อ

ทุกวันนี้ กิจวัตรประจำวันของเขาก็มีแค่การฝึกวิชา ศึกษาเรื่องการผสมยา และปลูกสมุนไพรหายากเท่านั้นแหละ

สูตรยาทะลวงชีพจรนี้ เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง โดยอาศัยการผสมผสานสรรพคุณของยาบำรุงเลือดลม ยาบำรุง และสมุนไพรต่างๆ เข้าด้วยกัน

ตอนนี้เขาแทบจะไม่ต้องเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจของตระกูลเลยด้วยซ้ำ

ตำแหน่งผู้นำตระกูลก็ถูกส่งมอบให้กับสวี่หมิงเวยไปตั้งแต่สามเดือนหลังจากที่สวี่หมิงหยวนแต่งงานแล้ว

เว้นเสียแต่ว่าจะมีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ สวี่หมิงเวยกับสวี่หมิงหยวนถึงจะเข้ามาขอคำปรึกษาจากเขา

ผ่านไปชั่วยามกว่าๆ

สวี่หมิงซูก็พาคนกลุ่มหนึ่งมาถึง หนึ่งในนั้นก็คือหลี่เอ้อร์ คนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนั่นเอง

ตอนนี้หลี่เอ้อร์อายุสี่สิบเจ็ดปีแล้ว ซึ่งก็ตรงกับเกณฑ์อายุของกลุ่มสุดท้ายพอดี

เมื่อพิจารณาถึงความจงรักภักดีเป็นหลัก สวี่หมิงเวยก็เลยเลือกเขามา

สวี่หมิงเซียนมอบยาทะลวงชีพจรให้สวี่หมิงซู พร้อมกับอธิบายสรรพคุณของยาให้ฟัง ทำเอาสวี่หมิงซูถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

จากนั้นนางก็นำยาไปแจกจ่ายให้กับทั้งห้าคน

หลังจากเฝ้าสังเกตอาการอยู่หลายวัน ก็พบว่ายาไม่มีผลข้างเคียงใดๆ สวี่หมิงซูก็เลยไปขอเบิกยาจากสวี่ชวนมาอีกสิบเม็ด เพื่อเอาไปให้สวี่หมิงหยวนกิน

เวลาผ่านไปอีกสิบกว่าวัน

สวี่หมิงเซียนก็สามารถทะลวงขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาได้สำเร็จ กลายเป็นยอดฝีมือระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่

อัจฉริยะที่สามารถบรรลุระดับเบิกนภาได้ตั้งแต่อายุแค่สิบหกปี ต่อให้เป็นในหมู่ตระกูลใหญ่ๆ ระดับสูงของเมืองเอก ก็ยังหาตัวจับยากเลยทีเดียว

"ท่านพ่อ ข้าทะลวงด่านสำเร็จแล้วขอรับ"

สวี่หมิงเซียนวิ่งหน้าตั้งเข้าไปรายงานข่าวดีกับสวี่ชวนด้วยความตื่นเต้น สวี่ชวนยิ้มกว้าง วางมือลงบนบ่าของลูกชายแล้วเอ่ยชม "เยี่ยมมาก สมกับที่ตั้งใจไว้จริงๆ!"

"ทั้งหมดนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับยาบำรุงสูตรลับที่ท่านพ่อคิดค้นขึ้นมานั่นแหละขอรับ ไม่อย่างนั้น ต่อให้ข้าจะพยายามฝึกหนักแค่ไหน ก็คงต้องใช้เวลาอีกตั้งสามสี่ปี กว่าจะบรรลุระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดได้"

"มันก็ต้องยกความดีความชอบให้พรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์และความขยันหมั่นเพียรของเจ้าด้วยนั่นแหละ ที่อุตส่าห์อดทนฝึกฝนอย่างหนักทั้งกลางวันกลางคืนไม่เคยขาด" สวี่ชวนยิ้มบางๆ "ในเมื่อเจ้าบรรลุระดับเบิกนภาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะได้เรียนรู้วิชาลับประจำตระกูลของเราสักทีนะ"

"วิชาลับประจำตระกูลของเราเหรอขอรับ"

สวี่หมิงเซียนทำหน้างง ตระกูลสวี่เพิ่งจะก่อตั้งมาได้แค่ยี่สิบกว่าปีเอง จะไปมีวิชาลับสืบทอดกันมาแต่โบราณกาลได้ยังไงกัน

"นี่คือความลับสุดยอดของตระกูลสวี่เราเลยนะ"

แล้วสวี่ชวนก็เล่าความลับเรื่องการเปลี่ยนวิถีการต่อสู้ไปสู่วิถีแห่งเซียนให้สวี่หมิงเซียนฟัง เหมือนกับที่เคยเล่าให้สวี่หมิงเวยฟังเป๊ะเลย

สวี่หมิงเซียนรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นกับวิชาลับนี้มาก ที่น่าทึ่งที่สุดคือ วิชานี้มันสามารถซ่อมแซมรากปราณที่บกพร่อง และยกระดับความบริสุทธิ์ของรากปราณได้ด้วย

"ท่านพ่อ พ่อกำลังจะบอกว่า ข้ามีคุณสมบัติที่จะบ่มเพาะเซียนได้งั้นหรือขอรับ"

สวี่ชวนหยิบหินทดสอบพลังออกมา แล้วบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ลองเอามือไปวางทาบดูสิ"

ไม่กี่อึดใจต่อมา หินทดสอบพลังก็เปล่งแสงสีขาวจางๆ ออกมา

"แสงสีขาว หมายความว่าเจ้ามีรากปราณคละ แต่ถ้าเจ้าสามารถฝึกฝน 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 จนบรรลุขั้นสูงสุดได้ เจ้าก็จะสามารถยกระดับความบริสุทธิ์ของรากปราณ ให้กลายเป็นรากปราณแท้ได้เลยนะ"

"และช่องว่างระหว่างรากปราณสองระดับนี้ มันก็ห่างไกลกันลิบลับเลยล่ะ"

"อัจฉริยะที่มีรากปราณคละ อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นแค่หนึ่งในแสน แต่ถ้าเป็นอัจฉริยะที่มีรากปราณแท้ โอกาสเกิดขึ้นมันมีแค่หนึ่งในล้านเท่านั้นแหละ"

หลังจากจดจำ 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 จนขึ้นใจแล้ว สวี่หมิงเซียนก็เริ่มลงมือฝึกฝนทันที

วันรุ่งขึ้น เขาก็ไปหาสวี่หมิงเวย เพื่อขอเบิกวัตถุดิบสำหรับปรุง 'ยาบำรุงเบญจธาตุคืนสู่แก่นแท้'

"หืม อวิ๋นหนู นี่อย่าบอกนะว่าเจ้าทะลวงด่านสำเร็จแล้วน่ะ"

"พี่ใหญ่รู้ได้ยังไงขอรับ"

"ยาบำรุงเบญจธาตุคืนสู่แก่นแท้ เป็นยาที่ใช้ควบคู่กับ 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 ซึ่งมีแค่จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาเท่านั้นถึงจะรู้จัก ในเมื่อเจ้ามาขอเบิก ก็แสดงว่าเจ้าต้องทะลวงด่านสำเร็จแล้วแน่นอน"

"ฮ่าๆ พี่ล่ะอยากให้พวกเจ้าพี่น้องทุกคนแห่กันมาเบิกยาบำรุงสูตรนี้จากพี่กันให้หมดเลยจริงๆ"

สวี่หมิงเวยยิ้มหน้าบานด้วยความยินดี ตบไหล่น้องชายเบาๆ "อวิ๋นหนู ตั้งใจฝึกให้ดีล่ะ พยายามแซงหน้าพี่ให้ได้นะ"

"ข้าจะพยายามขอรับ"

หลังจากรับวัตถุดิบปรุงยาไปแล้ว สวี่หมิงเซียนก็กลับไปที่สระเหมันต์มรกต

ไม่นานนัก

สวี่หมิงหยวนก็เดินทางมาหา

"อาหยวน มาได้จังหวะพอดีเลย พี่กำลังมีเรื่องอยากจะปรึกษาเจ้าอยู่พอดี" สวี่หมิงเวยเอ่ยทักทาย "มาๆ นั่งลงก่อนสิ"

"พี่ใหญ่ มีเรื่องอะไรจะให้ข้าช่วยล่ะขอรับ"

"ก็เรื่องคัมภีร์วิชาบ่มเพาะเซียนไง เจ้าไปเจรจาขอซื้อจากพวกขุนนางฝ่ายเซียนคืบหน้าไปถึงไหนแล้วล่ะ"

ตอนนี้ตระกูลสวี่ถือเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในอำเภอชิงเจียง และยังรวมไปถึงอีกห้าอำเภอใกล้เคียงด้วย เรียกได้ว่าติดอันดับมหาเศรษฐีของเขตเยว่หูเลยทีเดียว

ช่องทางที่ง่ายที่สุดในการหาซื้อคัมภีร์วิชาบ่มเพาะเซียน ก็คือการไปขอซื้อจากพวกผู้บ่มเพาะเซียนโดยตรงนี่แหละ

แต่คัมภีร์วิชาบ่มเพาะเซียนระดับพื้นฐานนั้น มักจะขายไม่ออกในหมู่ผู้บ่มเพาะเซียนด้วยกันเอง ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นวิชาลับที่หายากจริงๆ

ดังนั้น พวกตระกูลใหญ่ๆ ถึงสามารถหาซื้อคัมภีร์พวกนี้มาจากผู้บ่มเพาะเซียนได้

แน่นอนว่า ราคามันก็ต้องแพงหูฉี่เป็นธรรมดา

พวกผู้บ่มเพาะเซียนอิสระมักจะไปไหนมาไหนไร้ร่องรอย ตระกูลสวี่ก็เลยมีโอกาสได้ติดต่อซื้อขายกับพวกขุนนางฝ่ายเซียนที่ประจำการอยู่ที่กรมเซียนเท่านั้น

ในอำเภอชิงเจียง มีขุนนางฝ่ายเซียนประจำการอยู่ห้าคน ซึ่งตระกูลสวี่ก็สามารถผูกมิตรไว้ได้ทั้งหมด

คนที่เก่งกาจและมีเส้นสายกว้างขวางที่สุด ก็คือเซียวฉางหยวน ซึ่งตอนนี้เขาก็สามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้น 4 ได้แล้ว แถมเขายังเป็นคนของตระกูลเซียวแห่งเมืองเอกหลงเจียงอีกด้วย

ส่วนคนอื่นๆ ก็เป็นแค่ผู้บ่มเพาะเซียนอิสระระดับรวบรวมลมปราณขั้น 2-3 ที่มีฝีมือดาดๆ เท่านั้น

ที่พวกเขามาสมัครเป็นขุนนางฝ่ายเซียน ก็เพราะหวังจะได้รับเงินเดือนจากทางราชวงศ์ต้าเว่ยนี่แหละ

ซึ่งเงินเดือนที่ว่าก็คือ หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อน ทุกๆ สองเดือน

สำหรับผู้บ่มเพาะเซียนอิสระระดับล่างที่ชีวิตลำบากยากแค้น รายได้แค่นี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว อดออมเก็บหอมรอมริบไปสักสามสี่ปี ก็คงพอจะมีเงินไปซื้ออาวุธเวทระดับต่ำมาครอบครองได้สักชิ้น

สวี่หมิงหยวนยิ้มมุมปาก "จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ ผู้บ่มเพาะเซียนก็เป็นคนเหมือนกันนั่นแหละ มีรักโลภโกรธหลงเหมือนกันหมด พวกเขาตั้งราคาขายไว้ตั้งแต่ห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนตำลึงเลยนะขอรับ"

"แค่คัมภีร์คัดลอกเล่มเดียว กล้าตั้งราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้เลยรึ หน้าเลือดเกินไปหน่อยมั้ง แถมคัมภีร์ที่ราคาห้าหมื่นตำลึงก็ยังเป็นแค่คัมภีร์ไม่สมบูรณ์อีก ฝึกไปได้แค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลายเท่านั้น"

"สำหรับคนธรรมดาทั่วไป คัมภีร์วิชาบ่มเพาะเซียนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สู้คัมภีร์วิทยายุทธ์ระดับเบิกนภายังไม่ได้ด้วยซ้ำ"

สวี่หมิงเวยหัวเราะเบาๆ "เจ้าพูดถูกแล้วล่ะ พวกเขาคงคิดว่าตัวเองได้กำไรบานเบอะ แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ได้กำไรจริงๆ น่ะ คือตระกูลสวี่เราต่างหากล่ะ"

สวี่หมิงหยวนก็หัวเราะลั่นอย่างสะใจเหมือนกัน

ถึงเขาจะยังไม่บรรลุระดับเบิกนภา แต่ในฐานะที่เป็นคนกุมบังเหียนควบคุมธุรกิจทั้งหมดของตระกูลสวี่ มีอำนาจล้นมือ เขาก็เลยได้รับอนุญาตให้รู้ความลับเรื่อง 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 ด้วย

"อ้อ จะบอกข่าวดีให้เจ้าฟังอีกเรื่องนึงนะ อวิ๋นหนูเขาก็เพิ่งจะทะลวงด่านสำเร็จเมื่อกี้นี้เอง"

"ฮ่าๆ ไอ้เด็กนี่มันร้ายจริงๆ!" สวี่หมิงหยวนตาเป็นประกาย "สงสัยพอถ่านโถวกลับมา คงจะได้เห็นทั้งอวิ๋นหนูกับเสวี่ยจี้กลายเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภากันหมดแล้วล่ะมั้ง"

"เจ้าเองก็ต้องพยายามให้เต็มที่นะ ยาทะลวงชีพจรที่ท่านพ่อคิดค้นขึ้นมา เจ้าก็คงจะได้รับแล้วใช่ไหม ถ้าใช้คู่กับยาบำรุงลับของตระกูลเรา ข้าว่าไม่น่าเกินสองสามเดือน เจ้าก็คงจะก้าวขึ้นสู่ระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดได้แน่ๆ"

"ส่วนเรื่องโอสถชักนำปราณ ข้าก็ฝากให้พี่เขยช่วยหาซื้อที่เมืองเอกให้แล้วล่ะ"

สวี่หมิงหยวนไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์โดดเด่นเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ เขาเลยต้องพึ่งพาทรัพยากรจำนวนมหาศาลมาช่วยดันให้ฝีมือก้าวหน้า

แต่โชคดีที่ด้วยความร่ำรวยของตระกูลสวี่ในตอนนี้ การจะทุ่มเงินสนับสนุนใครสักคนให้ได้ดี ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

"เข้าใจแล้วขอรับพี่ใหญ่ ข้าจะรีบเร่งฝึกให้ตามพวกท่านทันให้เร็วที่สุดขอรับ" สวี่หมิงหยวนพูดต่อ "แต่ว่านะ ถ้าท่านพ่อสามารถหลอมโอสถชักนำปราณขึ้นมาเองได้ก็คงจะดีสิขอรับ ข้าลองคำนวณต้นทุนค่าสมุนไพรดูแล้ว อย่างมากก็ไม่น่าเกินสองสามร้อยตำลึงหรอก แต่พอทำเป็นยาเม็ดออกมาขาย กลับขายกันเม็ดละตั้งสามพันตำลึงเลยนะ"

"แล้วด้วยความสามารถของข้า กว่าจะทะลวงด่านได้ ก็คงต้องใช้ยาสักสิบยี่สิบเม็ดนู่นแหละ"

"เจ้าก็เป็นพ่อค้าเหมือนกันนี่นา น่าจะรู้ดีนะว่าต้นทุนการผลิตกับราคาขายมันจะเอามาเทียบกันได้ยังไง"

สวี่หมิงเวยจิบน้ำชาเบาๆ ค่อยๆ วางถ้วยชาสีน้ำตาลแดงลงบนโต๊ะไม้ แล้วพูดต่อ "ถ้าเจ้าสามารถหาสูตรหลอมยามาให้ได้ ข้าก็เชื่อว่าด้วยความสามารถในการปรุงยาของท่านพ่อ ท่านจะต้องหลอมมันขึ้นมาได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีสูตร ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาคลำหาวิธีทำเองอีกนานแค่ไหน"

"สูตรโอสถชักนำปราณงั้นรึ ข้าจะลองพยายามหาดูละกันขอรับ แต่ขนาดเซียวฉางหยวนยังไม่มีเลย ขุนนางฝ่ายเซียนคนอื่นๆ ก็เป็นแค่ผู้บ่มเพาะเซียนอิสระ โอกาสที่จะมีสูตรยาพวกนี้ครอบครองก็ยิ่งริบหรี่เข้าไปอีก"

---

จบบทที่ ตอนที่ 63 จอมยุทธ์ระดับเบิกนภาคนที่สามของตระกูลสวี่

คัดลอกลิงก์แล้ว