- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 39 เสียงตอบรับ
ตอนที่ 39 เสียงตอบรับ
ตอนที่ 39 เสียงตอบรับ
ตอนที่ 39 เสียงตอบรับ
"คุณชายใหญ่ช่างมีเมตตาต่อพวกเราจริงๆ!"
ช่างไม้หวังนั่งยองๆ อยู่ข้างกำแพงโรงเรียนที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ของตระกูลสวี่ เขาเคาะกล้องยาสูบแล้วหัวเราะร่วน "พอมีโรงเรียนนี้ โก่วเซิงลูกข้าก็จะได้มีโอกาสเรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้ ถึงจะไม่ได้เป็นจอหงวน แต่อย่างน้อยได้เป็นคนทำบัญชี ก็ยังดีกว่าต้องมานั่งไสไม้ไปตลอดชีวิตแบบข้าแหละนะ"
หลี่ซาน คนหาบน้ำยืดหลังขึ้น ไม้คานบนบ่าดังเอี๊ยดอ๊าด "ไม่ใช่แค่นั้นนะ! ข้าได้ยินมาว่าใครที่หัวไวๆ ยังจะได้ไปเรียนวิชาช่างไม้ ช่างตัดเสื้อ หรือแม้กระทั่งเข้าไปเรียนวิธีหมักสุราที่โรงสุราตระกูลสวี่ด้วยนะ... วิชาพวกนี้มันวิชาทำเงินทั้งนั้นเลยนะ!"
เขามองไปยังธงร้านสุราที่ปลิวไสวอยู่ไกลๆ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ "เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเห็นหลงจู๊ของโรงสุรารับลูกศิษย์ โห... จัดงานซะใหญ่โตยิ่งกว่าเศรษฐีแต่งลูกสาวซะอีก!"
ช่างสานไม้ไผ่ชราลูบหนวดเคราพลางพูดแทรก มีดไม้ไผ่ในมือกรีดผ่านผิวไม้ไผ่ดังแกรกๆ "มันก็ต้องดูด้วยนะว่าไปเรียนวิชากับใคร"
"วิชาชีพต่างๆ ของตระกูลสวี่ล้วนแต่เป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวทั้งนั้น ถ้าได้เรียนรู้สักวิชาเดียว ก็รับรองว่าครอบครัวจะสุขสบายไปได้หลายชั่วอายุคนเลยล่ะ ใครๆ ก็ต้องอยากไปเรียนกันทั้งนั้นแหละ"
ตอนนั้นเอง เด็กนักเรียนของตระกูลสวี่ก็เลิกเรียนพอดี เด็กๆ ที่ผูกแกละสองข้างสะพายกระเป๋าหนังสือทำจากกระดาษสาพากันกรูกันออกมาจากประตูโรงเรียน ปากก็ท่องบทกวี 'กวนกวนจวีจิว' กันเจื้อยแจ้ว
ช่างไม้หวังมองตามหลังเด็กๆ ไป เคาะกล้องยาสูบกับพื้นรองเท้าเสียงดังป๊อกๆ "รอให้โก่วเซิงอ่านหนังสือออกเมื่อไหร่ ข้าจะส่งเขาไปเป็นลูกมือที่โรงย้อมผ้าของตระกูลสวี่ให้ได้เลย... ข้าได้ยินมาว่าโรงย้อมผ้านั่นใช้ไม้ฝางจากฝั่งตะวันตกมาย้อมผ้า ผ้าไหมที่ย้อมออกมาขายได้ตั้งพับละสิบตำลึงเงินเชียวนะ!"
นับตั้งแต่ตระกูลสวี่ออกนโยบายให้สวัสดิการแก่บ่าวไพร่และผู้คุ้มกัน ไม่ว่าจะเป็นแม่นมดูแลบ้าน หรือคนหาบน้ำกวาดลาน ต่างก็พร้อมใจกันถวายความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ
ผ่านไปอีกสองวัน
ที่ห้องครัวตระกูลสวี่
"ได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณชายใหญ่กำลังคัดเลือกเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำแข็งแรงจากแต่ละเรือน เพื่อส่งไปเรียนวิทยายุทธ์ที่สำนักฝึกยุทธ์หลงเซี่ยง เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย"
คนหาบน้ำตักน้ำใส่โอ่งจนเต็ม เช็ดเหงื่อพลางเอ่ยถามขึ้นมา
ป้าจางที่กำลังช่วยงานอยู่ในครัวหันไปมอง แล้วยิ้มหน้าบาน "ฮิฮิ อาต๋า ลูกชายข้าตัวโตยังกับควาย เมื่อวานข้าก็เลยไปขอให้ผู้จัดการลงชื่อให้แล้วล่ะ"
ยายหลี่ที่กำลังล้างผักอยู่ก็ทำหน้าตกใจ "จริงเหรอ! อาฉุ่ย หลานชายข้าหัวไวแถมยังฉลาดเป็นกรด เหมาะจะฝึกยุทธ์ที่สุดเลย เดี๋ยวข้าต้องรีบไปลงชื่อให้เขาบ้างแล้ว"
"จะมัวรออะไรอยู่ล่ะ เดี๋ยวข้าช่วยเด็ดผักให้ก่อน เจ้ารีบไปลงชื่อที่เรือนหน้าเลย นี่มันเรื่องพลิกชีวิตหลานเจ้าเลยนะ จะมัวชักช้าอยู่ทำไมล่ะ!"
ถึงในครัวจะวุ่นวายพูดคุยกันเสียงดังแค่ไหน แต่บ่าวไพร่ สาวใช้ และผู้คุ้มกันทุกคนก็ยังคงตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่กล้าอู้งานเลยสักคน
เผลอๆ จะตั้งใจและขยันขันแข็งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อย บนใบหน้าของทุกคนมีแต่รอยยิ้ม แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันถึงอนาคตที่สดใส
————————
เวลาผ่านไปสามเดือนอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่สูตรยาบำรุงลับของสำนักหลงเซี่ยงถูกนำมาใช้ในตระกูลสวี่ พี่น้องตระกูลสวี่ก็มีฝีมือรุดหน้ากันอย่างก้าวกระโดด
แม้แต่สวี่หมิงหยวนและสวี่หมิงเสวียนที่ไม่ได้ฝึก 《วิชามังกรคชสารน้อย》 การทะลวงจุดชีพจรของพวกเขาก็ยังรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนถึงเจ็ดแปดเท่าเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสรรพคุณอันยอดเยี่ยมของยาบำรุงลับนั่นเอง
สูตรยาบำรุงลับที่แท้จริง บรรดาสำนักฝึกยุทธ์และตระกูลใหญ่ๆ มักจะเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด ไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครรู้หรอก
เพราะมันคือรากฐานความแข็งแกร่งของพวกเขา
ส่วนยาบำรุงที่แจกจ่ายให้พวกศิษย์ในสำนักกิน ก็เป็นแค่สูตรยาทั่วไปเท่านั้นแหละ
ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด สำนักหลงเซี่ยงมียอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์คอยคุ้มครองอยู่ ถือว่าเป็นขุมกำลังที่ทัดเทียมกับตระกูลขั้นห้าเลยทีเดียว ต่อให้เอาไปเทียบกับตระกูลใหญ่ในเมืองเอก ก็ยังถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพล
ส่วนพวกตระกูลใหญ่ๆ ขั้นสามขึ้นไป มักจะตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวงกันทั้งนั้น
"พี่ใหญ่ ยาบำรุงของสำนักหลงเซี่ยงนี่มันสุดยอดจริงๆ เลยนะ"
สวี่หมิงเสวียนหัวเราะร่วน พูดกับสวี่หมิงเวยว่า "ขนาดข้ายังไม่ทันจะอายุครบยี่สิบ ก็มีโอกาสทะลวงขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุด4ส่วนเลยนะเนี่ย"
"การทะลวงจุดชีพจรมันก็สำคัญอยู่หรอก แต่ก็อย่าทิ้งการฝึกกระบวนท่าซะล่ะ"
สวี่หมิงเวยเตือนสติ "เมื่อก่อนบ้านเรามีคัมภีร์วิทยายุทธ์ให้เลือกไม่เยอะ แต่ตอนนี้เรามีคัมภีร์วิทยายุทธ์ของสำนักหลงเซี่ยงอยู่ในมือแล้ว ต้องรู้จักเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดสิ"
"เข้าใจแล้วขอรับ พี่ใหญ่"
สวี่หมิงเสวียนตอบรับ ก่อนจะทำหน้าเคลิ้มฝัน "ไม่รู้ว่าตอนที่สำนักหลงเซี่ยงรุ่งเรืองสุดขีด จะยิ่งใหญ่ขนาดไหนนะ ข้าว่าตระกูลสวี่เราตอนนี้ คงยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในห้าของพวกเขาเลยล่ะมั้ง"
"อาจจะจริงนะ" สวี่หมิงเวยยิ้มบางๆ
จังหวะนั้นเอง สวี่หมิงหยวนก็ค่อยๆ เดินเข้ามาจากหน้าโถงใหญ่
"อ้าว พี่รอง ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันตั้งนานเลยนะ" สวี่หมิงเสวียนยิ้มทักทาย
"ข้าจะเอาเวลาไปทำตัวสบายๆ แบบเจ้าได้ยังไงล่ะ ธุรกิจของตระกูลทั้งหมดข้าต้องเป็นคนดูแล ช่วงนี้ข้าแทบจะไม่มีเวลาฝึกยุทธ์เลยด้วยซ้ำ"
"ฮี่ๆๆ งั้นข้าก็ฝึกนำหน้าพี่ไปไกลแล้วสิ"
พอได้ยินแบบนั้น สวี่หมิงเวยก็นึกถึง 《วิชาเบญจธาตุสร้างฟ้าแต่กำเนิด》 ขึ้นมา
ในบรรดาพี่น้อง พวกเขามีแค่อวิ๋นหนูคนเดียวที่มีคุณสมบัติบ่มเพาะเซียนได้
ส่วนตระกูลสวี่ก็มีทางลัดที่สามารถเปลี่ยนวิถีการต่อสู้ให้กลายเป็นวิถีแห่งเซียนได้ ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้บ่มเพาะเซียน เขาก็หวังว่าสวี่หมิงหยวนจะสามารถก้าวไปพร้อมๆ กันได้
แต่สวี่ชวนก็กำชับไว้แล้วว่า ต้องบรรลุระดับเบิกนภาเสียก่อน ถึงจะสามารถเปิดเผยเรื่องนี้ให้รู้ได้
เขาจึงไม่กล้าขัดคำสั่ง
สวี่หมิงเวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองสวี่หมิงหยวน แล้วพูดว่า "อาหยวน ถึงธุรกิจของตระกูลจะสำคัญ แต่เรื่องการฝึกยุทธ์ของตัวเองก็ทิ้งไม่ได้เด็ดขาดนะ ไม่งั้นท่านพ่อจะโกรธเอานะ ท่านพ่อจะคอยตรวจสอบความคืบหน้าของพวกเราทุกครึ่งปีเลยนะ"
"เดี๋ยวรอให้ธุรกิจใหม่ๆ เข้าที่เข้าทางก่อน ข้าถึงจะพอปลีกตัวออกมาได้น่ะ"
"อืม" สวี่หมิงเวยพยักหน้ารับ
"เอาจริงๆ ข้าก็แอบสงสัยเหมือนกันนะ ว่าทำไมท่านพ่อถึงต้องบังคับให้พวกเราฝึกยุทธ์กันด้วย ต่อให้บรรลุระดับเบิกนภาได้แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายก็ต้องตายกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ดี" สวี่หมิงเสวียนบ่นด้วยความสงสัย
"ท่านพ่อก็ต้องมีเหตุผลของท่านนั่นแหละ ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง แล้วโดนลงโทษขึ้นมา อย่าหาว่าข้าไม่เตือนแล้วกัน"
"พี่ใหญ่ ข้าก็แค่พูดเล่นๆ เองน่า!"
สวี่หมิงเวยคือว่าที่ผู้นำตระกูลสวี่คนต่อไป แถมตอนนี้ฝีมือก็เก่งที่สุดในบรรดาพี่น้อง คำพูดของเขาย่อมศักดิ์สิทธิ์และมีน้ำหนักมาก
"หาเวลาว่างมาฝึกยุทธ์บ้างนะ ข้าได้ยินมาว่าสามเดือนนี้เสวี่ยจี้กับอวิ๋นหนูพัฒนาฝีมือไปได้เยอะเลย พวกเจ้าสองคนเป็นพี่ชายแท้ๆ ระวังจะโดนน้องๆ แซงหน้าเอานะ"
"โดนแซงสิดี จะได้พิสูจน์ไงว่าบ้านเรามีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น!" สวี่หมิงหยวนหัวเราะลั่น "ถ้าบ้านเรามีคนที่มีพรสวรรค์ระดับปรมาจารย์แบบพี่ใหญ่อีกสักสองคน ตระกูลสวี่ของเราก็คงจะมั่นคงแข็งแกร่งสุดๆ ไปเลยล่ะ"
"อืม เจ้ารู้ข่าววงในอะไรมาหรือเปล่า"
สวี่หมิงเวยรู้ใจสวี่หมิงหยวนดีว่าเขาเป็นคนไม่พูดอะไรเรื่อยเปื่อย สวี่หมิงเสวียนเองก็รีบหุบรอยยิ้มทันที
"ก็แค่ข่าวลือลมๆ แล้งๆ น่ะ"
"ท่านปลัดอำเภอหยางเพิ่งจะย้ายไปได้ไม่นาน บารมีของท่านก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง แถมตระกูลสวี่เราตอนนี้ก็ใช่ว่าจะกระจอก แต่ข้าคิดว่าในแวดวงข้าราชการน่ะ ถ้ามีพวกพ้องของตัวเองอยู่ด้วยจะดีที่สุด ถ้าพวกเราคนใดคนหนึ่งสามารถสอบติดเป็นนายอำเภอ ปลัดอำเภอ หรือไม่ก็ผู้บัญชาการทหารได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะ"
"เรื่องนี้มันต้องอาศัยจังหวะและโอกาสด้วย ไม่ใช่ว่านึกอยากจะเป็นก็เป็นได้หรอก เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ"
สวี่หมิงเวยพูดพลางหรี่ตาลง ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา "ส่วนตระกูลใหญ่หรือพวกเศรษฐีหน้าไหน ถ้ามันกล้ามาหาเรื่องล่ะก็ ตระกูลสวี่เราก็พร้อมจะสู้ยิบตาเหมือนกัน"
พอได้ยินที่สวี่หมิงหยวนพูด เขาก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องโชว์ฝีมือให้คนอื่นได้เห็นเป็นที่ประจักษ์บ้าง
ตระกูลใหญ่ที่มีจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาเป็นหัวเรือใหญ่นั้น มีอำนาจและอิทธิพลที่น่าเกรงขามกว่าตระกูลธรรมดาทั่วไปมากนัก
เท่าที่เขารู้มา ทั้งอำเภอชิงเจียงมีตระกูลแบบนี้แค่ห้าตระกูลเท่านั้น คือ อู, ฟาง, หวัง, เฮ่อ และเฉา
สำนักฝึกยุทธ์ยักษ์ใหญ่ทั้งสามแห่ง ล้วนมีตระกูลอู, ฟาง และหวัง คอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
ถ้าตอนนั้นหยางเจาไม่ได้ถูกส่งตัวมาเป็นกรณีพิเศษ ตำแหน่งปลัดอำเภอก็คงจะตกเป็นของจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาจากตระกูลใดตระกูลหนึ่งในสามตระกูลนี้ (หวัง, เฮ่อ, เฉา) ไปแล้ว
แน่นอนว่า คนที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งขุนนางสำคัญๆ แบบนี้ได้ ส่วนใหญ่จะต้องเป็นจอมยุทธ์ที่บรรลุระดับเบิกนภาก่อนอายุห้าสิบ
คงไม่มีใครบ้าจี้ไปแต่งตั้งคนแก่หง่อมวัยหกสิบกว่ามารับตำแหน่งพวกนี้หรอก
คนที่ได้รับเลือก มักจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลในท้องถิ่น หรือไม่ก็ถูกส่งตรงมาจากเมืองเอกเพื่อมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสร้างผลงานก่อนจะย้ายกลับไปรับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น เหมือนอย่างหยางเจาก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
"เรื่องเปิดสำนักฝึกยุทธ์ไปถึงไหนแล้วล่ะ"
สวี่หมิงเวยคิดว่าการเปิดสำนักฝึกยุทธ์หลงเซี่ยงน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี
"อีกครึ่งเดือนก็น่าจะสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ เราคัดเลือกเด็กๆ รูปร่างดีๆ จากลูกหลานของพวกบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันในบ้านมาได้สิบกว่าคน ให้เป็นศิษย์รุ่นแรก"
"แล้วก็จ้างจอมยุทธ์ระดับก่อฟ้ามาเป็นครูฝึกให้ด้วยตั้งห้าคน"
"เพียงแต่ว่า..."
สวี่หมิงหยวนชะงักไปนิด ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ไม่ค่อยมีพวกลูกเศรษฐีหรือตระกูลใหญ่มาสมัครเรียนเลยแฮะ"
"เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เจ้าก็เคยพูดเองไม่ใช่เหรอว่า 'ของดีมีคุณภาพ ยังไงก็ขายได้' งานเปิดสำนักฝึกยุทธ์มันต้องออกมาอลังการงานสร้างอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ต้องมีคนแห่มาสมัครจนล้นสำนักแน่ๆ"
สวี่หมิงหยวนทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มเยาะตัวเอง "ที่พี่พูดมามันก็จริงนะ"