- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 33 ข่มขวัญ, พยัคฆ์ขวางทาง
ตอนที่ 33 ข่มขวัญ, พยัคฆ์ขวางทาง
ตอนที่ 33 ข่มขวัญ, พยัคฆ์ขวางทาง
ตอนที่ 33 ข่มขวัญ, พยัคฆ์ขวางทาง
ชั่วพริบตาเดียว
ขบวนรับเจ้าสาวของตระกูลสวี่ก็เดินทางเข้าสู่ถนนชิงอวิ๋น
สามารถมองเห็นจวนตระกูลหยางได้อย่างชัดเจน
สวี่หมิงซูยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆ สองข้าง
"เสี่ยวไป๋ คำรามเรียกหน่อยสิ ให้คนตระกูลหยางรู้ว่าพวกเรามาถึงแล้ว"
เสือขาวแผดเสียงคำรามลั่น เสียงสะท้อนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนกลบเสียงปี่มอญไปชั่วขณะ
โชคดีที่คนที่ขี่ม้าอยู่มีแค่พวกสวี่หมิงหยวนไม่กี่คน ซึ่งพวกเขาเป็นจอมยุทธ์ มีพละกำลังมากพอที่จะรั้งบังเหียนม้าไว้ไม่ให้พวกมันตื่นตระหนกตกใจจนเตลิดไป
"เสวี่ยจี้ อย่างน้อยก็ควรจะบอกกันล่วงหน้าสักหน่อยสิ" สวี่หมิงหยวนบ่นอุบ
"นั่นสิ เกือบจะทำเอาพวกเราขายหน้าซะเองแล้ว" สวี่หมิงเสวียนก็ถอนหายใจอย่างอับจนหนทาง
"ข้าลืมไปน่ะ" สวี่หมิงซูแลบลิ้นแก้เก้อ
"เดินหน้าต่อไปเถอะ" สวี่หมิงเวยตะโกนสั่ง
ไม่ไกลจากนั้น
นอกจากหยางซื่อชางแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็สะดุ้งตกใจกับเสียงคำรามของเสือที่ดังผิดปกตินี้
เสียงคำรามนี้แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่เสือทั่วไปเทียบไม่ติดเลย
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีเสียงเสือคำรามได้ล่ะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เสือสามารถเข้ามาเดินเพ่นพ่านในเมืองได้"
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ส่วนหยางซื่อชางแอบขำอยู่ในใจ ปล่อยให้พวกที่ชอบทำตัวหยิ่งยโสพวกนี้โดนซะบ้าง
ถือว่าเป็นการสั่งสอนให้รู้จักเจียมตัวก็แล้วกัน
และในวินาทีต่อมา
ขบวนรับเจ้าสาวก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาของพวกเขา
ในขบวนนั้น มีเสือขาวตาสีทองแดงตัวสูงเกือบครึ่งคนเดินนำหน้ามาอย่างสง่างาม
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่มันด้วยความตกตะลึง
คนที่เรียกหยางซื่อชางว่าน้องชายเมื่อครู่ ยิ้มมุมปาก หันไปถามว่า "ตระกูลสวี่มีคนเก่งวิชาฝึกสัตว์ด้วยรึ"
"พี่ซื่อฮุย เรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน" หยางซื่อชางตอบปัดๆ ไป
พอถึงหน้าประตู
สวี่หมิงเวยตวัดตัวลงจากหลังเสือขาว ก้าวไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ "ตระกูลสวี่ สวี่หมิงเวย มารับเจ้าสาวแล้วขอรับ"
สวี่หมิงหยวนและคนอื่นๆ ก็ลงจากม้าแล้วมายืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังเขา
หยางซื่อฮุยและคนอื่นๆ ต่างพากันพินิจพิจารณาสวี่หมิงเวย
"หน้าตาหล่อเหลาเอาการ สมกับน้องหรงฮวาจริงๆ แต่แค่หน้าตาดีอย่างเดียวมันไม่พอหรอกนะ"
"ใช่แล้วล่ะ" เด็กหนุ่มในชุดหรูหราอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีพูดเสริม "ยุคนี้ถ้าไม่มีวิทยายุทธ์ติดตัว ก็ปกป้องใครไม่ได้หรอก"
"ถ้าอยากจะรับพี่สาวข้าไป ก็ต้องผ่านด่านข้าไปให้ได้ซะก่อน"
"ข้าชื่อฉีเหวินจื้อ ใครจะออกมารับมือกับข้าล่ะ"
ถ้าดูจากอายุ สวี่หมิงหยวนน่าจะใกล้เคียงที่สุด แต่เขาไม่ได้ถนัดเรื่องการต่อสู้
ส่วนถ่านโถว ฝีมือก็พอๆ กับสวี่หมิงหยวน แต่เสียเปรียบตรงที่อายุน้อยกว่า
ถ้าให้เวลาเขาอีกสักสองสามปี รับรองว่าจะต้องกลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นสองที่เก่งกาจ หรืออาจจะเข้าใกล้ระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งเลยทีเดียว
"พี่สี่ พี่ออกไปจัดการเลย" สวี่หมิงเซียนกระซิบ
"ข้าเหรอ?"
"ข้าดูแล้วหมอนี่ฝีมือไม่เบาเลยนะ นอกจากพี่ใหญ่แล้วคงไม่มีใครรับมือไหวหรอก แต่ถ้าจะให้พี่ใหญ่ออกโรงจัดการกับลิ่วล้อทุกคน แล้วพวกเราจะตามมาทำไมล่ะ"
"มีเหตุผล"
สวี่หมิงซูก้าวออกมาข้างหน้าสองสามก้าว จ้องมองฉีเหวินจื้ออย่างไม่เกรงกลัว "ตานี้ ข้าขอลงเอง"
"ฮ่าๆๆ ตระกูลสวี่สิ้นไร้ไม้ตอกแล้วหรือไง ถึงได้ส่งเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้ออกมา"
ฉีเหวินจื้อหัวเราะลั่น โบกมือไล่ "ไปๆๆ ไปเล่นขายของที่อื่นไป"
สวี่หมิงซูโมโหจนตาเขียว สั่งทันที "เสี่ยวไป๋ ฟาดมันเลย!"
เสือขาวที่นอนนิ่งอยู่ด้านหลัง พอได้ยินคำสั่งก็กระโจนพรวดมายืนขวางหน้าสวี่หมิงซู หางยาวลายดำขาวที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าตวัดฟาดไปที่ท้องของฉีเหวินจื้อพร้อมกับเสียงลมตัดผ่านอย่างน่ากลัว
ฉีเหวินจื้อตกใจสุดขีด รีบถอยหลังกรูด แต่ก็ยังช้าไปนิดนึง
แค่โดนเฉี่ยวๆ ร่างของเขาก็ลอยกระเด็นไปตกกระแทกพื้นดังอั้ก ท่าทางดูไม่ได้เลยทีเดียว
"ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย!"
"โฮก~"
เสือขาวส่งเสียงคำรามขู่ แววตาดุร้าย จ้องเขม็งไปที่กลุ่มคนหน้าบ้านตระกูลหยางอย่างไม่เกรงกลัว
หลายคนถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงคำรามของเสือ
มีเพียงหยางซื่อฮุยเท่านั้นที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
"พึ่งพาสัตว์เดรัจฉานมันจะไปเก่งอะไร ถ้าให้พวกเราใช้อาวุธล่ะก็ สับมันเป็นชิ้นๆ ได้สบายมาก"
สวี่หมิงซูไม่สะทกสะท้าน "การที่ข้าสั่งการสัตว์ร้ายได้ ก็ถือเป็นความสามารถของข้าอย่างหนึ่ง ถ้าไม่พอใจ ก็เข้ามาลองดีกับเสี่ยวไป๋ดูสิ"
"เดี๋ยวๆๆ วันมงคลแบบนี้ อย่าให้มีเลือดตกยางออกเลย มันไม่เป็นมงคลนะ"
หยางซื่อชางรีบเข้ามาห้ามทัพ
"น้องชาย ดูท่าคนตระกูลสวี่ก็ไม่ได้ไร้ฝีมือไปซะทีเดียวนะ"
จู่ๆ หยางซื่อฮุยก็พูดขึ้น เขาหันไปมองสวี่หมิงเวย "ท่านอาของข้าเคยบอกว่า เจ้ามีฝีมือดี มีคุณสมบัติระดับปรมาจารย์ งั้นเรามาประลองกันสักตั้งดีไหม ถ้าเจ้าชนะ ข้าก็จะไม่ขวางทางเจ้าอีก ว่าไง"
"เชิญ" สวี่หมิงเวยตอบสั้นๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง
ทั้งสองคนพุ่งเข้าปะทะกันทันที
ปัง ปัง ปัง~
แลกหมัดกันไปหลายกระบวนท่า ก็ยังกินกันไม่ลง
สวี่หมิงซูถามด้วยความสงสัย "พี่ซื่อชาง คนนี้เก่งจังเลยนะ ถึงขั้นรับมือกับพี่ใหญ่ข้าได้ด้วย"
หยางซื่อชางลูบหัวนาง "อย่าประมาทยอดฝีมือในใต้หล้าสิ"
"พี่ชายคนนี้อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว เป็นระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดเหมือนกัน รอให้เขาบ่มเพาะพลังอีกสักสองสามเดือน ก็จะใช้โอสถชักนำปราณเพื่อทะลวงขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภา เขาคืออัจฉริยะที่หาตัวจับยากในรุ่นของตระกูลเราเลยนะ"
"ก็ยังสู้พี่ใหญ่ข้าไม่ได้อยู่ดี พี่ใหญ่เพิ่งจะสิบเก้าเอง" สวี่หมิงซูเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
"ก็อาจจะจริงนะ แต่รากฐานของตระกูลหลักหยางนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลสวี่จะเทียบได้ อนาคตจะเป็นยังไงใครจะไปรู้ล่ะ"
จากนั้น หยางซื่อชางก็พูดต่อ "น้องเขยของข้าคนนี้ อาจจะนับว่าเป็นคนเก่งในเขตเยว่หู แต่ยอดฝีมือตัวจริงน่ะ ต้องเป็นพวกที่บรรลุระดับเบิกนภาก่อนอายุยี่สิบต่างหากล่ะ"
"ฮึ ยังไงพี่ใหญ่ข้าก็ไม่มีทางแพ้หรอก" สวี่หมิงซูยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น
"น้องสวี่ ฝีมือเจ้าไม่เบาเลยจริงๆ ในอำเภอเล็กๆ แบบนี้จะหาคนเก่งๆ อย่างเจ้าได้สักคนนี่ไม่ง่ายเลยนะ แต่ถ้าเอาชนะข้าไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เหยียบก้าวเข้าไปในประตูจวนตระกูลหยางเลย"
สวี่หมิงเวยยืนนิ่งสง่าดั่งภูผา แววตาคมกริบดุจคบเพลิง จ้องมองหยางซื่อฮุยอย่างไม่วางตา
"พี่หยางจงใจหาเรื่องข้าชัดๆ งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ"
"งัดฝีมือออกมาให้หมดเลย!" หยางซื่อฮุยตอบกลับอย่างมั่นใจ
ในเมืองเอกเขาอาจจะไม่กล้าโอ้อวดว่าเก่งที่สุด แต่ในอำเภอเล็กๆ แบบนี้ เขามั่นใจว่าไร้เทียมทานแน่นอน
เพราะวิทยายุทธ์และกระบวนท่าของตระกูลหยางนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลเล็กๆ ในอำเภอจะนำมาเทียบชั้นได้เลย
"วิทยายุทธ์ของพี่หยางล้ำเลิศจริงๆ แต่ข้าสวี่หมิงเวยก็จะขอใช้พละกำลังที่เหนือกว่า เพื่อสยบทักษะที่แพรวพราวของท่านก็แล้วกัน"
สวี่หมิงเวยไม่เก็บงำฝีมืออีกต่อไป
พลังภายในพลุ่งพล่าน ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรทั่วร่างกาย
หมัดที่ดูธรรมดาๆ ไร้ลวดลายใดๆ กลับทรงพลังราวกับเสาค้ำฟ้าที่พุ่งตรงเข้าใส่จุดตายของคู่ต่อสู้
ตอนแรกหยางซื่อฮุยก็แอบประมาท แต่พอสัมผัสได้ถึงแรงลมที่ปะทะหน้า เขาก็รู้ซึ้งทันทีว่าหมัดธรรมดาๆ นี้มันร้ายกาจแค่ไหน
ใช้พละกำลังสยบทักษะ!
"ฝ่ามือเต่าดำ!"
หยางซื่อฮุยพยายามใช้วิทยายุทธ์สลายแรงปะทะ แต่พละกำลังของสวี่หมิงเวยนั้นมีมากกว่าเขามหาศาล ถึงจะสลายแรงไปได้บางส่วน แต่สวี่หมิงเวยก็สะบัดแขนหลุดจากการควบคุมได้อย่างง่ายดาย
แคว่ก~
แขนเสื้อของเขาขาดวิ่นกระจุยกระจาย
หน้าอกโดนกระแทกอย่างจัง ร่างกระเด็นถอยหลังไปสิบกว่าก้าว พอหยุดทรงตัวได้ก็ร้องครางฮือในคอ
รู้สึกถึงความคาวเลือดที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย แต่เขาก็กลืนมันกลับลงไปอย่างยากลำบาก
"ท่านพี่!"
บรรดาลูกหลานตระกูลหยางต่างพากันร้องเรียกด้วยความตกใจ
หยางซื่อฮุยโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร แล้วหันไปหัวเราะร่วนใส่สวี่หมิงเวย "เป็นพละกำลังที่สยบทักษะได้ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
"เจ้าคู่ควรกับน้องสาวข้าแล้วล่ะ"
ในเมื่อหยางซื่อฮุยยอมรับความพ่ายแพ้ ลูกหลานตระกูลหยางคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครกล้าขวางทางอีก
"ขอบคุณขอรับ"
สวี่หมิงเวยประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วทำท่าจะเดินนำขบวนเข้าไปข้างใน
"เดี๋ยวก่อน" หยางซื่อชางเข้ามาขวางไว้ "ผ่านด่านพี่ข้าไปได้แล้ว แต่ยังเหลือด่านของข้าอยู่นะ"
"พี่ซื่อชาง ไม่ใช่ว่าข้าจะดูถูกพี่นะ แต่พี่อย่าหาเหาใส่หัวตัวเองเลยดีกว่า" สวี่หมิงซูพูดยิ้มๆ
"เสวี่ยจี้น้อย ข้าไม่ได้บอกว่าจะให้มาสู้กันสักหน่อย" หยางซื่อชางยิ้มมุมปาก "น้องเขยผู้น่ารัก ถ้าอยากจะเข้าไปล่ะก็ ต้องแต่งกลอนเร่งแต่งหน้ามาให้ฟังก่อนสิ!"
"โชคดีที่เตรียมตัวมาพร้อม" สวี่หมิงเวยถอนหายใจโล่งอก "งั้นก็ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ"
"รถม้างามจอดรอ ณ ริมฝั่ง เทียนเงินสว่างไสวในหอหรู
หน้าคันฉ่องส่องเงาแต้มคิ้วใหม่ ปัดฝุ่นพรมหน้าม่านลายกระดองเต่า"
"เยี่ยม!"
เมื่อแต่งกลอนจบ เสียงโห่ร้องและเสียงตบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
จากนั้นก็เห็นสวี่หมิงเวยเอามือไพล่หลัง เดินไปมาสองสามก้าว แล้วแต่งกลอนต่อ:
"อย่าหาว่าเทพธิดาแต่งองค์ช้า จงรู้ว่าเซียวสื่อเฝ้ารอคอย
สายลมตะวันออกเตรียมพร้อมม้าทองคำ รอเพียงนางสางผมให้สลวยงาม"