เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 แผนธุรกิจตระกูลสวี่

ตอนที่ 27 แผนธุรกิจตระกูลสวี่

ตอนที่ 27 แผนธุรกิจตระกูลสวี่


ตอนที่ 27 แผนธุรกิจตระกูลสวี่

หมู่บ้านต้งซี

ที่คฤหาสน์ตระกูลสวี

"น้องสาม"

ผู้นำตระกูลสวีเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ขอบตาแดงก่ำมีเส้นเลือดฝอยขึ้น "ในเมื่อสวีเทาเป็นสายเลือดแท้ๆ ของเจ้า ตระกูลเราก็ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยเขาออกมาแล้วนะ"

คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นราวกับถูกแช่แข็ง ริมฝีปากเม้มสนิท บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนมาทั้งคืน

จู่ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมอง แววตาลึกล้ำดุจสระน้ำเย็นเยียบ เอ่ยเสียงเรียบว่า "รอให้อีกไม่กี่วัน เขารอดจากคุกมาได้ ถ้าขืนไปก่อเรื่องก่อราวที่ไหนอีก ตระกูลเราก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ เจ้าก็คงจะรู้ใช่มั้ยว่าอะไรหนักอะไรเบา"

นายท่านสามสวี่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน กำหมัดแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อจนข้อนิ้วขาวซีด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ชายเสื้อสีดำขลับทิ้งตัวลงตามจังหวะขยับตัวราวกับสายน้ำตกสีนิล "พี่ใหญ่ วางใจเถอะ"

"ส่วนเรื่องตระกูลสวี่..."

ผู้นำตระกูลสวีลูบหนวดเคราสีเงินพลางถอดถอนใจ แววตาหม่นหมองราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก นิ่งอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะตบเข่าถอนใจออกมา "จากนี้ไป คนของตระกูลเรา ถ้าเจอคนตระกูลสวี่ที่ไหน ก็จงให้เกียรติพวกเขา ห้ามไปหาเรื่องเด็ดขาด"

สวีเจิ้นกับนายท่านสามสวีต่างก็เงียบกริบ ไม่มีใครเอ่ยปากค้าน

ความรุ่งโรจน์ของตระกูลสวี่ในตอนนี้ เปรียบเสมือนไฟลามทุ่ง พายุพัดทำลายล้าง พลังอำนาจของตระกูลสวีไม่อาจจะไปขวางกั้นได้อีกต่อไปแล้ว

มีลูกหลานเป็นอัจฉริยะระดับปรมาจารย์ แถมยังมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านปลัดอำเภออีก

ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่ในตัวอำเภอ ก็ยังต้องเกรงใจและปฏิบัติกับพวกเขาอย่างให้เกียรติเลย

"พอนึกถึงสวี่ชวนคนนั้น..." ผู้นำตระกูลสวีลูบหนวดเคราถอนใจ มีทั้งความดูถูกปะปนกับความชื่นชม "เมื่อก่อนตอนที่เขาอาศัยข้าวบ้านเรากิน เวลาเจอใครก็ต้องก้มหน้าก้มตาประจบประแจง ทำตัวเหมือนมดปลวกไร้ค่าอยู่ตามบันไดบ้านแท้ๆ"

"แต่ดูตอนนี้สิ วาสนาคนเรานี่มันเอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ"

"น่าเสียดายที่ตระกูลเราไม่มีคนเก่งๆ แบบนั้นบ้างเลย"

ตระกูลสวีรุ่งเรืองมาได้แค่สามรุ่นก็เริ่มเสื่อมถอย พอตกมารุ่นที่สี่ก็ไม่มีใครที่มีแววจะกอบกู้ตระกูลได้เลย แถมยังมีแต่พวกตัวทำลายล้างโผล่มาสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลต้องคอยตามเช็ดตามล้างอยู่เรื่อยๆ

เกรงว่าพอถึงรุ่นที่ห้า ตระกูลคงแตกแยกพังทลายเพราะความเห็นแก่ตัวของแต่ละคนจนหมดสิ้น

ในโลกนี้ มีตระกูลที่สามารถผงาดขึ้นมาโดดเด่นได้น้อยยิ่งกว่าน้อย

การจะสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองให้ยาวนานนับร้อยปี เพื่อสร้างรากฐานตระกูลที่แข็งแกร่งได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนถึงสามรุ่นเป็นอย่างน้อย

หลายวันต่อมา

สวีเทาก็ถูกปล่อยตัวออกจากคุกที่ว่าการอำเภอ และมีรถม้าของตระกูลสวีมารับกลับไปที่คฤหาสน์

"คนหายหัวไปไหนกันหมด! ไม่เห็นหรือไงว่าข้ากลับมาแล้ว ทำไมยังไม่รีบเอาน้ำชามาอีก"

"พวกบ่าวไพร่ไร้ประโยชน์ เดี๋ยวข้าจะหักเงินเดือนพวกเจ้าให้หมดเลย!"

สวีเทาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ในห้องโถงใหญ่

สักพัก นายท่านสามสวีก็เดินเข้ามาพร้อมกับผู้คุ้มกันสองคน

"ท่านพ่อ พวกสาวใช้กับบ่าวไพร่ในบ้านนี่มันไม่ได้เรื่องเลย ข้าว่าเรารีบขายพวกมันทิ้งแล้วซื้อชุดใหม่มาแทนดีกว่านะ"

สวีเทาไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าทะมึนทึงของนายท่านสามสวี ยังคงทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมยังทำท่าทางหงุดหงิดบ่นต่อ "นี่ข้าเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านแท้ๆ ทำไมท่านพ่อต้องทำหน้าบึ้งตึงใส่ข้าแบบนั้นด้วยล่ะ"

"ไม่คิดว่ามันเป็นลางร้ายบ้างหรือไง!"

"ลางร้ายงั้นเรอะ! การที่มีลูกจัญไรอย่างเจ้านี่แหละ คือลางร้ายที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตข้าเลย!"

นายท่านสามสวีตวาดลั่น "พวกเจ้าสองคน ไปจับตัวไอ้ลูกทรพีคนนี้กดลงกับพื้น วันนี้ข้าจะตีขามันให้หัก เพื่อดัดนิสัยไม่ให้มันออกไปก่อเรื่องสร้างความเสื่อมเสียให้ตระกูลได้อีก"

ผู้คุ้มกันทั้งสองคนพุ่งเข้าไปจับกุมตัวสวีเทาทันที

"พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร ปล่อยข้านะ!"

"ท่านพ่อ นี่ท่านเอาจริงเหรอเนี่ย ข้าเป็นลูกชายคนเดียวของท่านนะ!"

นายท่านสามสวีง้างท่อนไม้ในมือขึ้นสูง แหงนหน้าหลับตาปี๋ สีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดและลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด

แต่ประโยคต่อมาของสวีเทา กลับทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

"ไอ้แก่ใกล้ตาย! ถ้าขืนตีขาข้าหัก แล้วใครจะมาคอยดูแลปรนนิบัติส่งเสียท่านตอนตายล่ะ!"

"ไอ้ลูกเดรัจฉาน!"

นายท่านสามสวีเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัด ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาฟาดท่อนไม้ลงมาอย่างสุดแรงเกิด

"ปัง ปัง ปัง~"

"อ๊ากกก——"

เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังระงมไปทั่วบริเวณลานบ้าน

พวกสาวใช้และบ่าวไพร่ต่างก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็พลันมลายหายไป รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

"พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่า สวีเทาแห่งตระกูลสวี โดนพ่อของเขาตีขาหักไปแล้วนะ"

"จึ๊ๆ ใจร้ายจริงๆ เลยนะเนี่ย"

"แต่ว่านะ มันก็สะใจดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ~"

สวี่หมิงเสวียนที่เพิ่งกลับมาจากสำนักฝึกยุทธ์ พอได้ยินข่าวนี้ก็ดีใจเนื้อเต้น รีบวิ่งโร่ไปเล่าให้สวี่หมิงเวยฟัง

"นายท่านสามสวีก็เป็นคนเด็ดขาดดีเหมือนกันนะ"

"แต่ถ้าเป็นท่านพ่อของเราล่ะก็ ข้าว่าท่านคงจะโหดกว่านี้อีกนะ ถ้าเกิดมีลูกหลานอกตัญญูขึ้นมา ท่านคงจะจับเชือดทิ้งเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไปเลยแหงๆ"

"ไม่จริงน่า ท่านพ่อออกจะรักพวกเราขนาดนั้น"

"ก็เพราะท่านพ่อไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไง ท่านถึงได้คอยพร่ำสอนพวกเราอย่างเข้มงวด ผสมผสานทั้งความรักและความเด็ดขาดเอาไว้ด้วยกัน"

สวี่หมิงเวยตบไหล่น้องชายเบาๆ "โชคดีที่ท่านพ่ออบรมสั่งสอนพวกเราพี่น้องมาเป็นอย่างดี เพราะงั้น ถ่านโถว เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า"

"พี่ใหญ่อ่ะ ชอบแกล้งให้ข้าตกใจอยู่เรื่อยเลย"

หลายวันผ่านไป

สวี่ชวนเรียกสวี่หมิงหยวนเข้ามาหา เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการขยายธุรกิจของตระกูลสวี่ในอนาคต

"อาหยวน ลองเล่าแผนการในหัวเจ้าให้พ่อฟังหน่อยสิ"

สวี่ชวนมอบหมายหน้าที่ดูแลกิจการค้าขายของตระกูลสวี่เกือบทั้งหมดให้สวี่หมิงหยวนรับผิดชอบ

สวี่หมิงหยวนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนนี้ตระกูลสวี่ของเรามีชื่อเสียงโด่งดังในอำเภอชิงเจียงแล้ว ถือว่าเป็นตระกูลเศรษฐีใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดเลยก็ว่าได้"

"แถมยังมีพี่ใหญ่ที่มีพรสวรรค์ระดับปรมาจารย์สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักไปทั่วอำเภออีก"

"และที่สำคัญ ท่านพ่อก็มีความสัมพันธ์อันดีกับท่านปลัดอำเภอหยางด้วย ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่ท่านนายอำเภอเองยังต้องเกรงใจท่านปลัดหยางอยู่บ้างเลย"

"ดังนั้น ข้าเลยคิดว่า เราควรจะตั้งหลักบริหารร้านผลไม้ของเราให้มั่นคงซะก่อน แล้วอีกสามเดือนข้างหน้าค่อยเปิดสาขาใหม่ และตั้งเป้าว่าภายในหนึ่งปี เราจะขยายสาขาไปเปิดที่ตลาดฝั่งตะวันออกให้ได้ เพื่อไปกอบโกยเงินจากพวกเศรษฐีและคนรวยที่นั่นขอรับ"

"การขยายสาขาเหรอ... ด้วยชื่อเสียงของตระกูลสวี่เราที่มีอยู่ตอนนี้ มันก็คงจะเห็นผลกำไรได้ในเร็ววันแหละ แต่แบบนั้นมันจะดูเสียของไปหน่อยไหม"

สวี่ชวนยิ้มบางๆ "เจ้าคิดว่าตอนนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดของตระกูลสวี่เราคืออะไร"

"ชื่อเสียงเหรอขอรับ หรือว่าความน่าเชื่อถือ"

"ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับท่านปลัดอำเภอหยางต่างหากล่ะ!" สวี่ชวนอธิบาย "แต่ความสัมพันธ์น่ะ มันก็มีวันหมดอายุของมันเหมือนกันนะ"

"ตอนนี้ บรรดาเศรษฐีและคนรวยในอำเภอต่างก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นี้มาก เพราะพวกเขาคิดว่าการมาตีสนิทกับเรา จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ท่านปลัดหยางได้ พวกเขาถึงยอมเสียผลประโยชน์ให้เราเพื่อแลกกับการเข้าใกล้ท่านปลัด แต่ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ หรือพรสวรรค์ของสือโถว มันล้วนแต่เป็นเรื่องของอนาคตทั้งนั้น

ยิ่งเวลาผ่านไป ความน่าเชื่อถือก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป หากสือโถวสามารถทะลวงด่านขึ้นเป็นยอดฝีมือขั้นเบิกนภา หรือแม้กระทั่งบรรลุระดับสูงกว่านั้น เขาก็จะได้รับการสนับสนุนและดึงตัวจากผู้มีอำนาจมากมายในอำเภอชิงเจียง

แต่ทั้งหมดนั้นมันยังมาไม่ถึงในตอนนี้

สิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดในตอนนี้ คือความสัมพันธ์อันดีที่เรามีต่อท่านปลัดอำเภอต่างหากล่ะ

ดังนั้น ช่วงเวลาหนึ่งปีนับจากนี้ จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในการขยายกิจการของตระกูลสวี่

เราต้องทำให้บรรดาตระกูลใหญ่และเศรษฐีในอำเภอชิงเจียงได้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของตระกูลสวี่ เพื่อเปลี่ยนจากการที่พวกเขาเข้ามาตีสนิทเราเพียงเพื่อจะเข้าหาท่านปลัดหยาง ให้กลายมาเป็นการผูกมิตรกับเราเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน

จากนั้น กิจการของเราก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ราวกับก้อนหิมะที่กลิ้งทับถมกันจนกลายเป็นภูเขาหิมะขนาดยักษ์"

สวี่หมิงหยวนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง "แต่ท่านพ่อขอรับ แล้วเราจะลงมือทำยังไงดีล่ะขอรับ"

"ปัจจัยพื้นฐานสี่ประการของการดำรงชีวิตของคนเรา ก็คือ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง"

"เราต้องเปิดโรงต้มสุรา ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของชำ แล้วก็ร้านขายน้ำหอม"

"โดยใช้ผลกำไรจากร้านผลไม้ มาเป็นทุนในการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วทั้งอำเภอชิงเจียงภายในหนึ่งปีให้จงได้"

จากนั้นสวี่ชวนก็เริ่มถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่เขาสะสมมา ไม่ว่าจะเป็นสูตรการหมักสุราชนิดต่างๆ แบบร่างเสื้อผ้า ไปจนถึงสูตรอาหารเลิศรส ให้สวี่หมิงหยวนจดบันทึกลงในสมุด

สวี่หมิงหยวนรับสมุดบันทึกมาเปิดดู ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

เขาถึงกับตกตะลึงไปเลย!

นี่มันสุดยอดคัมภีร์ธุรกิจชัดๆ!

"นี่คือความรู้ที่พ่อสะสมมาตลอดสิบกว่าปี พ่อยกให้เจ้าทั้งหมดเลย เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะ"

สวี่ชวนแม้จะเป็นคนทะลุมิติมา แต่ก็ใช่ว่าจะรู้ไปซะทุกเรื่อง

เขาแค่รู้กระบวนการหมักสุราแบบคร่าวๆ เท่านั้น ส่วนเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เขาก็ต้องอาศัยความทรงจำมาผสมผสานกับรสนิยมของคนในยุคนี้เอาเอง ส่วนพวกสบู่ น้ำหอม หรือแปรงสีฟัน เขาก็ต้องอาศัยการทดลองทำเอาเองลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพย์สินอันล้ำค่า

หากสามารถนำออกมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ก็จะสามารถกอบโกยความมั่งคั่งมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อก่อนสวี่ชวนยังเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีอำนาจอะไร เขารู้ดีว่าการทำตัวโดดเด่นเกินไปรังแต่จะนำภัยมาสู่ตัว เขาจึงเลือกที่จะเก็บงำประกายและทำตัวกลมกลืนกับชาวบ้านทั่วไป

แต่ตอนนี้ มันถึงเวลาอันสมควรแล้ว!

ด้วยบารมีของท่านปลัดอำเภอหยางที่คอยคุ้มครองอยู่เบื้องหลัง บวกกับพรสวรรค์ระดับปรมาจารย์ของสือโถว

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ บรรดาตระกูลใหญ่คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องตระกูลสวี่อย่างแน่นอน ตระกูลสวี่จึงสามารถขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว

ขอเวลาแค่สองสามปี ต่อให้ตระกูลใหญ่ในอำเภอชิงเจียงคิดจะลงมือกับตระกูลสวี่ พวกเขาก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีซะก่อนว่าคุ้มที่จะแตกหักกันหรือเปล่า

"ขอบคุณขอรับท่านพ่อ อาหยวนจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอน!"

รูม่านตาของสวี่หมิงหยวนหดเกร็ง ภายในดวงตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นลุกโชนดั่งเปลวเพลิง ประกายตาคมกริบสว่างวาบ

เมื่อเห็นศักยภาพของตระกูลสวี่ หลายตระกูลในอำเภอชิงเจียงก็ยินดีที่จะผูกมิตรกับตระกูลสวี่

สวี่ชวนเองก็หมั่นไปเยี่ยมเยียนหยางเจาอยู่เป็นประจำ

การพบปะกันบ่อยๆ ย่อมทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น

บางครั้งสวี่ชวนก็จะร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองกับหยางเจา ซึ่งเป็นสิ่งที่หยางเจาโปรดปราน

ถึงแม้หยางเจาจะรู้ดีว่าสวี่ชวนมีเป้าหมายแอบแฝง แต่เขาก็ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ จากสวี่ชวนมากมาย เขาจึงยินดีที่จะคบหากับสวี่ชวนต่อไป

เมื่อสวี่เหยียนได้ข่าวว่าร้านผลไม้ของตระกูลสวี่ขายดิบขายดี นางก็ให้เฉินเอ้อร์โก่วไปหลอกถามเคล็ดลับการค้าจากสวี่ชวน

สวี่ชวนก็ตอบปัดไปว่า เรื่องพวกนี้สวี่หมิงหยวนเป็นคนดูแลทั้งหมด

เฉินเอ้อร์โก่วที่เริ่มมีอายุมากขึ้น ก็เริ่มจะห่วงหน้าตาตัวเองมากขึ้น จะให้ไปลดตัวขอคำแนะนำจากหลานชายตัวเอง ก็คงทำใจลำบาก เรื่องนี้ก็เลยต้องพับเก็บไป

ร้านผลไม้ของตระกูลเฉินก็เลยขายได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวาอะไร

โชคดีที่ไม่มีใครมาหาเรื่องป่วนร้าน พวกเขาก็เลยทำมาหากินกันไปได้อย่างสงบสุข

ที่สำคัญคือ สวี่หมิงหยวนก็ยุ่งจนไม่มีเวลามาสนใจตระกูลเฉินหรอก

เขายุ่งอยู่กับการขยายธุรกิจของตระกูลสวี่ ทั้งจ้างคนมาเตรียมหมักสุรา ตัดเย็บเสื้อผ้า แล้วก็เปิดร้านอาหาร

หนึ่งเดือนต่อมา ร้านอาหารชื่อ "จุ้ยอวิ๋นจวี" ก็เปิดให้บริการในตลาดฝั่งตะวันตก

เมนูอาหารแปลกใหม่ รสชาติอร่อยล้ำ ทำให้ร้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทุกวัน

ต่อมาก็เปิดโรงต้มสุราชื่อ "เชียนจินฟาง"

ชื่อนี้สื่อความหมายว่า สุราที่นี่มีรสชาติดีเยี่ยมเลอค่าดั่งทองพันชั่ง

เนื่องจากการหมักสุราต้องใช้เวลา ถึงแม้สวี่หมิงหยวนจะจ้างช่างทำสุรามาหลายคน แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าร้านจะเปิดได้

ในร้านมีทั้งสุราหวงเหลียง สุราข้าว สุราขาว และสุราผลไม้ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีชื่อเรียกเพราะๆ อย่าง 'ชิงเยี่ยจุ้ย' หรือ 'หวงเหลียงเมิ่ง’

เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

แถมยังมีทั้งสุราคุณภาพสูงและสุราราคาถูก เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งหรือชาวบ้านธรรมดาก็สามารถเข้ามาอุดหนุนได้

พอนำสุราจากเชียนจินฟางไปที่ร้านจุ้ยอวิ๋นจวี ยอดขายก็ยิ่งพุ่งกระฉูดขึ้นไปอีก

ไม่นานนัก สาขาของร้านอาหารตระกูลสวี่ก็ผุดขึ้นทั้งในตลาดฝั่งตะวันออกและตะวันตก

จากนั้นก็เปิดร้านขายเสื้อผ้าและร้านขายรองเท้า เสื้อผ้าและรองเท้าดีไซน์แปลกใหม่และสวยงามของตระกูลสวี่กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในอำเภอชิงเจียง ผู้คนต่างพากันแห่มาซื้อไปใส่ตามๆ กัน

สุดท้ายก็เปิดร้านขายน้ำหอมชื่อ "อวิ๋นเซียงเก๋อ"

เนื่องจากน้ำหอมเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สวี่หมิงหยวนจึงเลือกไปเปิดร้านที่ตลาดฝั่งตะวันออก และตั้งราคาสูงลิบลิ่ว

น้ำหอมหลากหลายกลิ่นสามารถตอบโจทย์ความชอบของบรรดาสุภาพสตรีได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของภรรยาเศรษฐีและขุนนางเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ สวี่หมิงหยวนยังคอยสั่งการให้คนคิดค้นสินค้าใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

เขารู้ดีว่า 'นวัตกรรม' คือจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของตระกูลสวี่

แน่นอนว่า ในระหว่างนั้นก็มีพวกหน้าเลือดพยายามมาหาเรื่องก่อกวนอยู่บ้าง แต่สวี่หมิงหยวนก็สามารถใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาไปได้ทั้งหมด ถ้าเจอพวกที่รับมือยากจริงๆ เขาก็จะไปขอให้ท่านปลัดอำเภอหยางช่วยจัดการให้

ซึ่งท่านปลัดหยางก็เห็นแก่หน้าสวี่ชวน ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอะไร เขาก็ยินดีจะอำนวยความสะดวกให้เสมอ

————————

ฤดูกาลผันผ่าน

เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกระพริบตา

กิจการค้าผลไม้ของตระกูลสวี่ครอบครองส่วนแบ่งตลาดในตลาดฝั่งตะวันตกไปแล้วถึงสามถึงสี่ส่วน แถมยังขยายอิทธิพลเข้าไปในตลาดฝั่งตะวันออกได้อีกด้วย

แผงขายผลไม้ในตลาดกลายเป็นของหายาก ค่าเช่าที่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตระกูลสวี่ยังทำสัญญาส่งผลไม้สดให้กับร้านอาหารและโรงเตี๊ยมหลายแห่งเป็นประจำทุกวันอีกด้วย

กิจการอื่นๆ อย่างเช่น ร้านอาหารจุ้ยอวิ๋นจวี โรงสุราเชียนจินฟาง ร้านเสื้อผ้าเทียนอี้เก๋อ และร้านน้ำหอมอวิ๋นเซียงเก๋อ ก็ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำทุกวัน

ตอนนี้ตระกูลสวี่มีสาขาร้านค้าเปิดอยู่ทั้งในตลาดฝั่งตะวันออกและตะวันตก

ทุกวันนี้ รายได้ของตระกูลสวี่ตกเดือนละหลายหมื่นตำลึง บางเดือนที่ขายดีๆ ก็ทะลุแสนตำลึงเลยทีเดียว

ถือเป็นตระกูลที่มีรายได้สูงติดอันดับต้นๆ ของบรรดาตระกูลเศรษฐีในอำเภอชิงเจียงเลยทีเดียว

และเมื่อกิจการขยายใหญ่โตขึ้น จำนวนคนก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สองปีมานี้ ตระกูลสวี่รับสมัครลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากมาย

จำนวนพนักงานและหลงจู๊ที่ดูแลร้านค้าต่างๆ ในอำเภอชิงเจียงรวมกันก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดสิบคนแล้ว

ส่วนที่หมู่บ้านต้งซี ก็มีทั้งคนงาน บ่าวไพร่ และสาวใช้รวมกันกว่าร้อยคน

ผู้คุ้มกันก็รับเพิ่มมาอีกร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นจอมยุทธ์หนุ่มฉกรรจ์ที่เคยฝึกวิทยายุทธ์มาบ้าง

บางส่วนก็ถูกส่งไปคุ้มกันร้านค้าในอำเภอชิงเจียง เพื่อป้องกันพวกอันธพาลมาก่อกวน ส่วนที่เหลือก็ประจำอยู่ที่บ้านตระกูลสวี่ คอยลาดตระเวนดูแลที่นาและที่ดินป่าเขา

เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ตระกูลสวี่จึงตัดสินใจซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ในตลาดฝั่งตะวันออกของอำเภอชิงเจียงไว้ด้วย

เวลาที่ต้องไปเจรจาธุรกิจกับตระกูลหยาง แล้วกลับหมู่บ้านไม่ทันก่อนประตูเมืองปิด ก็จะได้มีที่พักผ่อนค้างคืน

————————————

ถนนชิงอวิ๋น

ถนนเส้นนี้ปูด้วยหินสีเขียว กว้างขวางและสะอาดตา

จวนตระกูลหยางตั้งตระหง่านอยู่บนถนนเส้นนี้

จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตร กับเด็กสาวที่ขี่หลังเสือขาวตาสีทองแดง เดินอาดๆ เข้ามาที่หน้าประตูจวนตระกูลหยาง

ทหารยามหน้าประตูเห็นดังนั้นก็รีบประสานมือโค้งคำนับพร้อมรอยยิ้ม "ที่แท้ก็คุณหนูหมิงซูกับคุณชายใหญ่สวี่นี่เอง เชิญด้านในเลยขอรับ"

แต่พอทหารยามสบตาเข้ากับเสือขาวตัวโตครึ่งคน ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

"พี่บอกแล้วไงว่าอย่าเอามันมาด้วย ดูสิ คนอื่นเขาตกใจกันหมดแล้ว"

สวี่หมิงเวยหัวเราะเบาๆ พลางเอานิ้วจิ้มหน้าผากสวี่หมิงซู

"เสี่ยวไป๋บ่นว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านน่าเบื่อจะตาย ข้าก็เลยพามันออกมาเปิดหูเปิดตาซะหน่อยเนี่ยแหละ ใช่มั้ยเสี่ยวไป๋"

เจ้าเสือขาวเหมือนจะฟังรู้เรื่อง มันแกล้งคำรามรับมุกนาง ทำเอาทหารยามของตระกูลหยางตกใจถอยกรูดไปหลายก้าว

"พี่ล่ะทึ่งจริงๆ เลยนะเนี่ย ที่เจ้าสามารถปราบพยศสัตว์อสูรสายพันธุ์ดุร้ายแบบนี้ให้เชื่องได้ขนาดนี้"

"คิกคิก มันเป็นพรสวรรค์น่ะ พี่ใหญ่เรียนไม่ได้หรอกนะ"

"ข้ากับเสี่ยวไป๋น่ะ รู้ใจกันจะตายไป"

เสียงเสือคำรามดังแว่วมา หยางซื่อชาง ลูกชายคนโตของตระกูลหยางก็เดินออกมาต้อนรับ "นึกแล้วเชียวว่าเป็นเจ้า เสวี่ยจี้น้อย นี่อย่าบอกนะว่าพาเสี่ยวไป๋มาแก้แค้นข้าน่ะ"

"ชิ ข้าไม่ได้ใจแคบเหมือนพี่ซื่อชางหรอกนะ วันนี้ข้าตามพี่ใหญ่มาส่งสาลี่ชิงอวี้ให้ท่านพ่อบุญธรรมกับท่านแม่บุญธรรมลองชิมดูต่างหาก แล้วก็กะจะมาเยี่ยมพี่หรงฮวาด้วย"

หยางซื่อชางหัวเราะร่วน แอบรู้ทันเจตนาที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะหันไปแซวสวี่หมิงเวย "น้องสวี่ ข้าชะเง้อคอรอให้ตระกูลเจ้ามาสู่ขอน้องสาวข้าจนคอยาวแล้วเนี่ย”

สวี่หมิงเวยส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง "พี่หยาง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากแต่งนะ แต่ท่านพ่อข้าตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ข้าต้องบรรลุระดับเบิกนภาให้ได้ซะก่อน ถึงจะอนุญาตให้แต่งงานได้"

"ระดับเบิกนภาเลยเหรอ! ท่านอาสวี่นี่ใจร้ายจริงๆ เข้มงวดกับเจ้าเกินไปแล้วนะ"

"เจ้าอายุยังไม่ถึงสิบเก้าเลยนะ ตอนท่านพ่อข้าบรรลุระดับเบิกนภา ก็ปาเข้าไปเกือบจะสามสิบแล้ว"

"ฮึ ความคิดของท่านพ่อข้าน่ะ พี่จะไปเดาถูกได้ยังไงกัน!" สวี่หมิงซูแกล้งทำเป็นเถียงแทนพ่อ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแฉ่ง "แต่ข้าก็เห็นด้วยนะ พี่ใหญ่น่าจะรีบๆ แต่งพี่หรงฮวาเข้าบ้านไวๆ นางจะได้มาเป็นเพื่อนคุยกับข้าบ่อยๆ ไงล่ะ"

"ยัยเด็กแสบ!"

"สรุปที่อยากให้พี่ชายแต่งงาน ก็เพื่อจะได้มีพี่สะใภ้มาเป็นเพื่อนคุยงั้นสิ!"

ทั้งสองคนต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

หยางซื่อชางหันไปมองพินิจพิจารณาเสือขาว เดินวนดูรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากชม "เจ้านี่ก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย ที่สามารถทำให้สัตว์อสูรกลายพันธุ์เชื่องได้ขนาดนี้"

สวี่หมิงซูเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ท่านพ่อบอกว่าเสี่ยวไป๋ยังโตไม่เต็มที่หรอกนะ ถ้ามันโตเต็มที่เมื่อไหร่ ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ระดับก่อฟ้าขั้นสูงสุดก็อาจจะสู้มันไม่ได้ด้วยซ้ำ วันหลังถ้าพี่มาแกล้งข้าอีกล่ะก็ ข้าจะสั่งให้เสี่ยวไป๋กัดก้นพี่ให้ดู"

เจ้าเสือขาวแสนรู้ รีบส่ายหางยาวที่มีลายวงแหวนสีดำไปมา ราวกับกำลังแกว่งแส้ขู่

ถ้าโดนหางนั่นฟาดเข้าไปเต็มๆ ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งก็คงกระอักเลือดได้เหมือนกัน

หยางซื่อชางหันไปพูดกับสวี่หมิงเวย "น้องสาวเจ้าดุขนาดนี้ วันหน้าคงไม่มีใครกล้ามาขอแต่งงานด้วยแหงๆ"

"ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้าเลย!" สวี่หมิงซูแยกเขี้ยว ทำหน้าตลกใส่หยางซื่อชาง

เสี่ยวไป๋ถูกทิ้งไว้ที่ลานหน้าบ้าน ไม่ได้ตามเข้าไปในเรือนด้านในด้วย

มันนอนหมอบพักผ่อนอยู่เงียบๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปแหยมกับมันเลยสักคน

ในเรือนด้านในของตระกูลหยาง

"พี่หรงฮวา ข้ามาหาแล้วค่า"

สวี่หมิงซูเดินกรีดกรายเข้าไปในห้องนอนของหยางหรงฮวา

หยางหรงฮวากำลังนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ พอได้ยินเสียงก็วางงานในมือลง ลุกขึ้นยืนต้อนรับ

ใบหน้าของนางงดงามผุดผ่องราวกับดอกบัวแรกแย้ม คิ้วโก่งเรียวสวยราวกับทิวเขาไกลๆ นัยน์ตาหวานซึ้งดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ริมฝีปากแต้มสีชาดแดงระเรื่อ

กลางหน้าผากประดับด้วยแผ่นทองคำเปลวรูปผีเสื้อ ผมสีดำขลับเกล้าเป็นมวยสไตล์จิงหู ปักปิ่นเงินประดับขนนกสีฟ้าหยาดเยิ้ม ตุ้มหูมุกขยับแกว่งไกวตามจังหวะก้าวเดิน

เสื้อตัวบนเป็นผ้าแพรไหมสีฟ้าอ่อนลายเมฆาปักดิ้นเงิน แขนเสื้อแคบกระชับ เวลาขยับแขนจะดูพลิ้วไหวราวกับเกลียวคลื่น

กระโปรงท่อนล่างเป็นกระโปรงจับจีบสีเขียวอ่อน สลับด้วยสีแดงอมชมพูที่ขอบเอว ชายกระโปรงประดับด้วยหยกสิบสองชิ้น เวลาเดินจะมีเสียงดังกรุ๊งกริ๊งไพเราะเสนาะหู

"น้องเสวี่ยจี้ วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะจ๊ะ ท่านอาสวี่ไม่ได้จับเจ้าไปฝึกยุทธ์หรอกเหรอ"

"ฝึกยุทธ์ก็ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างสิ"

สวี่หมิงซูสังเกตเห็นว่าหยางหรงฮวาคอยชะเง้อมองไปที่ประตูอยู่บ่อยๆ ก็เลยแกล้งแซวพร้อมกับเอามือปิดปากหัวเราะ "พี่หรงฮวา ชะเง้อมองอะไรอยู่เหรอ"

"พี่ใหญ่ข้าเขาไปคุยกับท่านแม่บุญธรรมอยู่ที่เรือนใหญ่โน่นแน่ะ"

"พี่ไม่ได้ถามถึงเขาสักหน่อย" หยางหรงฮวาหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย

สวี่หมิงซูหัวเราะคิกคัก "พี่หรงฮวา พี่น่าจะลองไปขอร้องท่านพ่อบุญธรรมกับท่านแม่บุญธรรมดูนะ ให้พวกเขาไปคุยกับท่านพ่อข้าให้เพลาๆ เรื่องความเข้มงวดกับพี่ใหญ่ลงหน่อย จะได้รีบๆ แต่งพี่เข้าบ้านซะที"

"น้องเสวี่ยจี้ แกล้งพี่อีกแล้วนะ เดี๋ยวจับตีเลย"

สองสาวหยอกล้อกันไปมาอย่างสนุกสนาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข

ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง

"ท่านป้าหยาง นี่คือสาลี่ชิงอวี้กับผลไม้สดๆ ที่ท่านพ่อฝากมาให้ท่านกับท่านลุงชิมขอรับ"

"ฝากขอบใจสวี่ชวนแทนท่านลุงของเจ้าด้วยนะจ๊ะ" ฮูหยินหยางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

จากนั้น สวี่หมิงเวยก็ล้วงเอาบัตรเชิญออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้ "อีกครึ่งเดือน คฤหาสน์ใหม่ของตระกูลสวี่เราจะสร้างเสร็จแล้วขอรับ เราจะจัดงานตั้งศาลบรรพชนอย่างเป็นทางการ ขอเรียนเชิญท่านลุงหยางกับท่านป้าหยางมาร่วมเป็นเกียรติในงานด้วยนะขอรับ"

"แน่นอนจ้ะ เดี๋ยวป้าจะบอกท่านลุงให้ทราบนะ"

"ถ้าอย่างนั้น ข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ" สวี่หมิงเวยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"ท่านแม่ เดี๋ยวข้าพาน้องหมิงเวยไปหาน้องเสวี่ยจี้ที่เรือนหรงฮวานะขอรับ" หยางซื่อชางบอก

ฮูหยินหยางพยักหน้ายิ้มๆ "ไปเถอะ ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาคุยกันไป"

จบบทที่ ตอนที่ 27 แผนธุรกิจตระกูลสวี่

คัดลอกลิงก์แล้ว