- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 10 ร่วมมือ
ตอนที่ 10 ร่วมมือ
ตอนที่ 10 ร่วมมือ
ตอนที่ 10 ร่วมมือ
เฉินต้าหนิวกับเฉินฟางฟางมาที่บ้านสวี่ชวนอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับตอนกำลังจะกินมื้อเที่ยงพอดี
ไป๋จิ้งย่อมยินดีต้อนรับอยู่แล้ว
สวี่หมิงเวยกับสวี่หมิงหยวนไม่ได้ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา แต่จะคอยหาเวลาทบทวนบทเรียนเองที่บ้าน
บางครั้ง เฉินต้าหนิวกับน้องสาวก็จะหอบเอาตำรากับแบบฝึกหัดจากสำนักศึกษามาให้สองพี่น้องดูเป็นแนวทาง
ต้องยอมรับเลยว่า สวี่หมิงเวยกับสวี่หมิงหยวนเป็นเด็กฉลาดหลักแหลมทั้งคู่
ความรู้ของพวกเขาไม่ด้อยไปกว่าสองพี่น้องตระกูลเฉินเลย แถมยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าด้วยซ้ำ
การได้ขัดเกลาตัวเองจากประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขายิ่งฉายแววโดดเด่น
พลบค่ำของอีกสามวันต่อมา
เฉินเอ้อร์โก่วเดินฝ่าแสงตะวันรอน หิ้วสุราหวงเหลียงชั้นดีขวดหนึ่งเข้ามาในลานบ้านสวี่ชวน
"พี่สะใภ้ พี่ชวนข้ากลับมาหรือยัง"
เมื่อเห็นไป๋จิ้งกำลังคุมสวี่หมิงหยวนคัดลายมืออยู่ที่ระเบียงทางเดินหน้าห้องโถง เฉินเอ้อร์โก่วก็ร้องทักทายอย่างอารมณ์ดี
"ท่านพี่น่าจะกลับมาอีกสักพัก ถ้ามีธุระกับเขาก็นั่งรออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวอยู่กินมื้อค่ำด้วยกันเลย"
"ขอบคุณมากขอรับพี่สะใภ้ นี่ข้าแอบจิ๊กสุราชั้นดีของพ่อมาเก็บไว้ตั้งสิบกว่าปีแล้วนะเนี่ย เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่เอง"
ไป๋จิ้งหัวเราะขำ รับขวดสุราเดินเข้าไปเก็บข้างใน พร้อมกับหยิบม้านั่งออกมาให้เขาตัวหนึ่ง
เฉินเอ้อร์โก่วมองลายมือของสวี่หมิงหยวน พยักหน้าหงึกๆ แล้วเอ่ยชม "ลายมือสวยกว่าต้าหนิวลูกข้าเยอะเลย เป็นเพราะพี่สะใภ้สอนมาดีนี่เอง"
"ข้าจะไปมีความสามารถแบบนั้นได้ยังไงกัน พี่ชวนของเจ้าต่างหากที่คอยจับมือสอน ส่วนข้าก็แค่คอยคุมให้พวกเขาส่งการบ้านตามที่ท่านพี่สั่งไว้ก็เท่านั้นแหละ"
"ความรู้ขั้นพี่ชวน ไปเป็นอาจารย์สอนในสำนักศึกษาได้สบายๆ เลยนะเนี่ย"
ไป๋จิ้งหัวเราะคิกคัก พอมีคนมาชื่นชมสามีตัวเอง นางก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา
"คุยอะไรกันอยู่เนี่ย ดูมีความสุขกันจัง เอ้อร์โก่วมาเหรอ"
เฉินเอ้อร์โก่วหันไปมอง ก็เห็นสวี่ชวนกับสวี่หมิงเวยกำลังแบกจอบ ถกขากางเกงเดินเข้ามาพอดี
ในมือของสวี่หมิงเวยยังหิ้วถังไม้มาด้วยใบหนึ่ง
"พี่ชวน กลับมาแล้วเหรอ"
สวี่หมิงเวยส่งถังไม้ให้ไป๋จิ้ง ยิ้มซื่อๆ "ท่านแม่ วันนี้ข้ากับท่านพ่อจับหอยขมมาได้เยอะแยะเลย"
"โอ้โห เยอะจริงๆ ด้วย" ไป๋จิ้งยิ้มรับ "แต่หอยขมพวกนี้ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักวันสองวันนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเอามาทำกับแกล้มให้ท่านพ่อกับลุงเอ้อร์โก่วกินคืนนี้ไม่ได้"
"มีธุระจะคุยกับข้างั้นเหรอ เข้าไปคุยข้างในเถอะ มื้อค่ำน่าจะต้องรออีกพักนึง"
เฉินเอ้อร์โก่วพยักหน้า
จังหวะนั้นเอง สวี่หมิงเสวียนเห็นสวี่ชวนกลับมา ก็วิ่งเตาะแตะเข้าไปหา อ้อนให้สวี่ชวนเล่นด้วย
สวี่หมิงเวยคว้าตัวสวี่หมิงเสวียนอุ้มขึ้นมา "ถ่านโถว เดี๋ยวพี่ใหญ่เล่นด้วย พี่ใหญ่จะรำมวยให้ดูเอามั้ย"
"เอาสิๆ ข้าอยากดูรำมวย" สวี่หมิงเสวียนดีใจจนตบมือแปะๆ
ปัง ปัง ปัง~
พอสวี่หมิงเวยเริ่มร่ายรำกระบวนท่าหมัด อากาศรอบตัวก็ส่งเสียงปะทุเป็นระยะ
เฉินเอ้อร์โก่วถึงกับสะดุ้ง จ้องมองสวี่หมิงเวยที่กำลังรำมวยอยู่ในลานบ้านตาไม่กะพริบ
"พี่ชวน สือโถวนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ท่าทางทะมัดทะแมงยังกะจอมยุทธ์เลย ข้าว่าอีกไม่กี่ปีคงได้เป็นจอมยุทธ์เต็มตัวแน่ๆ"
เฉินเอ้อร์โก่วยังขาดประสบการณ์อยู่มาก
ถ้าเป็นพี่ชายของเขามาเห็น คงมองออกแต่แรกแล้วว่าสวี่หมิงเวยนั้นได้กลายเป็นจอมยุทธ์ที่มีกำลังภายในแล้ว
ขอเพียงทะลวงจุดชีพจรให้ได้สามสิบหกจุด ก็จะก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นสามได้ทันที
ผ่านมาหลายปีแล้ว เฉินต้าหมิงในวัยสามสิบหกยังคงเป็นได้แค่จอมยุทธ์ขั้นสองเท่านั้น
ถึงเขาจะมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์อยู่บ้าง แต่มันก็แค่ขั้นธรรมดาๆ ตลอดชีวิตนี้ก็คงเป็นได้แค่จอมยุทธ์ขั้นสองเท่านั้นแหละ
"ตอนนั้นพี่ชายเจ้ายังเคยบอกว่าพวกข้าคงฝึก 《วิชามังกรคชสารน้อย》 ไม่สำเร็จหรอก ข้าว่าที่แท้เป็นเพราะตัวเองพรสวรรค์ไม่ถึงต่างหากล่ะ"
เฉินเอ้อร์โก่วหัวเราะร่วน "คราวหน้าถ้าเจอหน้าเขา ข้าต้องแขวะให้แสบไปเลย ไม่รู้ป่านนี้ต้นสาลี่ชิงอวี้ของเขาปลูกไปถึงไหนแล้ว"
"เอาล่ะ เข้าเรื่องเถอะ วันนี้มาหาข้ามีเรื่องอะไร"
เฉินเอ้อร์โก่วเปิดปากเล่า "ก็เรื่องที่อาหยวนคุยกับเด็กสองคนบ้านข้าเมื่อสองวันก่อนนั่นแหละ ข้าคิดว่ามันเข้าท่าดีนะ"
"ตอนนี้ ตระกูลสวี่ของพี่ใหญ่โตขึ้นมามากแล้ว ถ้าจะขยายกิจการต่อ ลำพังพี่คนเดียวรับมือไม่ไหวแน่ๆ พี่ก็รู้ว่าข้าว่างงาน มีอะไรให้ข้าช่วยทำก็บอกมาได้เลย"
"แบบนี้เราก็ได้กันทั้งสองฝ่าย"
"ลุงเฉินเห็นด้วยเหรอ"
"พ่อข้าชื่นชมพี่จะตาย พอข้าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ฟัง เขาก็ตกลงทันที แถมยังชมข้าว่าสมองเริ่มจะใช้งานได้แล้วด้วย"
สวี่ชวนยิ้มบางๆ "แล้วเจ้าวางแผนจะร่วมมือยังไงล่ะ"
"ข้าเลือกแบบที่สอง ของทั้งสองบ้าน ข้าจะเป็นคนเอาไปขายเอง กำไรบ้านข้า ข้าเอาหมด ส่วนกำไรบ้านพี่...เราแบ่งกันสามต่อเจ็ด"
"ส่วนแบ่งกำไรตั้งสามส่วน ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เจ้าจะยอมแบ่งให้ขนาดนั้นเลยเหรอ"
เฉินเอ้อร์โก่วตบอกตัวเองดังป้าบ "ให้สี่ส่วนเลยก็ยังได้"
"ขอบใจในความมีน้ำใจของเจ้านะ"
"พี่ชวนจะไม่ตกลงเหรอ" เฉินเอ้อร์โก่วเริ่มใจคอไม่ดี
"เปล่า ข้าหมายความว่าขอแบ่งแค่สองส่วนก็พอแล้ว เรื่องเพาะปลูกในนาพวกเจ้าจัดการกันเองเลย จะทำเยอะทำน้อยก็ไม่ว่ากัน ข้าแค่รับหน้าที่ชี้แนะให้ ส่วนเรื่องขายก็ยกให้บ้านเจ้าไปจัดการ แต่บ้านข้าก็ต้องส่งคนไปช่วยดูแลด้วยเหมือนกัน"
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจเจ้านะ แต่ทำแบบนี้มันถึงจะยุติธรรม"
"พี่ชวนจะลงไปจัดการเองเลยเหรอ จะทำไหวเหรอ"
"ไม่ใช่ข้าหรอก เป็นอาหยวนลูกข้าต่างหาก" สวี่ชวนยิ้ม "เขามีพรสวรรค์เรื่องค้าขาย ให้เขาเจียดเวลาตามเจ้าไปตะลอนๆ เปิดหูเปิดตาสักหน่อย ถือว่าเป็นการหาประสบการณ์ที่ดีทีเดียว"
"อาหยวนเป็นเด็กเก่งจริงๆ ถ้าเขาไม่เสนอความคิดนี้ ข้าก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกัน"
สวี่ชวนพยักหน้า "แล้วก็อีกเรื่องนะ ข้าแนะนำให้เจ้าไปคุยกับพี่ชายเจ้าดู ให้ช่วยหาจอมยุทธ์ที่ไว้ใจได้ นิสัยซื่อสัตย์ มาเป็นคนคุ้มกันตอนเอาของไปขาย ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่คาดคิด"
"พี่ชวนรอบคอบเสมอเลย" เฉินเอ้อร์โก่วคิดตามอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้น "เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้ยินพ่อบอกว่าทางตะวันตกเกิดภัยพิบัติ มีชาวบ้านลี้ภัยอพยพมาทางบ้านเราตั้งเยอะแยะ"
"งั้นเหรอ?"
สวี่ชวนหรี่ตาลง รู้สึกว่าคงต้องหาเวลาเสี่ยงทายดูดวงชะตาสักหน่อยแล้ว
ช่วงที่ผ่านมาเขายุ่งอยู่กับการทำนา เลยเอาโควตาทำนายดวงไปใช้ดูสภาพอากาศซะส่วนใหญ่
หลังจากตกลงเรื่องร่วมมือกันเรียบร้อย ความกังวลในใจของเฉินเอ้อร์โก่วก็ถูกปัดเป่าทิ้งไปเสียที คืนนี้คงกลับไปนอนหลับสนิทได้สักที
ตกดึก
เฉินเอ้อร์โก่วดื่มจนเมามายไม่ได้สติ สวี่หมิงเวยเลยต้องอาสาประคองกลับบ้าน
แต่ระหว่างทางกลับ จู่ๆ ก็มีเงาดำพุ่งพรวดออกมา ฟาดท่อนไม้เข้าที่หัวของสวี่หมิงเวยอย่างจัง ทำเอาเขามึนตึ้บไปเลย
พอมือหลุดจากกัน เฉินเอ้อร์โก่วก็ล้มฟาดพื้น ร้องโอดโอย
สวี่หมิงเวยกุมหัว หันขวับไปมอง
ถึงจะเป็นตอนกลางคืนที่มืดสลัว แต่เขาก็มีดวงตาที่ไม่ธรรมดา
ที่มุมมืดนั้น มีขอทานเสื้อผ้าขาดวิ่นคนหนึ่ง ในมือถือท่อนไม้ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย สายตาจ้องเขม็งมาที่สวี่หมิงเวยราวกับหมาป่าหิวโซ
พอเห็นว่าฟาดไปสุดแรงเกิดแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่เป็นอะไรเลย ในดวงตาของขอทานก็เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
"เจ้าเป็นใครกัน!" สวี่หมิงเวยตวาดลั่น
สิ้นเสียงตวาด ขอทานมอมแมมคนนั้นก็หันหลังวิ่งหนีเตลิดไปทันที
สวี่หมิงเวยตั้งใจจะวิ่งตามไปจับ แต่เฉินเอ้อร์โก่วดันมากอดขาเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ปากก็พร่ำเพ้อแต่คำว่า "น้องหญิงจ๋า... น้องหญิงจ๋า..."
สวี่หมิงเวยจะทิ้งเฉินเอ้อร์โก่วไว้ตรงนี้คนเดียวก็ไม่ได้ เลยจำใจต้องพยุงเขาลุกขึ้น แล้วพาไปส่งถึงบ้าน
ก่อนกลับ เขายังไม่ลืมเตือนสวี่เหยียนว่าตอนกลางคืนอย่าออกไปไหนมาไหนสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วก็เล่าเรื่องที่ตัวเองเพิ่งโดนดักตีหัวให้ฟังด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นคนที่มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่ง ป่านนี้พวกเขาสองคนคงโดนปล้นทรัพย์สินไปหมดตัวแล้ว ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้
"อย่างนี้นี่เอง งั้นตอนกลับสือโถวก็ระวังตัวด้วยนะ"
หลังจากกลับมาถึงบ้าน สวี่หมิงเวยก็เล่าเรื่องนี้ให้สวี่ชวนฟัง
"ขอทานงั้นเหรอ?"
"ดูท่าคงจะวุ่นวายไปอีกสักพักล่ะนะ"
"ช่วงนี้ตอนกลางคืน ถ้าไม่มีธุระจำเป็นก็อย่าออกไปไหนเลย"
"เข้าใจแล้วขอรับ ท่านพ่อ"