- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 2 วันละหนึ่งกว้า
ตอนที่ 2 วันละหนึ่งกว้า
ตอนที่ 2 วันละหนึ่งกว้า
ตอนที่ 2 วันละหนึ่งกว้า
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว
ทุ่งนาสีทองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ยามสายลมพัดโชยมาดูราวกับเกลียวคลื่นสีทอง
ช่วงหลายวันนี้ ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต้งซีต่างวุ่นวายอยู่กับการเก็บเกี่ยว
เช้าตรู่วันนี้
สวี่ชวนใช้ 【วันละหนึ่งกว้า】 เพื่อทำนายดวงชะตา
【คำทำนายวันนี้: ดีปานกลางค่อนไปทางดี, วันนี้ตอนเกี่ยวข้าว เจ้าจะได้พบกับครอบครัวลุงเฉิน และมีโอกาสได้ข่าวคราวเกี่ยวกับคัมภีร์กำลังภายในและที่นาไร้เจ้าของจากปากของลุงเฉิน】
สวี่ชวนมีสีหน้ายินดี
ไม่เสียแรงที่ช่วงหลายวันนี้ข้าคอยทำนายเรื่องนี้มาตลอด ในที่สุดก็ไม่พลาดจนได้
คัมภีร์กำลังภายในงั้นเหรอ?
ถึงเวลาต้องพิจารณาเรื่องฝึกวิชาต่อสู้แล้วจริงๆ
แต่ในใจสวี่ชวนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ลูกคนไหนเดินเส้นทางสายต่อสู้ดี เพราะเรื่องนี้จะส่งผลถึงการมอบพรสวรรค์ของทายาทรุ่นที่สอง
ที่ทุ่งนา
"พี่ชวน ข้าวบ้านพี่ยังไงก็ดีกว่าจริงๆ เมล็ดเต่งตึง แถมยังรวงใหญ่อีก ผลผลิตแค่สิบหมู่เทียบเท่ากับของบ้านข้าตั้งสิบห้าสิบหกหมู่แน่ะ"
ชายผิวคล้ำคนหนึ่งมองทุ่งนาของบ้านสวี่ชวน แววตาอิจฉาฉายชัดเจน
คนผู้นี้ชื่อ เฉินเอ้อร์โก่ว เป็นลูกชายคนรองของลุงเฉิน อายุน้อยกว่าสวี่ชวนแค่หนึ่งปี
เขาเคารพและชื่นชมสวี่ชวนมาตั้งแต่เด็ก
ที่นาของบ้านพวกเขาอยู่ติดกับบ้านสวี่ชวน
"มีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า สอนข้าบ้างสิ"
"พูดเพ้อเจ้ออะไร ต่อให้มีเคล็ดลับ แล้วทำไมเขาต้องบอกเจ้าด้วย" ลุงเฉินเดินเข้ามาพอดีพลางบ่นด่า
"ลุงเฉิน ไม่มีเคล็ดลับอะไรหรอก สวรรค์ประทานข้าวมาให้กินทั้งนั้น"
ด้วย 【ฟ้าประทานพรแด่ผู้พากเพียร】 ดังนั้นสิ่งที่สวี่ชวนพูดก็ไม่ผิดนัก
ลุงเฉินหัวเราะหึๆ "ในหมู่บ้านต้งซีมีบ้านไหนบ้างไม่รู้ว่าซานซู่เจ้าเป็นยอดฝีมือเรื่องทำนา ไม่อย่างนั้นตอนนั้นตระกูลสวีคงไม่ยืนกรานอยากรั้งตัวเจ้าไว้หรอก"
"เป็นเจ้าที่ฉลาด ลาออกจากการเป็นลูกจ้างประจำ ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว"
"ยังไงก็เทียบกับบ้านลุงเฉินไม่ได้หรอก"
บ้านลุงเฉินมีลูกชายสองคน ลูกสาวสองคน มีนาข้าวหนึ่งร้อยยี่สิบหมู่ ไร่นายี่สิบหมู่ และที่ดินป่าเขาอีกสามสิบหมู่ นับว่าเป็นเศรษฐีในหมู่บ้านต้งซีเช่นกัน
อีกทั้งลูกชายคนโตก็ยังเอาถ่าน มีพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง
ตอนนี้เป็นจอมยุทธ์ระดับสามแล้ว ตั้งรกรากอยู่ในตัวอำเภอชิงเจียง และแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง
"ช่วงนี้ยุ่งเรื่องทำนา พี่ต้าหมิงไม่กลับมาเหรอ" สวี่ชวนนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามอย่างแนบเนียน
เมื่อพูดถึงเฉินหมิงลูกชายคนโต ในแววตาของลุงเฉินก็ฉายแววภาคภูมิใจทว่าก็แฝงความหนักใจอย่างซับซ้อน
"พี่ต้าหมิงของเจ้าเป็นจอมยุทธ์ เขาก็มีเรื่องของเขาที่ต้องยุ่ง"
เรื่องไม่ดีในบ้านไม่ควรนำไปป่าวประกาศ ลุงเฉินย่อมไม่เอาเรื่องแย่ๆ ของลูกชายตัวเองไปพูดต่อหน้าคนนอก
"อิจฉาพี่ต้าหมิงจริงๆ รอวันหน้าข้ามีเงินแล้ว ก็จะซื้อคัมภีร์กำลังภายในสักเล่มมาให้ลูกชายฝึกบ้าง ถ้าลุงเฉินเจอพี่ต้าหมิง อย่าลืมช่วยถามให้ข้าด้วยนะ"
"ไม่มีปัญหา เรื่องเล็ก" ลุงเฉินฉีกยิ้มกว้าง ตบหน้าอกรับคำ "ยุคสมัยนี้ยังไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่ ฝึกวิชาไว้ป้องกันตัวบ้างก็ดี"
พูดจบ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ รำพึงว่า "ถ้าเฒ่าอวี๋คิดได้อย่างเจ้า ก็คงไม่โดนโจรปล้นตอนกลางคืน จนพากันตายโหงทั้งครอบครัวหรอก"
"น่าสงสารจริงๆ!"
"แต่ว่า เส้นทางจอมยุทธ์นั้นสิ้นเปลืองเงินทองมาก ซานซู่ เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ" ลุงเฉินเปลี่ยนเรื่องและกำชับอย่างจริงจัง
ถ้าไม่มีพรสวรรค์ มีแต่เงินทอง ท้ายที่สุดก็จะสูญเปล่า
"ข้าเข้าใจดี ลุงเฉิน"
"ครอบครัวลุงอวี๋น่าเสียดายจริงๆ แล้วที่นาของบ้านเขาเป็นยังไงบ้างล่ะ"
"คนตายไปแล้วทุกอย่างก็ว่างเปล่า" นัยน์ตาของลุงเฉินเป็นประกาย แฝงไปด้วยรอยยิ้ม
"ทางการย่อมต้องยึดกลับคืนไป คาดว่าน่าจะภายในวันสองวันนี้แหละ ถ้าเจ้าบังเอิญเจอเจ้าหน้าที่ทางการละก็ ทางที่ดีรีบลงมือจัดการเลย"
"ยังไงเสีย คนในบ้านเจ้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆ ก็กำลังโต ต่อให้ผลผลิตข้าวจะสูงกว่าบ้านอื่นหลายส่วน แต่ที่นาแค่สิบหมู่มันน้อยเกินไป"
สวี่ชวนไม่แปลกใจเลยที่ถูกมองออก เขาเกาหัวพลางยกยอว่า "ไม่มีเรื่องอะไรปิดบังลุงเฉินได้เลย ข้าก็ตั้งใจแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ชีวิตเริ่มดีขึ้น คนก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ข้าเลยเริ่มพิจารณาเรื่องเพิ่มที่ดินบ้างแล้ว"
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือเศรษฐีต่างก็ให้ความสำคัญกับที่ดินเป็นอย่างมาก หากไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ยอมขายนาข้าวไปง่ายๆ เด็ดขาด
นี่คือรากฐานในการยังชีพของพวกเขา
ต่อให้หลายรุ่นให้หลังครอบครัวจะตกต่ำลง แต่ตราบใดที่ยังมีที่ดินอยู่ อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตของลูกหลาน
เรื่องซื้อนาข้าวนั้นต้องดูที่โชค
โชคดีที่สวี่ชวนดวงไม่เลว ทำให้เขารอจนได้โอกาส
ส่วนเรื่องคัมภีร์กำลังภายใน ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ถ้าตั้งราคาไว้สูงเกินไป ก็ทำได้แค่ยอมแพ้ไปก่อน แล้วค่อยวางแผนหาทางในวันหน้า
สวี่ชวนรู้ดีว่าสิ่งที่ครอบครัวสวี่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คืออะไร
จิตใจนิ่งสงบมั่นคงยิ่ง!
ราชวงศ์ต้าเว่ย หลอมรวมวิถีการต่อสู้และวิถีเซียนเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็นสองระบบตำแหน่ง คือ ขุนนางฝ่ายยุทธ์ และขุนนางฝ่ายเซียน
ทว่าวิถีเซียนนั้นเรียกร้องคุณสมบัติสูงมาก ผู้ที่บำเพ็ญเซียนได้นั้นมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และเมื่อฝึกฝนจนสำเร็จ พลังฝีมือก็เหนือล้ำกว่าจอมยุทธ์อย่างเทียบไม่ติด
ดังนั้น ตำแหน่งขุนนางฝ่ายเซียนในราชวงศ์ต้าเว่ยจึงสูงส่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ต่างก็ต้องมีพลังฝีมือในระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือต้องมีเส้นสาย
การได้เป็นขุนนางฝ่ายยุทธ์หรือขุนนางฝ่ายเซียนของราชวงศ์ต้าเว่ย ก็เทียบเท่ากับการเข้ารับราชการในชาติก่อนของสวี่ชวน
นี่มันชามข้าวเหล็กชัดๆ!
ไม่ว่าจอมยุทธ์หรือผู้บำเพ็ญเซียนระดับล่างคนไหนต่างก็ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง
หากบริหารจัดการให้ดี เพียงสิบหรือยี่สิบปีก็สามารถทำให้ตระกูลเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
คุยกันอยู่พักหนึ่ง ทั้งสองบ้านก็เริ่มลงมือเก็บเกี่ยว
บ้านสวี่ชวนมีนาข้าวแค่สิบหมู่ ก่อนหน้านี้ก็เก็บเกี่ยวมาได้สิบกว่าวันแล้ว ส่วนที่เหลือมีไม่มากนัก ด้วยความที่เขาทำงานทะมัดทะแมง ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวันก็เสร็จสิ้น
หลังกินมื้อเที่ยง
สวี่ชวนต้องไปลานตากข้าวเพื่อตากข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวมา นี่ก็เพื่อลดความชื้นและป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา
"ท่านพ่อ ท่านจะไปไหนเหรอ" เด็กน้อยสองคนถามขึ้น
"พ่อจะไปตากข้าว"
"ท่านพ่อ ข้าไปช่วยท่านด้วย" สวี่หมิงเวยเงยหน้ามองสวี่ชวน มือน้อยๆ กำหมัดแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววมุ่งมั่น
"ได้สิ สือโถวไปช่วยพ่อทำงานนะ"
สวี่ชวนลูบหัวสวี่หมิงเวย แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
เด็กที่รู้ความขนาดนี้ พ่อแม่บ้านไหนบ้างจะไม่ชอบ
ตอนนั้นเอง สวี่หมิงหยวนก็ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วด้วยเสียงเด็กน้อย "ข้าก็ยะไปล่วย ต้านพ่อ"
"ไปๆๆ ไปกันให้หมด!"
ที่ลานตากข้าวมีคนกำลังวุ่นวายทำงานอยู่ไม่น้อย พอเห็นสวี่ชวนพาเด็กสองคนมาด้วย ต่างก็ยิ้มพลางเอ่ยชมว่าลูกบ้านเขารู้ความและเก่งกาจ
สวี่ชวนก็ยิ้มตอบ และเริ่มการพูดคุยชื่นชมลูกของกันและกันตามประสาคนเป็นพ่อแม่ช่วงสั้นๆ
แต่ถึงอย่างไรร่างเล็กๆ สองคนก็ยังเป็นเด็ก ทำงานได้ไม่นาน ไม่รู้ว่าโดนอะไรดึงดูดความสนใจไป วิ่งหายไปไหนก็ไม่รู้แล้ว
สวี่หมิงเวยรู้ความมากแล้ว สวี่ชวนเลยค่อนข้างวางใจ
แต่พอพวกเขากลับมา พร้อมกับคราบโคลนเต็มตัว ก็ยังโดนสวี่ชวนดุไปชุดหนึ่งอยู่ดี
จากนั้นก็จับพวกเขาถอดเสื้อผ้าออกจนหมด แล้วยัดลงถังไม้ ให้ไป๋จิ้งช่วยเช็ดล้างทำความสะอาดให้
สวี่หมิงเวยและสวี่หมิงหยวนเล่นน้ำกันในถังไม้ ทำให้น้ำกระเด็นจนเสื้อผ้าของไป๋จิ้งเปียกปอนไปหมด กลายเป็นการแสดงยั่วยวนด้วยเสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อต่อหน้าสวี่ชวน
กลางดึก
ดวงดาวพร่างพรายเต็มฟ้า สายลมยามค่ำคืนพัดพาดวงจันทร์นำพาความเย็นสบายมาให้
ไป๋จิ้งฝึกปรือฝีมืออีกครั้ง
ยิ่งชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับคำชมจากสวี่ชวน
——————————
วันรุ่งขึ้น
【คำทำนายวันนี้: มงคล, ยามซื่อหนึ่งเค่อ (09:15 น.) นายทะเบียนอำเภอชิงเจียงจะมาที่หน้าหมู่บ้านต้งซี เจ้ามีโอกาสสูงที่จะได้ซื้อนาข้าวห้าสิบหมู่】
"นาข้าวห้าสิบหมู่งั้นเหรอ?"