- หน้าแรก
- บัญญัติวิถีมาร ตราบาปหมื่นเผ่าพันธุ์
- บทที่ 24: แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
บทที่ 24: แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
บทที่ 24: แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
บทที่ 24: แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่า เลือดเนื้อของสัตว์อสูรขั้นหนึ่งนั้นมีราคาแพงและถือเป็นทรัพยากรที่ใช้ยกระดับความแข็งแกร่ง มันจึงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์ปกติก็ไม่สามารถใช้เงินสดซื้อหาได้ การซื้อขายส่วนใหญ่มักใช้แต้มผลงานในการแลกเปลี่ยน
เนื่องจากมีผู้ฝึกยุทธ์บางคนเลือกที่จะกินอาหารธรรมดาในปริมาณมหาศาลเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปจากการบ่มเพาะ ภาพเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก
แน่นอนว่าการที่หลินผิงอันกินจุขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานกว่าปกติ พลังงานที่เผาผลาญไปจึงมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
โดยปกติแล้ว หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการไปกินร้านอาหารบุฟเฟต์ เพราะทั้งประหยัด คุ้มราคา และสะดวกสบาย
แต่น่าเสียดาย ด้วยวิวัฒนาการของโลกที่แตกต่างออกไป ในโลกแห่งวิถียุทธ์ระดับสูงใบนี้ ธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์ได้สูญหายไปนานแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีตัวตนอย่างผู้ฝึกยุทธ์ที่กินจุราวกับไม่ใช่คนอยู่ นักธุรกิจหน้าไหนที่คิดจะเปิดร้านบุฟเฟต์ล้วนถูกสั่งสอนจนหมดเนื้อหมดตัว ไม่เหลือแม้แต่กางเกงในให้ใส่
นี่อาจถือเป็นหนึ่งในความแตกต่างที่เกิดจากการอยู่คนละโลกก็ว่าได้!
แม้จะเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้ให้เห็นอยู่บ้าง แต่พนักงานและลูกค้าหลายคนก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบมองมาบ่อยๆ
เพราะคนที่เคยกินจุแบบนี้ในอดีต หากไม่ใช่พวกรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ก็ต้องเป็นพวกหน้าตาดุดันแผ่รังสีอำมหิต
คนแบบหลินผิงอันที่หน้าตาหล่อเหลาเป็นพิเศษแถมรูปร่างยังดูธรรมดาๆ นั้นหาได้ยากยิ่ง หรือเรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากรูปลักษณ์แล้ว เขายังอายุน้อยเกินไปอีกด้วย
ในเวลานี้ หลายคนเริ่มลอบคาดเดาไปต่างๆ นานา บางคนถึงกับกระซิบกระซาบพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
"ว้าว... ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นเด็กมากเลย! ดูไม่ออกเลยจริงๆ!"
"หน้าไม่คุ้นเลยแฮะ! ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย! หรือว่าจะเป็นอัจฉริยะจากสถาบันวิถียุทธ์เมืองอื่น?"
"เขาหล่อมากเลย ดูต่างจากผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ลิบลับ ฉันล่ะอยากลองคบกับคนแบบนี้ดูสักครั้งจัง!"
"หึ! เลิกฝันกลางวันเถอะยยะ ระดับนั้นเขาคงไม่แม้แต่จะชายตามองเธอด้วยซ้ำ"
"..."
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีหญิงสาวหลายคนที่ถึงกับเอ่ยปากพูดจาแทะโลมออกมาอย่างหน้าไม่อาย
อีกด้านหนึ่ง หลินผิงอันรู้ตัวมาตั้งนานแล้วว่ากำลังถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่เขาก็คร้านที่จะใส่ใจ
หลังจากยัดอาหารมื้อใหญ่ลงกระเพาะจนอิ่มหนำ เขาก็เช็กบิลและเดินกลับขึ้นห้องไป พร้อมกับตัดสินใจอย่างเงียบๆ
ในช่วงไม่กี่วันหลังจากนี้ เขาจะให้พนักงานโรงแรมนำอาหารขึ้นมาส่งให้ถึงที่ห้อง ความรู้สึกที่ถูกจับจ้องราวกับเป็นสัตว์ประหลาดหายากนี่มันน่าอึดอัดจริงๆ
แม้จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ แต่การจะให้ไปโมโหโวยวายก็ใช่เรื่อง เขาจะไปไล่ฆ่าคนเพียงเพราะเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ได้หรือไง?
ยิ่งไปกว่านั้น การทำเรื่องวุ่นวายใหญ่โตอาจดึงดูดความสนใจที่ไม่พึงประสงค์ได้ และหลินผิงอันก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ
เป็นไปได้สูงว่าขณะนี้กำลังมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามตามล่าหาตัวเขาอยู่ และมีโอกาสมากที่จะเกิดการลอบสังหารขึ้น
ระมัดระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด เขาไม่อยากตายเพราะความประมาทเลินเล่อ
การได้กลับชาติมาเกิดและฟื้นคืนความทรงจำในอดีตได้ก็นับเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว หลินผิงอันไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงดวงดูว่าเขาจะสามารถเกิดใหม่เป็นครั้งที่สามได้อีกหรือไม่
เมื่อกลับมาถึงห้อง เขาก็เริ่มการบ่มเพาะรอบใหม่ในทันที แน่นอนว่าเรื่องการสรรค์สร้างเคล็ดวิชาเขาก็ไม่ได้ละเลยเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ความคืบหน้าของทั้งสองสิ่งก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ความคืบหน้าการหล่อหลอมกระดูกขาท่อนล่าง: 29 ท่อน... 30 ท่อน... 31 ท่อน...
มันกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุดที่ 62 ท่อนเข้าไปทุกที และค่าปราณโลหิตของเขาก็ขยายขีดจำกัดสูงสุดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระหว่างกระบวนการนี้เช่นกัน
ส่วนความคืบหน้าของเคล็ดวิชาใหม่ก็น่ายินดีไม่แพ้กัน
51%... 52%... 53%...
เพิ่มขึ้นทีละหยด ทีละหยาด ผ่านการขัดเกลาและปรับปรุงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เคล็ดวิชาบทนี้ก็เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกขณะ
ในขณะเดียวกัน
ค่ำคืนนี้ ตามย่านที่อยู่อาศัยและสถานที่ต่างๆ ในเมืองเทียนหยางกลับไม่เงียบสงบเอาเสียเลย
เสียงร้องโหยหวนและเสียงสบถด่าดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"บัดซบหลินผิงอัน ฉันไม่มีทางแพ้แกแน่! กายามารทนทุกข์ จงบ่มเพาะซะ... อ๊ากกก... เจ็บ เจ็บ..."
"ฮือๆๆ... อดทนฝ่าความลำบาก เพื่อก้าวไปเป็นยอดคน... หลินผิงอัน... ฉันเกลียดแก... ฮือๆๆ..."
"อ๊ากกก... นี่มันใช่เคล็ดวิชาที่คนฝึกแน่เหรอ? โคตรเจ็บเลย! ไอ้เวรนั่นมันทนไปได้ยังไงวะ?"
"ไม่... ต้องทน ทน ทน... คนอื่นยังพยายามกันขนาดนี้... ฉันจะยอมอ่อนแอกว่าพวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด"
"ขยันเข้า ขยันเข้า ขยันเข้าไป... คอยดูเถอะ ฉันจะขยันบ่มเพาะจนแซงหน้าพวกมันให้หมด... พรสวรรค์ก็สู้ไม่ได้ ถ้าแม้แต่ความเจ็บปวดแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วจะมีหน้าไปเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ยังไง? ต้องทน..."
"อ๊ากกก... เดินพลังต่อไป... ตราบใดที่ยังไม่ตาย ฉันก็จะบ่มเพาะต่อไป... ขนาดหลินผิงอัน ไอ้หน้าขาวที่พรสวรรค์โคตรห่วยคนนั้นยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งได้ ฉันเองก็ต้องทำได้เหมือนกัน... เจ็บเว้ย เจ็บๆๆ..."
"..."
นักเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเทียนหยางต่างร้องห่มร้องไห้และสบถด่าไปพลาง ขณะที่พยายามฝืนทนบ่มเพาะวิชาระดับเหลืองที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นอย่าง "กายามารทนทุกข์" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยการที่มีหลินผิงอันเป็นตัวอย่างความสำเร็จ ตอนนี้พวกเขาจึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว
ด้วยแรงกระตุ้นจากปัจจัยทางจิตวิทยาหลายๆ อย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความไม่ยอมแพ้ การเปรียบเทียบแข่งขัน และความอยากเอาชนะ นักเรียนเหล่านี้แม้จะร้องครวญครางและด่าทอไปมากแค่ไหน แต่ก็ยังฝืนกัดฟันบ่มเพาะต่อไป
แม้ว่าการบ่มเพาะแต่ละครั้งจะค่อนข้างสั้น แต่พวกเขาก็ทำมันถี่มากพอ
โดยรวมแล้ว ความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขาจึงรวดเร็วกว่าปกติมาก
ประกอบกับความจริงที่ว่า นอกเหนือจากความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินมนุษย์มนาแล้ว "กายามารทนทุกข์" ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ต่อร่างกายเลย
สิ่งนี้ทำให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกเบาใจและปล่อยให้ลูกหลานฝึกฝนต่อไป บางคนถึงขนาดยืนเชียร์และให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ด้วยซ้ำ
อีกด้านหนึ่ง ประธานและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาคมวิถียุทธ์แห่งเมืองเทียนหยางก็เริ่มลงมือเคลื่อนไหว พวกเขาเตรียมที่จะเติมเชื้อไฟให้กับการแข่งขันอันดุเดือดนี้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ครูใหญ่ของโรงเรียนต่างๆ ก็ได้รับข่าวคราวที่เกี่ยวข้อง
ในห้องทำงานของโรงเรียนต่างๆ ล้วนมีบทสนทนาในทำนองเดียวกันเกิดขึ้น
"หลินผิงอันงั้นเหรอ? พรสวรรค์ต่ำต้อย? แต่กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งได้เพราะฝึก 'กายามารทนทุกข์'?"
"ผลลัพธ์สุดยอด มีแค่ความเจ็บปวด? ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างอื่นเลยเหรอ? ยอดเยี่ยมขนาดนั้นเชียว? โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเทียนหยางเริ่มฝึกกันแล้วสินะ? ฝึก! ต้องฝึก! โรงเรียนมัธยมอันดับสองของเราจะยอมน้อยหน้าไม่ได้เด็ดขาด"
"ฝึก 'กายามารทนทุกข์'! นักเรียนทุกคนต้องฝึก! นักเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับสามของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร!"
"จากนี้ไป กิจกรรมกายบริหารระหว่างคาบเรียนให้เปลี่ยนเป็นการฝึก 'กายามารทนทุกข์' เราต้องเคี่ยวเข็ญไอ้พวกเด็กเปรตนี่ให้หนัก"
"..."
ความเคลื่อนไหวและข่าวสารระหว่างโรงเรียนต่างๆ นั้นสืบหาได้ไม่ยากเลย หลังจากยืนยันข่าวแล้ว พวกเขาทุกคนต่างก็ตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
และพวกเขาก็ยิ่งถลำลึกไปกับการบีบบังคับให้นักเรียนแข่งขันกันฝึกฝน 'กายามารทนทุกข์' มากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนเช้า โรงเรียนนั้นประกาศนโยบายให้เป็นวิชาเลือก พอตกบ่าย โรงเรียนนี้ก็เพิ่มคาบบ่มเพาะเข้าไปในตารางกิจกรรมระหว่างวันเสียเลย
ในช่วงเวลานี้ กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโหมกระแสปลุกระดม หรือการแจ้งให้ผู้ปกครองคอยสอดส่องดูแล ล้วนงัดออกมาใช้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
และเมื่อครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเทียนหยางทราบถึงความเคลื่อนไหวของโรงเรียนอื่นๆ เขาก็ถึงกับเดือดดาล
เขาก๊อปปี้ทุกวิธีการเหล่านั้นมาปรับใช้ภายในโรงเรียนของตนอย่างไม่ตกหล่นแม้แต่นิดเดียว
โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเทียนหยางจะต้องไม่น้อยหน้าใคร
แข่ง!
แข่งขันกันให้หนัก!
แข่งขันกันให้สุดกำลัง!
แข่งขันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง!
นับแต่วันนี้เป็นต้นไป นักเรียนมัธยมปลายทั่วเมืองเทียนหยางก็ได้ก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของพวกเขากันถ้วนหน้า
ไม่เพียงแต่ต้องบ่มเพาะในตอนกลางคืนเมื่อกลับถึงบ้านเท่านั้น แต่ในช่วงกลางวันเวลาอยู่ที่โรงเรียนก็ยังหนีไม่พ้น
ในบรรดานั้น กลุ่มนักเรียนที่อยากจะร้องไห้มากที่สุดก็คือพวกที่เคยลองฝึกแล้วแต่ทนความเจ็บปวดไม่ไหวนั่นแหละ
อุตส่าห์ถอดใจยอมแพ้ไปแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าจะโดนทางโรงเรียนหักหลังเอาเสียได้
ตอนนี้ ต่อให้ไม่อยากฝึกก็ไม่ได้แล้ว