- หน้าแรก
- เมื่อข้าเป็นลูกเขยไม่ได้ ก็ขอเป็นมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1 - ชายหนุ่มลูกเขยแต่งเข้า กับโชคชะตาที่พลิกผัน
บทที่ 1 - ชายหนุ่มลูกเขยแต่งเข้า กับโชคชะตาที่พลิกผัน
บทที่ 1 - ชายหนุ่มลูกเขยแต่งเข้า กับโชคชะตาที่พลิกผัน
บทที่ 1 - ชายหนุ่มลูกเขยแต่งเข้า กับโชคชะตาที่พลิกผัน
แสงแดดแผดจ้า ลมสารทฤดูเริ่มพัดโชย
หลู่จิ่งในชุดสีเขียวคราม กำลังนั่งตัวตรงอยู่ท่ามกลางหมู่หินจำลอง พลางอ่านตำราด้วยเสียงแผ่วเบา
"หกสาม: จ้องมองด้วยความเพลิดเพลิน จักเสียใจ หากช้าไป จักเสียใจยิ่งกว่า..."
"เก้าสี่: บ้างกระโดดลงสู่ห้วงลึก หามีความผิดไม่..."
น้ำเสียงของหลู่จิ่งทุ้มต่ำ ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนกังวานประดุจเสียงหยกกระทบกัน ในมือของเขาคือคัมภีร์ 'โจวอี้' ที่เต็มไปด้วยบันทึกความเข้าใจที่เขาเขียนไว้จนทั่ว
ห่างออกไปในสวน ณ 'ศาลาจันทร์กระจ่าง' อันประณีตงดงาม
เซิ่งจือในชุดสีแดงปักลวดลาย คิ้วทั้งสองข้างแฝงไปด้วยความห้าวหาญทว่าไม่ทิ้งความงามตามธรรมชาติ กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่กำลังอ่านหนังสือผู้นั้น
"หลู่อี พี่สามของเจ้านี่ช่างน่าสนใจนัก อีกไม่นานก็ต้องแต่งเข้าจวนหนานกั๋วกงในฐานะลูกเขยแล้ว แต่ก็ยังยืนหยัดอ่านตำราอยู่ทุกวัน..."
"หรือเขาไม่รู้ว่า เมื่อกลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าแล้ว ก็ไม่สามารถเข้ารับการสอบจอหงวนได้อีก?"
ข้างกายเซิ่งจือ ยังมีเด็กสาวโฉมงามอีกนางหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับหลู่จิ่งอยู่สามส่วน
เด็กสาวผู้นี้ชื่อหลู่อี เป็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของหลู่จิ่งที่กำลังอ่านหนังสืออยู่
"ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอ่านตำราไร้ประโยชน์พวกนั้นไปทำไม" หลู่อีเงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้าน มองไปยังจุดที่หลู่จิ่งอยู่อย่างไม่ใส่ใจ "ได้ยินพวกบ่าวรับใช้บอกว่า หลายเดือนมานี้หลู่จิ่งตั้งใจเป็นพิเศษ เพียงแต่ตำราที่อ่านมันค่อนข้างประหลาด"
"ในสายตาของข้า เขาคงแค่เสแสร้งทำเป็นขยันเพื่อปกปิดความอัปยศในใจเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย... จวนหนานกั๋วกงเลื่อนวันแต่งงานมาหลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเปลี่ยนใจแล้ว"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลู่อีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาแสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างชัดเจน
นางเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเซิ่งจือ จึงอธิบายต่อว่า "สาเหตุน่าจะเป็นเพราะอัจฉริยะด้านวรยุทธ์แห่งจวนหนานกั๋วกงผู้นั้น คงไม่ค่อยพอใจนักที่ต้องลดตัวลงมาแต่งกับสามีที่... ธรรมดาเช่นนี้?"
"อีกอย่าง ข้าก็ได้ยินมาว่าอาการป่วยของท่านหนานกั๋วกงดีขึ้นมากหลังจากที่หนานเหออวี่กลับมาถึงเมืองหลวง คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องทำพิธีแต่งงานเพื่อแก้เคล็ดเสริมดวงแล้วล่ะ"
เซิ่งจือรวบผมยาวไว้ข้างหลังพลางถามด้วยความอยากรู้ "จวนหนานกั๋วกงไม่อยากรับหลู่จิ่งแต่งเข้าแล้วหรือ? แต่เมื่อวานซืนเจ้าเพิ่งบอกเองว่าสัญญามรดกของพี่สามเจ้าถูกส่งไปที่กรมทะเบียนราษฎร์แล้ว ชื่อของเขาก็ถูกบันทึกอยู่ในทำเนียบนอกของตระกูลหนานเรียบร้อย"
"พูดตามหลักการ เขาเป็นลูกเขยแต่งเข้าของตระกูลหนานไปตั้งนานแล้ว หากตอนนี้ตระกูลหนานจะผิดสัญญา ก็มีแต่คุณหนูตระกูลหนานต้องหย่าสามีเท่านั้น? นี่ไม่เป็นการทำร้ายพี่สามของเจ้าหรือ?"
"เซิ่งจือ เจ้าเรียกเขาว่าหลู่จิ่งก็พอ" หลู่อียืนขึ้น ใบหน้าฉายแววอับอายและโกรธเคือง "ตอนนี้ใครจะไปสนว่าเขาจะเป็นหรือตาย? ถึงเขาจะเป็นเพียงบุตรอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปราน แต่เขาก็มีสายเลือดตระกูลหลู่ การที่เขากลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าก็นับเป็นความอัปยศอดสูของตระกูลหลู่แห่งจิ่วหูอย่างยิ่งแล้ว"
"โดยเฉพาะ... โดยเฉพาะตอนนี้เขากลับถูกหนานเหออวี่รังเกียจ วันแต่งงานถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก บรรดาลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์บนถนนฉางหนิงต่างก็รอดูเรื่องตลกของตระกูลหลู่ข้าอยู่ ช่วงไม่กี่วันที่ข้าออกจากบ้านไปไหนมาไหน รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก..."
"หลู่อี" เซิ่งจือขัดจังหวะน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอับอายของหลู่อี "เรื่องภายในตระกูลหลู่ ข้าไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่เจ้าก็รู้ว่าเหตุผลที่หลู่จิ่งต้องไปเป็นลูกเขยแต่งเขานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกเอง"
หลู่อีชะงักไป แววตากลับยิ่งคมปลาบขึ้น "จวนหนานกั๋วกงระบุตัวเขาชัดเจนว่าต้องการให้แต่งกับหนานเหออวี่เพื่อแก้เคล็ดให้ท่านกั๋วกงเฒ่า การระบุชื่อเจาะจงย่อมต้องมีสาเหตุ ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นเพราะหลู่จิ่งหาเรื่องใส่ตัวแน่ๆ"
"นี่ไม่นับเป็นเรื่องดีหรือ?" เซิ่งจือเอียงคอ "ในเมื่อนายหญิงเฒ่าและฮูหยินใหญ่เป็นคนตัดสินใจ ให้หลู่จิ่งแต่งเข้าจวนหนานกั๋วกง ท่านหนานกั๋วกงจึงได้ทำฎีกาถวายคำแนะนำถึงสามครั้ง จนทำให้ท่านโหวใหญ่แห่งตระกูลหลู่ที่ถูกเนรเทศไปยังทางหลวงหย่วนซานได้รับการเรียกตัวกลับสู่เมืองหลวงไท่เสวียน ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับ สำหรับตระกูลหลู่แล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง"
สายตาของเซิ่งจือราบเรียบ ถ้อยคำมีเหตุมีผลในทุกประโยค
หลู่อีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เงียบงันไม่พูดจา
เซิ่งจือลอบถอนใจในใจ
นางเข้าใจดีว่าบรรดานายน้อยคุณหนูในจวนหลู่ ต่างก็รู้แก่ใจว่าการแต่งงานครั้งนี้แท้จริงแล้วคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
จวนหนานกั๋วกงได้ลูกเขยแต่งเข้าที่มีพื้นเพไม่เลวเพื่อมาแก้เคล็ดให้กั๋วกงเฒ่าที่ป่วยหนัก
ท่านโหวใหญ่ตระกูลหลู่ก็ได้สมหวัง ออกเดินทางจากทางหลวงหย่วนซานอันยากลำบากเพื่อกลับสู่เมืองหลวงไท่เสวียน
ในการแต่งงานครั้งนี้ ทั้งตระกูลหนานและตระกูลหลู่ต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการ
คนเพียงคนเดียวที่กลายเป็นตัวตลกหรือแม้กระทั่งต้องสูญเสียอนาคตไปในเรื่องนี้ ก็มีเพียงเด็กหนุ่มชุดเขียวที่อยู่ไกลออกไปผู้นั้นเท่านั้น
แต่คนตระกูลหลู่กลับยังคงห่วงพะวงเพียงชื่อเสียงของตระกูล มองว่าการที่บุตรอนุในตระกูลไปเป็นลูกเขยแต่งเข้าคือความอัปยศอดสู จึงได้แสดงความรังเกียจและข่มเหงบุตรอนุที่ไม่ได้เป็นที่รักผู้นั้นสารพัด
หลู่อียังอายุน้อย ถูกสภาพแวดล้อมรอบข้างฝังหัวให้เกลียดชังหลู่จิ่ง จะไปโทษนางฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
เซิ่งจือมองดูหลู่จิ่งจากระยะไกล ในแววตามีความเห็นใจอยู่บ้าง
"นับเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง"
"หวังว่าเมื่อท่านแม่ทัพหลู่กลับมา สถานะของเจ้าจะดีขึ้นบ้างนะ"
หลู่จิ่งไม่รู้เลยว่าการอ่านหนังสือท่ามกลางซอกหินจำลองของตนนั้นถูกคนลอบมองอยู่
เขาเพียงแค่อ่านตำราเงียบๆ อยู่ในนั้น
ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดคือ สิ่งที่หลู่จิ่งอ่านไม่ใช่ตำราสี่วิชาห้าคัมภีร์ของโลกใบนี้ แต่เป็นตำราที่ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้... นั่นคือ 'โจวอี้'!
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาตั้งใจอ่านเช่นนี้ทุกวัน
แสงแดดเคลื่อนคล้อย ตกกระทบผิวน้ำในสระทางทิศตะวันตกของจวนหลู่ ในที่สุดหลู่จิ่งก็อ่านหนังสือในมือจบลงอีกครั้ง
เมื่อตัวอักษรประโยคสุดท้ายกลายเป็นความเข้าใจ สลักลึกเข้าไปในสมอง ก็มีแสงสีขาวสายหนึ่งถือกำเนิดขึ้นอย่างกะทันหัน พุ่งเข้าสู่ห้วงความคิดของหลู่จิ่ง
ในห้วงความคิดของเขามีแสงสีขาวอยู่มากมายก่อนแล้ว พวกมันร้อยเรียงกันเป็นผืนใหญ่ แสงสีขาวสายล่าสุดนี้ประดุจดั่งกระเบื้องแผ่นสุดท้ายที่วางลงบนกองแสงเหล่านั้น
"ตูม..."
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ความคิดของหลู่จิ่งพร่าเลือนไปชั่วครู่
เมื่อเขารวบรวมสติได้อีกครั้ง กลับพบว่าแสงเหล่านั้นกำลังเปล่งประกายสีทอง เจิดจรัสพร่างพราย ข้อมูลนับไม่ถ้วนหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา!
"ความลึกลับของโจวอี้ อยู่ที่การ 'แสวงหาโชค ลาภหลีกเลี่ยงภัย'..."
"ได้รับ: วาสนาสีทองเจิดจรัส — [แสวงหาโชคหลีกเลี่ยงภัย]"
เมื่อข้อมูลต่างๆ ปรากฏขึ้นในหัว หลู่จิ่งรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนแจ่มใสขึ้นทันที ท่ามกลางนั้นยังมีแสงสีทองระเบิดออกกว้าง!
เรื่องราวในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาในใจของหลู่จิ่งเงียบๆ
ตำราโจวอี้เล่มนี้ไม่ใช่ของโลกใบนี้ เพียงแต่ตอนที่หลู่จิ่งยามข้ามภพมา ในมือของเขาถือคัมภีร์โจวอี้ติดมาพอดี
สาเหตุที่หลู่จิ่งต้องศึกษามันอย่างละเอียดหลังจากข้ามมายังดินแดนต้าฟู่ ก็เพราะเขาค้นพบว่า ทุกครั้งที่เขาอ่านโจวอี้จนเกิดความเข้าใจ ในหัวของเขาจะมีแสงสีขาวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งสาย
เมื่อแสงสีขาวเหล่านี้รวมตัวกัน มันคล้ายกับกำลังก่อร่างสร้าง... วังอันแปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
ดังนั้น หลู่จิ่งที่เพิ่งมาถึงโลกอันแปลกหน้าลำพัง จึงประดุจคนตกน้ำที่คว้าขอนไม้ช่วยชีวิตเอาไว้ได้ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาจึงตั้งใจอ่านและท่องจำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
จนกระทั่งวันนี้ เมื่อแสงสีขาวที่ถักทอกันในหัวรวมตัวกันจนสมบูรณ์ จึงเกิดเป็นกลุ่มแสงสีทองประดุจดวงตะวันเจิดจ้า
ในขณะที่หลู่จิ่งกำลังประหลาดใจกับสิ่งนี้ ทันใดนั้น กลุ่มแสงสีทองก็เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง...
【วิญญูชนอ่านจบแล้ว ย่อมสามารถแสวงหาโชคหลีกเลี่ยงภัย!】
【มีแขกกำลังลอบมอง】
【ภัย: ตั้งใจอ่านออกเสียงให้ดัง เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อื่น ให้พวกเขาต้องเลื่อมใสในความขยันของเจ้า
ผลดี: ได้รับวาสนาสีขาว — 【เสแสร้งแกล้งทำ】
ผลเสีย: ดูจงใจเกินไป อาจถูกผู้ที่มีใจอคติเกลียดชังได้】
【โชค: วิญญูชนไม่แปดเปื้อนด้วยสิ่งภายนอก ตั้งมั่นอ่านตำราต่อไปจนดึกสงัด
ผลดี: ได้รับวาสนาสีขาว — 【เพียรพยายามขยันหมั่นเพียร] เป็นที่นับถือของผู้ที่มองอยู่】
หลู่จิ่งรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ตัวอักษรแต่ละแถวส่องแสงระยิบระยับ ลอยล่องอยู่ในหัวของเขา
ภัยและโชค คล้ายกำลังรอให้เขาเป็นผู้เลือก
"อ่านโจวอี้นับพันจบ ศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในที่สุดก็ได้ผลตอบแทนเสียที"
หลู่จิ่งพ่นลมหายใจยาว "สามเดือนกว่าที่ผ่านมา ความพยายามไม่สูญเปล่าจริงๆ"
ความจริงเขาพังเกตเห็นมานานแล้วว่าในศาลาจันทร์กระจ่างที่อยู่ไกลออกไป มีเงาร่างเลือนรางสองร่างอยู่
แต่สายตาของหลู่จิ่งมีจำกัด มองไม่เห็นว่าคนในศาลาคือใคร และเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
เขาจึงยังคงมองตรงไปเบื้องหน้า พลางครุ่นคิดถึงข้อมูลสองชุดในหัว
"การศึกษาโจวอี้อย่างแตกฉาน ทำให้ข้าแสวงหาโชคหลีกเลี่ยงภัยได้..."
ข้อมูลแรก ดูเหมือนเป็นการแสดงความขยันต่อหน้าแขกผู้นั้น แต่ที่นับว่าเป็นภัย ก็คงเพราะจะทำให้แขกผู้นั้นรู้สึกว่าตนเสแสร้งแกล้งทำ กลายเป็นการกระทำที่ไร้ระดับไป
อีกอย่าง ด้วยฐานะของเขาในจวนที่ผู้คนต่างรังเกียจ หากทำท่าทางให้คนเห็นแล้วถูกเอาไปนินทา ย่อมไม่เป็นผลดี
"ข้อมูลที่สองคือโชค สั่งให้ข้าไม่หวั่นไหวต่อสิ่งภายนอก อ่านหนังสือต่อไป เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ผลดีมากกว่าผลเสีย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าย่อมต้องเลือกทางที่เป็นโชค"
เวลาผ่านไปเพียงสองสามอึดใจ หลู่จิ่งก็ตัดสินใจได้
"แม้จะต้องอ่านหนังสือจนดึก แต่ในเมื่อเป็นทางที่เป็นโชค ต่อไปย่อมส่งผลดีต่อชีวิตของข้าได้แน่"
แววตาของหลู่จิ่งแน่วแน่ เขาซูดลมหายใจเข้าลึก หยิบตำราอีกเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะหินตรงหน้าชื่อ 'คัมภีร์ระวังตน' ขึ้นมาอ่านต่อ
"วิญญูชนมีใจเป็นนาย ย่อมตัดสินได้ว่าคุณธรรมในใจตนนั้นสมบูรณ์หรือไม่"
"เรื่องราวในใต้หล้าผันผวนไม่แน่นอน ทว่าความเป็นความตายนั้นเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง บ้างก็ยอมจำนนเพื่อเอาตัวรอดในยามวิกฤต ยอมทำลายมนุษยธรรมเพื่อรักษาชีวิตตน..."
ทางที่เป็นโชคแม้จะเหนื่อยยากกว่าบ้าง แต่หลู่จิ่งผ่านเวลาสองเดือนนี้มาจนรู้ซึ้งถึงสถานะของตนเองดี
มารดาผู้ให้กำเนิดมีฐานะต่ำต้อย นายหญิงเฒ่าและฮูหยินใหญ่ตระกูลหลู่ ไปจนถึงขุนนางผู้เป็นเสาหลักของตระกูลอย่างแม่ทัพเทพสายฟ้าหลู่เสินหย่วน ต่างก็รังเกียจหลู่จิ่ง... หรือก็คือตัวเขาในตอนนี้
แถมเดิมทีต้องไปเป็นลูกเขยแต่งเข้า แต่ตอนนี้กลับถูกอัจฉริยะตระกูลหนานที่เลื่องลือไปทั่วหล้าแสดงท่าทีรังเกียจ จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันในหมู่ตระกูลใหญ่...
การเริ่มต้นชีวิตเช่นนี้ หากวันดีคืนดีหายสาบสูญไปจากโลกก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เขาจึงไม่ขยันไม่ได้
อีกอย่าง...
ก็แค่ต้องอ่านหนังสือเพิ่มอีกหน่อย เมื่อเทียบกับอิสระในการเลือกอนาคตแล้ว มันจะนับเป็นอะไรได้
(จบแล้ว)