- หน้าแรก
- ตำนานผู้เพาะเลี้ยงไหมวิญญาณอมตะ
- บทที่ 11 พลิกผันกะทันหัน! ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา!
บทที่ 11 พลิกผันกะทันหัน! ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา!
บทที่ 11 พลิกผันกะทันหัน! ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา!
บทที่ 11 พลิกผันกะทันหัน! ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา!
สุ้มเสียงเกรี้ยวกราดและดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านไปทั่วทั้งฟ้าดิน
หลินเค่อเงยหน้าขึ้นขวับ
ลูกปัดวิเศษ?!
"กลัว... ข้ากลัว" หลินฉานที่เพิ่งได้รับการปลอบประโลมไปเมื่อครู่มีสีหน้าหวาดผวา นางกอดนิ้วมือของหลินเค่อเอาไว้แน่น
วินาทีต่อมา พลังจิตอันแข็งแกร่งไร้ขอบเขตขุมหนึ่งก็กวาดต้อนมาจากแดนไกล ทว่ามันกลับปะทะเข้ากับค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักปีกทองคำอย่างจัง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแต่สำนักปีกทองคำเท่านั้น ทว่าทั่วทั้งเทือกเขาสกัดพิษ รวมถึงทุกสำนักในอาณาบริเวณโดยรอบเทือกเขาสกัดพิษ ล้วนถูกบีบบังคับให้ต้องเปิดใช้งานค่ายกลพิทักษ์สำนักขึ้นมา
เกิดเรื่องแล้ว!
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น หลินเค่อก็รีบส่งหลินฉานกลับเข้าไปในตำหนักหนี่วานทันที
"ราชันสัตว์อสูร โปรดระงับโทสะก่อนเถิด..."
สุ้มเสียงแหบพร่าและชราภาพดังแว่วมาจากสถานที่อันไร้นาม ส่งผลให้พลังจิตของตัวตนที่ถูกขนานนามว่าราชันสัตว์อสูรสูญสลายไร้ร่องรอยไปในชั่วพริบตา
ทว่าในเสี้ยววินาทีถัดมา สุ้มเสียงของราชันสัตว์อสูรก็ดังก้องไปทั่วฟ้าดิน: "เจ้าพวกมนุษย์บัดซบ บุกรุกแดนเมฆาของข้ายังไม่พอ ถึงขั้นกล้าขโมยลูกปัดวิเศษของข้าไป ข้าจะขอจองเวรพวกเจ้าไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง!"
สิ้นคำรบ ประกายแสงสีแดงชาดผืนหนึ่งและมวลแสงสีม่วงอ่อนสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะกัน รอยแยกสายหนึ่งคล้ายกับฉีกขาดปริออกที่เส้นขอบฟ้า
รุ่งอรุณเพิ่งมาเยือน ดวงตะวันกำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า ทว่ากลับถูกพลังทั้งสองสายฉีกทลายจนย่อยยับ แปรเปลี่ยนสีสันของทั่วทั้งผืนนภาไปจนสิ้น
ครู่ใหญ่ให้หลัง สุ้มเสียงการปะทะกันของพลังทั้งสองสายจึงค่อยๆ ดังแว่วมาจากแดนไกล สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
"ครืนนน!!!"
สุ้มเสียงดังสนั่นมาพร้อมกับคลื่นพายุที่สาดซัด กระแทกเข้าใส่ค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักปีกทองคำอย่างรุนแรง
ผู้คนนับไม่ถ้วนภายในสำนักปีกทองคำต่างเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดผวา เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ภายในสำนักต่างพากันเหาะทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา
ผู้คนมากมายบำเพ็ญเพียรมาตลอดทั้งคืน ย่อมไม่ล่วงรู้เลยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
"นั่นคือการปะทะกันของยอดฝีมือขอบเขตแปลงวิญญาณ ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา... ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆานี่ ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว..."
"ลูกปัดวิเศษ... ลูกปัดวิเศษอันใดกันถึงได้สำคัญปานนั้น ถึงขั้นชักนำให้ราชันสัตว์อสูรต้องมาห้ำหั่นกับยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ของเราเชียวหรือ?"
ศิษย์สำนักปีกทองคำนับไม่ถ้วนที่อยู่บนท้องฟ้าเบื้องไกลต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
จนกระทั่งสุ้มเสียงอันราบเรียบของสตรีผู้หนึ่งดังระงมไปทั่วทั้งสำนัก: "เรื่องของราชันสัตว์อสูรแดนเมฆาย่อมมีผู้ยิ่งใหญ่คอยจัดการ เหล่าศิษย์จงกลับไปเถิด"
"ข้าต้องการเดินทางไปยังจวนสกุลมู่แห่งเขตต้าหลี่เพื่อปรึกษาหารือเรื่องสำคัญ ก่อนที่ข้าจะกลับมา เรื่องราวทุกอย่างภายในสำนักให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้อาวุโสสูงสุดหลัว"
เมื่อกล่าวจบ ผู้คนในสำนักต่างเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะพากันค้อมกายประสานมือคารวะไปทางฟากฟ้า: "น้อมรับคำสั่งท่านเจ้าสำนัก!"
เจ้าสำนัก!
หลินเค่อที่อยู่ห่างไกลออกไป ณ ดินแดนชายขอบอย่างสวนหม่อนเขียว หลังจากทำความเคารพและเอ่ยคำว่า 'น้อมรับคำสั่งท่านเจ้าสำนัก' จบ เขาก็เงยหน้าขึ้น ทันเห็นกระแสแสงสีทองหม่นสายหนึ่งพุ่งทะยานหนีหายลับไปในแดนไกล ประหนึ่งดาวตกดวงหนึ่ง รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ลูกปัดวิเศษ... ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆา...
หลินเค่อไม่สนใจผู้คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่อยู่บนท้องฟ้าอันห่างไกล เขารีบรุดกลับเข้าไปในเรือนพักทันที
ในยามที่เขาเพิ่งจะนำหลินฉานออกมาจากตำหนักหนี่วาน ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆาก็ใช้พลังจิตกวาดสัมผัสไปทั่วฟ้าดินทันที
หากจะบอกว่าลูกปัดวิเศษลึกลับที่ช่วยเบิกตำหนักหนี่วานให้เขา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับลูกปัดวิเศษในปากของราชันสัตว์อสูรแดนเมฆาเลยล่ะก็ หลินเค่อย่อมไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน
เขาคาดเดาว่า บางทีอาจเป็นเพราะหลินฉานมีเรือนร่างที่พิเศษ หลังจากดูดซับมวลอากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของตำหนักหนี่วานเข้าไปแล้ว เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก จึงเผลอปล่อยกลิ่นอายของตำหนักหนี่วานให้รั่วไหลออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้
ท้ายที่สุดแล้ว ในยามที่เขาเบิกตำหนักหนี่วาน ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆาก็หาได้ล่วงรู้ไม่ ในยามที่เขานำหนอนไหมทองคำนิลและแมลงธรรมดาเข้าๆ ออกๆ ราชันสัตว์อสูรก็ไม่ได้ระแคะระคายแต่อย่างใด ทว่ากลับกลายเป็นว่าในจังหวะที่หลินฉานปรากฏตัว ราชันสัตว์อสูรแดนเมฆาผู้นี้ก็โผล่พรวดออกมาพอดี
"ดูท่าว่าหลังจากนี้คงต้องพยายามให้หลินฉานออกมาให้น้อยลงเสียแล้ว" หลินเค่อพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะค่อยๆ นำหลินฉานออกมาอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
หากต้องการสร้างรากฐาน แมลงวิญญาณประจำกายย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้
หลังจากสั่งสมพลังมาจนถึงขอบเขตหลอมปราณขั้นที่เก้าแล้ว ก็เพียงแค่ต้องหลอมแมลงวิญญาณประจำกาย จากนั้นก็ทะลวงกำแพงคอขวดที่เปรียบเสมือน 'แผ่นกระดาษหน้าต่าง' อีกเพียงชั้นเดียว ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตฐานมรรคาได้แล้ว
เขาสามารถเลือกหลอมผีเสื้อเหยี่ยวเหล็กในหรือหนอนไหมทองคำนิลก็ได้ ทว่าในฐานะแมลงวิญญาณประจำกาย ศักยภาพของหลินฉานย่อมต้องยอดเยี่ยมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
"ป๊ะป๋า!"
หลังจากหลินฉานออกมาก็มีสีหน้าหวาดผวา มือเล็กๆ ลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ "ป๊ะป๋า ข้ากลัว! เขาจะกินข้า!"
"เขาไม่ได้กินเจ้าหรอก" หลินเค่อปลอบประโลมหลินฉาน ก่อนจะรีบโคจรพลังวิญญาณในร่างกาย เพื่อทำการหลอมหลินฉานตามวิถีแห่งเคล็ดวิชาพิษกู่แดนเหมียวในทันที:
"ตอนนี้เจ้านิ่งๆ ไว้นะ อย่าได้ขัดขืน ข้าจะหลอมเจ้าให้กลายเป็นแมลงวิญญาณประจำกายของข้า"
กล่าวจบ เขาก็ถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไปในร่างของหลินฉาน
ความสนใจของหลินฉานถูกดึงดูดไปที่พลังวิญญาณภายในร่างในทันที
นางใช้มือลูบคลำร่างกายของตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลูบๆ คลำๆ ศีรษะที เรียวขาที: "อ๊ะ! ป๊ะป๋าอยู่ที่นี่นี่เอง!"
หลินฉานก้มๆ เงยๆ สำรวจลูบคลำร่างกายของตัวเองไม่หยุดหย่อน สลับกับจ้องมองหลินเค่อไปมา คล้ายกับยากที่จะทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดกลิ่นอายของหลินเค่อจึงสามารถไหลเวียนอยู่ภายในร่างของนางได้
ส่วนหลินเค่อย่อมไม่มีเวลาว่างพอจะไปใส่ใจสิ่งอื่นใด เขาจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่การถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของหลินฉาน จากนั้นจึงควบแน่นให้กลายเป็นอักขระที่คล้ายคลึงกับตัวอักษรจีนคำว่า 'กู่'
"สำเร็จแล้ว!"
ในจังหวะที่ตัวอักษร 'กู่' ก่อตัวขึ้น จิตใจของหลินเค่อและหลินฉานก็เชื่อมโยงถึงกันในชั่วพริบตา ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาพร้อมเพรียง
"หลินฉาน รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?"
"สบายมาก! สบายมากเลยป๊ะป๋า!"
เมื่อได้ยินสุ้มเสียงที่ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของตนเอง หลินเค่อก็พยักหน้ารับเบาๆ
บัดนี้ หลินฉานได้กลายเป็นแมลงวิญญาณประจำกายของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
โดยปกติแล้ว กระบวนการสยบและหลอมแมลงวิญญาณประจำกายของผู้อื่น มักจะต้องทุบตีแมลงวิญญาณจนปางตายเสียก่อนจึงจะทำการหลอมได้ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรง หากการหลอมล้มเหลวก็อาจสร้างความเสียหายให้กับดวงวิญญาณได้
ทว่าสำหรับหลินเค่อเล่า?
ในแง่หนึ่ง หลินฉานก็คือจิตวิญญาณศาสตราแห่งตำหนักหนี่วาน และตำหนักหนี่วานก็เป็นของเขา
แม้หลินฉานจะมีสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง ทว่านั่นก็เปรียบเสมือนร่างแยกของหลินเค่อก็เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ การหลอมหลินฉานจึงได้รับผลลัพธ์เป็นทวีคูณ โดยปราศจากอุปสรรคขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น
และในตอนนี้ หลินฉานก็เปรียบเสมือนเครื่องกรองชั้นดี หลินเค่อเพียงแค่ต้องถ่ายเทพลังวิญญาณให้ไหลผ่านร่างกายของหลินฉานในยามที่โคจรเคล็ดวิชา พลังวิญญาณที่ไหลกลับออกมาก็จะบริสุทธิ์และเข้มข้นขึ้นมาก
นี่แหละคือประโยชน์ของแมลงวิญญาณประจำกาย!
สรรพคุณของมันไม่ได้สะท้อนให้เห็นเฉพาะในการต่อสู้เท่านั้น ทว่าแม้แต่ในการบำเพ็ญเพียรในชีวิตประจำวัน แมลงวิญญาณประจำกายก็ยังมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แมลงวิญญาณประจำกายที่แตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป
หลินเค่อเองก็ไม่ล่วงรู้ว่าหลินฉานจัดอยู่ในแมลงวิญญาณประจำกายระดับใด หนำซ้ำเขายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ของแมลงวิญญาณประจำกายอย่างลึกซึ้งนัก
ทว่า เรื่องที่จะทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้น เอาไว้ค่อยว่ากันในภายหลังเถิด
"ตอนนี้ มาเริ่มการทะลวงระดับกันต่อเถอะ..."
หลังจากหลอมหลินฉานเสร็จสิ้น หลินเค่อก็ไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด เขาตัดสินใจรวบรวมความกล้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตฐานมรรคาในรวดเดียว!
"หลินฉาน มาเถอะ"
เมื่อหลินเค่อขยับความคิด ร่างของหลินฉานก็แปรเปลี่ยนเป็นเงามายาหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของเขา และไหลเวียนไปจนถึงจุดตันเถียนประหนึ่งสายเลือด
ตำหนักต้นกำเนิดเบื้องบน หรืออีกนามหนึ่งคือตำหนักหนี่วาน
ตำหนักต้นกำเนิดเบื้องกลาง หรืออีกนามหนึ่งคือเรือนหัวใจ หรือตำหนักแก่นกลาง
และตำหนักต้นกำเนิดเบื้องล่างก็คือจุดตันเถียน หรืออีกนามหนึ่งคือตำหนักโอบต้นกำเนิด!
"อ๊ะ! พลังวิญญาณเต็มไปหมดเลย! พลังวิญญาณของป๊ะป๋าล่ะ!" ร่างของหลินฉานถูกห่อหุ้มด้วยพลังวิญญาณของหลินเค่อ นางกวาดตามองความมืดมิดรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"หลินฉาน ช่วยข้าเบิกตำหนักโอบต้นกำเนิดที!" สุ้มเสียงของหลินเค่อส่งตรงเข้าไปในห้วงความคิดของหลินฉาน
"อื้อ!" หลินฉานเก็บงำสีหน้าอยากรู้อยากเห็น พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
แม้จะเพิ่งถือกำเนิดมาได้ไม่นาน ทว่านางก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้มีความสำคัญใหญ่หลวงยิ่งนัก
ดังนั้นจึงเห็นเพียงหลินฉานยืนตัวตรงอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันว่างเปล่า สองแขนชูขึ้นสูง ทั่วทั้งร่างดูประหนึ่งตัวอักษร 'Y'
"ย๊ากกก!!!"
นางขบกรามแน่น พวงแก้มเล็กๆ พองออก ดูออกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังออกแรงอย่างหนักหน่วง คล้ายกับกำลังแบกรับของหนักอึ้งก็ไม่ปาน
พลังวิญญาณที่ไหลเวียนมาอย่างไม่ขาดสายหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียน อัดฉีดเข้าไปในร่างของหลินฉาน ก่อนจะกลั่นกรองออกมาจากร่างของนางจนบริสุทธิ์และเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์เหล่านี้แผ่ขยายขอบเขตการไหลเวียนออกไปอย่างเชื่องช้า ตามท่วงท่าของหลินฉาน
"เบิกสิ!"
ใบหน้าเล็กๆ ของหลินฉานแดงก่ำจากการกลั้นหายใจ จากนั้นร่างกายของนางก็ออกแรงกระโดดโหยงในฉับพลัน จุดแสงเล็กๆ จุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใจกลางจุดตันเถียน
จุดแสงนี้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ความบริสุทธิ์และขุ่นมัวปรากฏรูปลักษณ์
ในเวลาเดียวกัน ตำหนักหนี่วานของหลินเค่อก็ส่งเสียงกึกก้องกัมปนาทออกมาเป็นระลอก
ผืนดินภายในตำหนักหนี่วานค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งเรือที่กำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
และในชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งตำหนักหนี่วานก็พลันว่างเปล่าลง ถึงขั้นมองไม่เห็นเศษดินเลยแม้แต่น้อย หลงเหลือเพียงกลุ่มก๊าซสีเทาอมเขียวที่กำลังม้วนตัวคละคลุ้งอยู่เท่านั้น
ทว่าภายในตำหนักโอบต้นกำเนิด กลับถูกเติมเต็มไปด้วยผืนดินในพริบตา ซึ่งมันก็คือผืนดินที่มาจากตำหนักหนี่วานนั่นเอง
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย หลินเค่อก็เบิกตากว้างขึ้นทันควัน
ความบริสุทธิ์และขุ่นมัวแยกออกจากกัน?!