- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 100 ความห้าวหาญดั่งจอมราชันย์
บทที่ 100 ความห้าวหาญดั่งจอมราชันย์
บทที่ 100 ความห้าวหาญดั่งจอมราชันย์
ต่อจากนี้จะฟรีทุก 5 ตอนนะครับ
บทที่ 100 ความห้าวหาญดั่งจอมราชันย์
ถึงจะบอกว่าเป็นช่วงค่ำ แต่ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืดเท่านั้น ทางทิศตะวันตกของเมืองมีแสงสีแดงฉานสาดส่อง เป็นแสงเทียมที่สร้างขึ้นจากบ่อน้ำพุเพลิง ดูคล้ายกับแสงอาทิตย์อัสดง
ฉินหมิงมองไปที่ชุยชงเสวียน หมอนั่นตัวสูงขึ้นเยอะเลย ตอนนี้สูงพอๆ กับผู้ใหญ่แล้ว พอใส่ชุดเกราะมันวาววับ ก็ดูเป็นหนุ่มหล่อมาดเข้มไม่เบา
ชุยชงเสวียนกำลังเดินเคียงคู่ไปกับหญิงสาวรูปร่างอรชรคนหนึ่ง ทั้งสองคนเดินไปคุยไป หญิงสาวคนนั้นก็คือหวังไฉ่เวยที่ไม่ได้เจอกันมานานนั่นเอง
พอเห็นคนคุ้นเคย ฉินหมิงก็อดนึกถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้
"ข้านี่มันรับเคราะห์แทนชาวบ้านชัดๆ โดนคนในตระกูลหวังบางคนเหม็นขี้หน้า โดนหลี่ชิงซวีตามอาฆาต แถมชุยชงเหอก็ยังไม่เห็นหัวข้าอีก ทั้งๆ ที่ข้ากับหวังไฉ่เวยก็แค่เคยไปเที่ยวด้วยกันครั้งเดียว แถมยังคุยกันแทบจะนับคำได้ด้วยซ้ำ"
ถ้าเขาเคยไปเดินเล่นชมจันทร์กับลูกคุณหนูตระกูลหวัง หรือเคยจีบกันหวานแหวว มันก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เขาแทบจะไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับคุณหนูคนนี้เลย แล้วมันจะไปมี "ถ่านไฟเก่า" อะไรได้ยังไง
แต่ก็นะ ตอนนี้ทุกฝ่ายเขาจูบปากคืนดีกันหมดแล้ว ขนาดตระกูลชุยกับตระกูลหลี่ที่เคยตีกันแทบตาย ยังหันมาจับมือกันได้ มีแต่เขานี่แหละ ที่ยังคงหัวเดียวกระเทียมลีบ ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
มีคนบางกลุ่มไม่อยากให้เขา "ผงาด" ขึ้นมา ไม่ต้องการให้เขากลับมาอยู่ในสายตาของพวกมันอีก ทางที่ดีคือให้เขาเน่าตายอยู่บ้านนอกไปซะ เขาห้ามทำตัวโดดเด่น และห้ามสร้างกระแสใดๆ ทั้งสิ้น
หลีชิงเยว่ยืนฟังเขาบ่น แล้วก็พูดปลอบใจ "ไปเถอะ เดี๋ยวข้าพาไปเดินเล่น หาของอร่อยๆแถวนี้กินกัน"
เมืองหลัวฝูนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีสิ่งก่อสร้างโบราณๆ ให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด อย่างเช่นหอคอยสูงที่ก่อจากหินสีเขียว หรือปราสาทหินดำที่สร้างจากหินแร่สีดำเงาวับ พวกนี้ล้วนแต่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเป็นพันๆ ปีแล้ว
ในอดีต ภูเขาหลัวฝูเคยมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกมืดมิด ถือเป็นหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกฟางไว่เลยล่ะ สถาปัตยกรรมโบราณพวกนี้ก็คือมรดกตกทอดมาจากยุคนั้นนั่นเอง
รอบๆ หอคอยหินเขียวและปราสาทหินดำที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีตกาล เต็มไปด้วยโรงเตี๊ยม ร้านอาหาร หอสมุนไพรวิเศษ และร้านขายอาวุธ ผู้คนเดินกันขวักไขว่เบียดเสียดยัดเยียด กิจการแต่ละร้านคึกคักสุดๆ
"พวกยอดฝีมือรุ่นก่อนๆ ก็ชอบมาเดินแถวนี้แหละ เหมือนมาตามรอยความยิ่งใหญ่ของหลัวฝูเมื่อพันปีก่อนน่ะ" หลีชิงเยว่ในชุดขาวบริสุทธิ์คอยแนะนำสถานที่ต่างๆ ให้ฟัง
แสง "อาทิตย์อัสดง" จากทางทิศตะวันตกสาดส่องลงมา กระทบกับปลายผมและเสี้ยวหน้าขาวเนียนของนาง รวมถึงเรือนร่างที่บอบบางราวกับกิ่งหลิว ทำให้เกิดเป็นประกายสีทองเรืองรอง ดูงดงามบริสุทธิ์ราวกับนางฟ้าที่ลงมาเดินเล่นบนโลกมนุษย์เลยทีเดียว
"ลองชิมเนื้อ 'มังกร' ย่างของเมืองหลัวฝูดูสิ อร่อยใช้ได้เลยนะ" หลีชิงเยว่ไปต่อแถวซื้อเนื้อย่างมาสองไม้จากร้านรถเข็นที่ดูสะอาดสะอ้านร้านหนึ่ง
ฉินหมิงรับมากัดไปคำนึง "เนื้อปลานี่นา? หวานนุ่มชุ่มลิ้นดีแฮะ ไม่คาวเลยด้วย"
"ใช่ จับมาจากทะเลสาบมังกรหยกข้างหน้านี่แหละ" หลีชิงเยว่พาเขาเดินลัดเลาะไปตามถนนในย่านเมืองเก่า จนมาถึงริมทะเลสาบสีฟ้าครามใสแจ๋ว
เมืองหลัวฝูมีบ่อน้ำพุเพลิงระดับสูงอยู่ แถมยังมีบ่อน้ำพุเพลิงระดับสองและระดับสามกระจายอยู่รอบๆ อีกเพียบ สองข้างทางถึงกับมีร่องน้ำที่ขุดไว้ให้ไฟจากน้ำพุเพลิงไหลผ่านดูเหมือนลาวาเดือดปุดๆ กลายเป็นจุดเด่นของเมืองนี้ไปเลย
พอตกดึก ก็จะมีคนมาคอยหรี่ไฟในบ่อน้ำพุเพลิง และทำที่กั้นร่องน้ำไว้ เพื่อไม่ให้เมืองสว่างจ้าเกินไป บรรยากาศก็เลยดูสลัวๆ โรแมนติกสุดๆ
ในทะเลสาบมังกรหยก มีคนพายเรือเล่นกันขวักไขว่ บนเรือลำใหญ่ๆ มีเสียงบรรเลงพิณ เสียงผีผา และเสียงร้องเพลงหวานหูแว่วมาให้ได้ยิน
ฉินหมิงยืนเหม่อไปชั่วขณะ เขาห่างหายจากชีวิตแสงสีแบบนี้มาสองปีกว่าแล้ว พอมาเจอแบบนี้ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่
"อยากไปนั่งเรือเล่นไหม?" หลีชิงเยว่หันมายิ้มถาม
"ไม่เอาดีกว่า ขืนไปล่องเรือกับลูกศิษย์ฟางไว่ระดับสูงที่สวยเตะตาขนาดเจ้า มีหวังได้โดนคนมุงดูทั้งเมืองแน่" ฉินหมิงส่ายหน้ายิ้มๆ เขาไม่ได้โหยหาอดีตหรอก แค่รู้สึกหวิวๆ ในใจนิดหน่อยเท่านั้น
"งั้นจะไปหาอะไรกินต่อ หรือจะเดินดูทิวทัศน์ไปเรื่อยๆดี?" หลีชิงเยว่ถาม
"ข้ายังไม่หิว เดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปก่อนละกัน" ฉินหมิงมองไปที่หอสมุนไพรวิเศษ ร้านหนังสือ และร้านขายอาวุธที่อยู่ไม่ไกล ชักจะเริ่มสนใจขึ้นมา
หลีชิงเยว่พยักหน้า พอเห็นสายตาของเขาก็รู้ทันที "ที่เมืองหลัวฝูมีผู้ฝึกวิชาอยู่เยอะแยะ ของที่ขายในร้านพวกนี้ก็คุณภาพดีทั้งนั้นแหละ"
นางพาฉินหมิงเดินเข้าไปในร้านขายอาวุธเก่าแก่ร้านหนึ่ง ถึงหน้าตานางจะดูสวยสง่าสูงส่งจนเข้าถึงยาก แต่เอาเข้าจริง นางกลับต่อราคากับเถ้าแก่ร้านได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลาด้วย
"เถ้าแก่ ข้าอยากได้เกราะเกล็ดมังกรตัวนี้จริงๆนะ แต่ท่านตั้งราคาซะเลือดซิบเลย ลดให้หน่อยสิ"
เถ้าแก่ร่างท้วมก็คารมดีไม่เบา "แม่นาง หน้าตาสะสวยราวกับนางฟ้าแบบเจ้า ข้าเกิดมาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรกนี่แหละ แต่ถ้าจะมาต่อราคาเรื่องทองทิวากันล่ะก็ มันจะดูเป็นมนุษย์เดินดินเกินไปนะ"
หลีชิงเยว่ไม่หลงกล ยิ้มหวานตอบกลับไป "ข้าก็เป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดานี่แหละ ถ้าต้องแสร้งทำตัวเป็นนางฟ้าตัดขาดจากโลกมนุษย์ ข้าก็คงสูญเสียความเป็นตัวเองไป งั้นเอาเป็นว่า... ลดราคาเกราะตัวนี้ลงครึ่งนึง แล้วก็ลดอีกครึ่งนึง เท่านี้แหละกำลังดี"
"ซี้ดดด!" เถ้าแก่ร่างท้วมถึงกับสูดปาก "แม่นางฟ้า ต่อราคาได้โหดเหี้ยมไร้ความปรานีจริงๆ!"
เขาหันไปทางฉินหมิง "ไอ้หนุ่ม ถ้าข้าเป็นเจ้านะ ข้าจะไม่กะพริบตาเลย ควักทองทิวาจ่ายค่าเกราะมังกรตัวนี้ให้แม่นางฟ้าคนสวยไปเลย จะปล่อยให้เพื่อนสาวแสนสวยของเจ้ามานั่งต่อราคาหน้าดำหน้าแดงแบบนี้ได้ยังไง เสียเชิงชายหมด!"
ฉินหมิงไม่สะทกสะท้าน ตอบหน้านิ่ง "ข้าว่านางต่อราคาเก่งดีออก เอาแบบนี้ละกัน จากราคาที่นางต่อได้เมื่อกี้ ข้าบวกเพิ่มให้ท่านอีกหนึ่งทองทิวาก็แล้วกัน"
เถ้าแก่แทบจะถลนตาใส่ เกราะเกล็ดมังกรตัวนี้เขาตั้งราคาไว้เป็นร้อยทองทิวานะเว้ย! มันนึกด่าในใจ 'หน้าตาก็หล่อดีหรอก แต่ขี้เหนียวชะมัด รู้งี้ไม่น่าชวนคุยเลย!'
หลีชิงเยว่เสริม "นี่มันไม่ใช่หนังมังกรแท้ๆซะหน่อย ดีไม่ดีอาจจะแค่เอาไปย้อมเลือดมังกรมานิดเดียวด้วยซ้ำ"
"ศิษย์พี่ ดูสิ คนอื่นเขากำลังซื้อเกราะเกล็ดมังกรกันล่ะ" เด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หันไปกระซิบกับชายหนุ่มที่มาด้วยกัน
"อืม เจ้าอยากได้อะไรก็เลือกเอาเลย เดี๋ยวข้าจ่ายเอง" ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยน แต่พอหันไปเห็นหลีชิงเยว่ เขาก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ สวยหยาดเยิ้มราวกับนางฟ้าจริงๆ!
ไม่นานนัก หลีชิงเยว่ก็ตกลงราคาสำเร็จ นางยัดเกราะเกล็ดมังกรใส่มือฉินหมิง "หนังตัวนี้คุณภาพเยี่ยมเลยนะ พลังป้องกันสูงมาก กลับไปถึงห้องแล้วเจ้าก็ใส่มันไว้ตลอดเลยนะ"
เถ้าแก่ร่างท้วมมองหน้าฉินหมิงด้วยสายตาแปลกๆ... ยอมใจมันเลยจริงๆ!
ส่วนไอ้หนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับแข็งเป็นหินไปเลย ความรู้สึกมันบอกไม่ถูก พอหันกลับไปมองศิษย์น้องหญิงที่กำลังเลือกซื้อเกราะอยู่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่านางไม่ได้น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเมื่อกี้ซะแล้ว
ฉินหมิงหัวเราะร่วน "แบบนี้ข้าก็เกรงใจแย่เลย เจ้าอุตส่าห์พามาเดินเที่ยว เลี้ยงข้าว แล้วยังมาซื้อเกราะแพงๆ ให้อีก..."
เถ้าแก่ร่างท้วมแทบอยากจะพุ่งเข้าไปดึงตัวฉินหมิงมานั่งคุยด้วยยาวๆ เลย อยากจะขอเคล็ดลับวิชาจีบสาวซะหน่อย
พอไอ้หนุ่มข้างๆ ได้ยินแบบนั้น ในใจก็ยิ่งเจ็บจี๊ด จู่ๆ ก็เกิดอาการงก ไม่อยากจะจ่ายตังค์ซื้อของให้ศิษย์น้องขึ้นมาดื้อๆ
"ไม่ต้องมาเกรงใจข้าหรอกน่า ตอนนั้นที่ข้าอยากรู้ว่าเหล้ามันรสชาติเป็นยังไง เจ้าก็อุตส่าห์เลี้ยงเหล้าแพงหูฉี่ข้าตั้งหลายไห"
หลีชิงเยว่กับฉินหมิงเดินออกจากร้านไป คุยกันไปหัวเราะกันไป รำลึกความหลังกันอย่างสนุกสนาน
"ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าแม่นางหลีชิงเยว่ผู้แสนจะเรียบร้อย เกือบจะกลายเป็นขี้เมาไปซะแล้ว ฮ่าๆๆ..." ฉินหมิงระเบิดหัวเราะลั่น
เมื่อก่อน เพื่อนซี้ที่สนิทกับเขาที่สุดก็คือหลีชิงเยว่กับหนิงซือฉีนี่แหละ
"ที่แย่ที่สุดคือ เจ้าไม่ยอมแตะเหล้าเลยสักหยดต่างหาก" หลีชิงเยว่นึกถึงตอนที่ตัวเองดื้อรั้นอยากจะลองกินเหล้าดู ก็รู้สึกว่ามันตลกดีเหมือนกัน
"ข้ากินไม่เป็นนี่นา เอาจริงๆ นะ ข้ากะจะรอดู 'สนมหยางเมามาย' ไม่ก็ 'สาวน้อยเมาหมัด' ซะหน่อย ใครจะไปรู้ว่าเจ้ากินไปตั้งเยอะ หน้าก็ไม่แดง อาการก็ไม่ออก ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด" ฉินหมิงทำหน้าเสียดายสุดๆ
"ทำไมข้าถึงอยากจะเตะก้านคอเจ้าจังเลยฮะ?" หลีชิงเยว่เสยผมแก้เขิน ไอ้หมอนี่กะจะมอมเหล้านางรึเนี่ย!
"นั่นหลีชิงเยว่ไม่ใช่รึ?" มีคนจำนางได้ เพราะนางคือหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าของวิเศษชิ้นนั้นไปครอง
ศิษย์ฟางไว่สองสามคนเดินตามหลีชิงเยว่กับฉินหมิงเข้าไปในร้านหนังสือชื่อดังแห่งหนึ่ง ในนี้มีแต่หนังสือและตำราที่เกี่ยวกับการฝึกตนทั้งนั้น
ฉินหมิงอยากมาดูว่าจะมีคัมภีร์ลับที่บันทึกเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของพวกยอดฝีมือรุ่นก่อนๆ หลุดมาขายบ้างไหม
ทั้งสองคนเดินดูหนังสือไล่ขึ้นไปทีละชั้น ถึงแม้ชั้นล่างๆ จะมีคัมภีร์ดีๆอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่สามารถใช้การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณสัมผัสอะไรได้เลย แถมทางร้านก็อนุญาตให้เปิดดูได้แค่หน้าสองหน้าเท่านั้น
จนกระทั่งพวกเขาขึ้นมาถึงชั้นหก ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ฉินหมิงก็สะดุดตาเข้ากับตำราหนังสัตว์สีดำเล่มหนึ่งที่มีคราบเลือดติดอยู่ สัญชาตญาณมันบอกว่า ตำราเล่มนี้ต้องมีมูลค่ามหาศาลแน่ๆ
"ไอ้หนุ่ม ตำราเล่มนี้เจ้ามองผ่านตู้กระจกไปก็พอนะ มันไม่ธรรมดาเลยล่ะ ถ้าอยากจะซื้อจริงๆ คงต้องให้ผู้ใหญ่ของเจ้ามาคุยเองแหละ อืม... พวกสำนักเล็กๆ ทั่วไป ไม่มีปัญญาจ่ายค่าตัวมันหรอก" ชายชราที่นั่งเฝ้าอยู่บนชั้นหกเอ่ยขึ้น
ฉินหมิงรู้ทันทีว่า ตำราเล่มนี้ต้องมีที่มาที่ไม่ธรรมดา และต้องน่าเกรงขามสุดๆ แน่
"ศิษย์น้องหลี เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยรึ? กำลังหาซื้อหนังสืออะไรอยู่ล่ะ?" ศิษย์ฟางไว่พวกนั้นเดินตามขึ้นมาบนชั้นหก หนึ่งในนั้นแกล้งทำเป็นทักทายเหมือนบังเอิญเจอ
ฉินหมิงกวาดตามอง ก็ไม่เห็นจะรู้จักใครเลยสักคน
ลูกศิษย์จากดินแดนฟางไว่มีเยอะแยะไป พวกที่เป็นลูกหลานตระกูลเก่าแก่พันปีน่ะ มีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นแหละ พวกนี้ดูแล้วฝีมือไม่ธรรมดาเลย และดูเหมือนทุกคนจะยกให้ไอ้หนุ่มคนที่เปิดปากทักทายเป็นลูกพี่ด้วย
มันชื่อถังซวีหมี ไม่ใช่พวกลูกผู้ดีมีตระกูลหรอก แต่พรสวรรค์สูงส่งมาก ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วดินแดนฟางไว่ ไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่จะได้ครอบครองของวิเศษในตำนาน
ฉินหมิงสังหรณ์ใจว่างานน่าจะเข้าแล้วล่ะ หลีชิงเยว่ทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้ ย่อมต้องมีพวกศิษย์ฟางไว่ระดับสูงๆ อยากจะเข้ามาทำความรู้จักเป็นธรรมดา
"ท่านนี้คือ..." ถังซวีหมีหันมามองฉินหมิงตามคาด
"ลูกพี่ลูกน้องข้าเอง" หลีชิงเยว่แนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม
ตอนแรกฉินหมิงนึกว่าจะโดนเขม่นซะอีก แต่เรื่องราวกลับตาลปัตรไปหมด
"พี่หลี ยินดีที่ได้รู้จักนะขอรับ เห็นหน้าท่านแล้วรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูกเลย" ถังซวีหมีเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองสุดๆ แถมยังอาสาจะช่วยแนะนำหนังสือให้อีกต่างหาก
"ข้าอยากดูตำราเล่มนั้นน่ะ" ฉินหมิงชี้ไปที่ตำราเล่มสีดำในตู้กระจก
ถังซวีหมีถึงกับอึ้ง มันรู้จักตำราเล่มนี้ดีเลยล่ะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นขึงขังทันที "เล่มนั้นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ มันเป็นของแท้ต้นฉบับเลยล่ะ ชื่อเสียงโด่งดังมาก ราคาก็แพงหูฉี่ แต่ที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวประวัติความเป็นมาของมันน่ะสิ"
"มันมีที่มายังไงรึ?" ฉินหมิงถาม
ถังซวีหมีถอนหายใจ "มันคือคัมภีร์สั่งเสียของจอมราชันย์น่ะขอรับ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน จอมราชันย์เป็นยอดฝีมือที่พึ่งพาการผลัดกายจนเก่งกาจ ไร้เทียมทานในโลกมืดมิดเลยล่ะ เขาใช้ทวนจอมราชันย์เป็นอาวุธ พวกยอดฝีมือจากโลกฟางไว่หลายคนยังต้านทานทวนของเขาไม่ได้เลย"
"อ๋อ คนนี้นี่เอง" หลีชิงเยว่ก็เพิ่งจะนึกออกเหมือนกัน
ถังซวีหมีพยักหน้า "ใช่ขอรับ ปราณแสงสวรรค์ที่จอมราชันย์ฝึกมา ก็ไม่ได้พิสดารอะไรมากหรอก แต่พอเขาก้าวข้ามจากระดับแผ่ซ่าน(ปราชญ์ภายนอก) ไปสู่ระดับ 'อานาเขตวิญญาณ' ได้แล้ว เขากลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเลื่อนขั้นก็ยิ่งน่ากลัว พลังของเขาแทบจะถล่มฟ้าทลายดินได้เลยล่ะ"
คำว่า "ปราชญ์ภายนอก" น่ะ คนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยเรียกกันแล้ว เพราะมันดูไม่ค่อยจะ "ศักดิ์สิทธิ์" เท่าไหร่ แถมยังโดนเอาไปล้อเป็น 'หลานชายนอก' อีกต่างหาก เขาเลยเปลี่ยนมาเรียกกันว่า ระดับ 'แผ่ซ่าน' แทน
ซึ่งหลังจากผ่านขั้นนี้ไปแล้ว ก็จะเข้าสู่ระดับ "อาณาเขตวิญญาณ" บนเส้นทางของผู้ผลัดกาย
"ขั้นแรกๆ ไม่เห็นจะโดดเด่นอะไร แต่ทำไมถึงเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดดได้ขนาดนั้นล่ะ?" ฉินหมิงประหลาดใจ
ถังซวีหมีเล่าต่อ "ท่านรู้ไหมขอรับว่าเขาตายยังไง? เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เขาไร้เทียมทานมาก สมกับฉายาจอมราชันย์จริงๆ เขาใช้ทวนเล่มเขื่องฆ่ายอดฝีมือจากดินแดนฟางไว่ไปคนนึง เรื่องเลยบานปลายจนอาจารย์ของหมอนั่นต้องออกโรงมาจัดการฆ่าเขาทิ้งด้วยตัวเอง"
มันลดเสียงลงกระซิบ "ท่านผู้อาวุโสที่ลงมือฆ่าเขาน่ะ ก็คืออาจารย์ของหลี่ชิงซวีในตอนนี้นี่แหละ ท่านเป็นตัวตึงระดับสูง ในโลกมืดมิดเลยนะขอรับ!"
ฉินหมิงถึงกับร้องอ๋อในใจ มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครกล้าซื้อคัมภีร์ต้นฉบับเล่มนี้ ก็ผู้อาวุโสระดับนั้นเป็นคนลงมือสังหารเจ้าของคัมภีร์เองกับมือ ขืนใครซื้อไปก็เท่ากับแส่หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
แต่เขาเดาว่า คัมภีร์ฉบับคัดลอกก็น่าจะมีหลุดรอดไปบ้างแหละ
หลีชิงเยว่พูดขึ้น "นี่คือคัมภีร์สั่งเสียของจอมราชันย์ เขาเขียนขึ้นมาแบบรีบๆ ตอนที่กำลังโดนท่านผู้อาวุโสคนนั้นตามล่า เนื้อหาเลยไม่ครบถ้วนหรอก สุดยอดวิชาสะเทือนเลื่อนลั่นของเขาก็เลยสูญหายไปตลอดกาล"
ใจของฉินหมิงเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาหันไปหาชายชราที่เฝ้าอยู่บนชั้นหก "ผู้อาวุโส ข้าขอลองจับคัมภีร์เล่มนี้ดูหน่อยได้ไหมขอรับ?"
"ในเมื่อไม่ได้จะซื้อ ก็อย่าจับเลย" ชายชราปฏิเสธหน้าตาย
"ผู้อาวุโส ตามกฎของร้าน ท่านต้องให้ลูกค้าทดลองอ่านได้หน้าสองหน้านะ" หลีชิงเยว่ท้วง
ถังซวีหมีก็ช่วยพูดอีกแรง "ใช่แล้วขอรับผู้อาวุโส เมื่อวานศิษย์พี่ใหญ่ข้าเพิ่งจะมาเหมาหนังสือร้านท่านไปตั้งเยอะ พวกเราก็ถือว่าเป็นลูกค้าประจำนะ ท่านช่วยอลุ้มอล่วยหน่อยเถอะ"
พวกศิษย์ฟางไว่คนอื่นๆ เห็นแบบนั้น ก็ช่วยกันส่งเสียงสนับสนุน
ชายชราจนปัญญา โดนพวกศิษย์ระดับหัวกะทิของพวกฟางไว่รุมกดดันขนาดนี้ จะปฏิเสธก็กะไรอยู่
พอฉินหมิงแตะมือลงบนคัมภีร์หนังสัตว์ เขาก็พบว่ามันเปิดดูได้แค่หน้าเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือโดนผนึกไว้ด้วยเส้นด้ายสีทองเล็กๆ แถมยังมีคลื่นพลังแปลกๆ แผ่ออกมาจากผนึกนั่นด้วย
แต่แค่นี้ก็เกินพอแล้วสำหรับเขา ต่อให้จับได้แค่ปกหนังสัตว์ก็เหลือเฟือแล้ว
เขาพยายามทำสมาธิให้สงบนิ่งที่สุด ไม่ให้มีใครจับพิรุธได้ แล้วก็ใช้สมาธิขั้นสูง สร้างการสั่นพ้องทางจิตวิญญาณกับคัมภีร์เล่มนั้น
ชัดเจนเลยว่า คัมภีร์เล่มนี้อัดแน่นไปด้วยหยาดเหงื่อแรงงานและจิตวิญญาณของท่านจอมราชันย์ ไม่ว่าจะบนปกหรือหน้าที่เปิดอยู่ ล้วนมีคราบเลือดสีดำติดอยู่ นี่คงเป็นคัมภีร์ที่ท่านจอมราชันย์เขียนขึ้นมาด้วยเลือดและน้ำตาจริงๆ
คลื่นอารมณ์รุนแรงพุ่งทะลักเข้ามาในหัวของฉินหมิงทันที ทำให้เขามองเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตของท่านจอมราชันย์ ผู้ซึ่งมีพลังถล่มฟ้าทลายดินของแท้
ชายร่างสูงใหญ่ตวัดทวนคู่ใจเพียงครั้งเดียว ก็สามารถแหวกเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าให้แตกกระจาย ตามมาด้วยพายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
และฉินหมิงก็ยังเห็นด้วยว่า ท่านผู้อาวุโสที่ลงมือฆ่าท่านจอมราชันย์นั่น ไม่ได้จัดการเขาได้ง่ายๆเลย ฝ่ามือขาวเนียนของท่านผู้อาวุโส โดนทวนเล่มเขื่องนั่นแทงทะลุจนเลือดที่เปล่งประกายแสงสว่างไหลทะลักออกมา
ความเก่งกาจของท่านจอมราชันย์นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ขนาดท่านผู้อาวุโสที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกมืดมิด ยังโดนเขาซัดจนได้แผล
แต่ท่านผู้อาวุโสคนนั้นก็น่ากลัวของจริง ท่านยืนตระหง่านอยู่ไกลๆ พอสะบัดร่างทีนึง อักขระสีทองก็ขยายวงกว้างออกไป พลันพลิกฝ่ามือฟาดลงมา แขนข้างนึงของท่านจอมราชันย์ก็ระเบิดเป็นจุลไป
……
ฉินหมิงพยายามเก็บอาการสุดๆ แต่สุดท้ายร่างกายเขาก็แอบสั่นน้อยๆ
"พี่หลี เป็นอะไรไปหรือเปล่าขอรับ?" ถังซวีหมีถามด้วยความแปลกใจ
"ลูกพี่ลูกน้องข้าเพิ่งจะบาดเจ็บมาเมื่อสองวันก่อนน่ะ ไม่เป็นไรมากหรอก" หลีชิงเยว่รีบเข้ามาประคองเขาไว้
"ไม่เป็นไร!" ฉินหมิงดึงสติกลับมา งานนี้เขาได้กำไรก้อนโตเลยล่ะ เขาได้เคล็ดวิชาสืบทอดของท่านจอมราชันย์มาครอบครองแบบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
"ท่านบาดเจ็บรึ? ข้ามียาวิเศษอยู่นะ" ถังซวีหมีแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่เป็นไรหรอก พอดีข้าได้จับคัมภีร์เล่มนี้ ก็เลยรู้สึกสะเทือนใจนิดหน่อยน่ะ เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ได้เห็นความเก่งกาจไร้เทียมทานของท่านจอมราชันย์ ทำเอาเลือดในกายข้ามันเดือดพล่านไปหมด เหมือนได้เห็นปรมาจารย์ยุคโบราณกำลังเดินเข้ามาหาข้าเลยล่ะ..." ฉินหมิงแกล้งทำเป็นซาบซึ้งใจ