เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 58 กระบี่เวทมนตร์

บทที่ 58 กระบี่เวทมนตร์

บทที่ 58 กระบี่เวทมนตร์


ชูเหลียงมองเหวินหยู่หลงด้วยสีหน้าจริงจัง "..ท่านว่าอย่างไรนะ"

เหวินหยู่หลงมองย้อนกลับไปที่ชูเหลียงด้วยสีหน้าตึงเครียดและเหงื่อออกเต็มหน้า

บรรยากาศในห้องเหมือนถูกแช่แข็งไป

เหวินหยู่หลงพูดตะกุกตะกัก "ศิษย์พี่ ข้ารับรองได้เลยว่ามันเป็นเพราะเป้าหมายของข้าคือการเพิ่มพลังของเครื่องมือให้สูงสุด ผลลัพธ์ที่ข้าสามารถสร้างได้จะแข็งแกร่งกว่าของผู้อื่นอย่างแน่นอน ดังนั้น ความเสี่ยงย่อมต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้.. แต่หากท่านชอบทางเลือกที่ปลอดภัย ท่านสามารถเลือกคนอื่น.."

"เจ็ดสิบเหรียญกระบี่ นั่นคือข้อตกลงที่ข้าพอจะรับความเสี่ยงได้" ชูเหลียงพูดแทรก

การต่อรองในหออาวุธนี้จะเอื้ออำนวยให้ศิษย์ที่ต้องเสี่ยงสูญเสียในการทำเครื่องมือ และยังเปิดโอกาสให้ศิษย์ที่มีความสามารถด้านการทำเครื่องมือได้รับประสบการณ์

สำหรับคนอายุน้อยอย่างเหวินหยู่หลงที่มีประวัติความล้มเหลวมามาก การได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแปลว่าเขาจะได้คะแนนสำหรับการประเมินจากอาจารย์อาวุธ

แก่นชีวิตใบไม้สีเขียวนี้เป็นวัสดุที่มีคุณค่ามาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้มีความสำคัญมากนักสำหรับชูเหลียง เขาจึงไม่ติดใจที่จะนำมันไปเสี่ยง

แต่กระนั้นค่าบริการก็ต้องลดลง

ชูเหลียงทราบว่าค่าทำเครื่องมือส่วนหนึ่งจะเข้าสู่หออาวุธ ซึ่งส่วนนี้ต่อรองไม่ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหลือก็จะแบ่งให้ศิษย์ ซึ่งส่วนนี้นั้นตกลงกันได้

ดังนั้น ชูเหลียงจึงขอลดค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หากเครื่องมือเวทมนตร์สามารถสร้างได้สำเร็จ ชูเหลียงต้องจ่ายเพียงเหรียญกระบี่เจ็ดสิบเหรียญ ถ้าล้มเหลวเขาก็ยังสามารถรับมันคืนได้ ดังนั้น ความเสี่ยงนี้จึงค่อนข้างยอมรับได้

เหวินหยู่หลงไม่ได้ปิดบังอารมณ์ของตัวเอง เขาน้ำตาคลอทันที

"ศิษย์พี่ หลังจากตัดส่วนแบ่งให้พออาวุธแล้วมันจะเหลือให้ข้าเพียงสามสิบเหรียญเท่านั้นเอง.."

ชูเหลียงมิได้พูดอะไรสักคํา แค่เพียงแค่มองเหวินหยู่หลงอย่างเงียบๆ

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหวินหยู่หลงก็พยักหน้า "ก็ได้ขอรับ ข้ายอมรับคําขอนี้ โปรดมั่นใจได้ว่าข้าจะพยายามเต็มที่อย่างแน่นอน"

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รับการร้องขอใดๆ มานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสทําบางสิ่งบางอย่าง

ชูเหลียงพยักหน้าเบาๆ "เช่นนั้นข้าขอฝากท่านด้วย ท่านเหวิน"

ชูเหลียงทิ้งแก่นชีวิตใบไม้สีเขียวและค่าบริการ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินจากไป

แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะลดลงเล็กน้อย แต่ยอดสุดท้ายก็ทำให้เงินเก็บของเขาเกือบจะหมดเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยาพลังชี่ของหุ่นกระบอกหัวโตของเขาก็ใกล้จะหมดแล้ว ความรู้สึกเร่งรีบในการหาเงินก็กดทับเขาอย่างกะทันหัน

เห้อ.. เขาถอนหายใจ

ชูเหลียงเดินออกจากหออาวุธ

แม้แต่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำได้ ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความหิวโหย ความหนาวเย็น และความยากจนได้ มีเงินสร้างคน ไม่มีเงินก็ใช้ชีวิตได้ลำบาก

และเมื่อกลับไปที่ยอดเขาหยูเจี้ยน ชูเหลียงเห็นนกกระเรียนกระดาษเล็กๆ ตัวหนึ่งอยู่บนโต๊ะ ชูเหลียงตรวจสอบดูและพบว่าเป็นการตอบกลับของเจียงเยว่ไป๋

มันมีคำง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำเท่านั้น: วันนี้หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น ที่เดิม

...

"ศิษย์พี่เจียง มิได้เจอกันนานนะขอรับ"

ชูเหลียงได้พบกับเจียงเสี่ยวไป๋อีกครั้งที่ถ้ำน้ำตกบนยอดเขาเจดีย์ขุมทรัพย์

เจียงเสี่ยวไป๋สวมชุดคลุมแขนกว้างที่เรียบง่ายและมัดผมเป็นมวยเผยให้เห็นขอที่ขาวเหมือนปุยเมฆ เธอยังคงสวยน่าทึ่งเหมือนเช่นเดิม

เมื่อเทียบกับการพบกันสองครั้งก่อนหน้านี้ ตอนนี้เจี่ยงเสี่ยวไป๋ดูผ่อนคลายมากขึ้นต่อหน้าชูเหลียง

“ท่านคุณอยากเรียนทักษะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หรือ” เจียงเสี่ยวไป๋เอ่ยถาม

"ขอรับ ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา หน้าที่ศิษย์แห่งฉูซานที่ต้องก้าวหน้าตลอดเวลามิใช่หรือขอรับ" ชูเหลียงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"เอาล่ะๆ " เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย "วันนี้ข้าจะสอนอะไรบางอย่างที่ท้าทายมากขึ้น เตรียมตัวให้พร้อมเล่า"

ชูเหลียงพยักหน้า “ขอรับ”

เจียงเสี่ยวไป๋นั้นได้เกิดของความสงสัยในตัวเองหลังจากได้สอนรอยประทับร้อยกระบี่ให้กับชูเหลียงในครั้งที่แล้ว

เธอรู้ว่าความสามารถของชูเหลียงนั้นดีทีเดียว เธอเคยได้พบปะกับศิษย์ที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะแห่งฉูซานมาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ความสามารถของชูเหลียงนั้นโดดเด่นเกินไป ซึ่งมันทําให้เกิดความสงสัยบางอย่างในใจของเธอ

ก่อนหน้านี้ เจียงเยว่ไป๋คิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสามารถมาก แม้เธอจะมิได้กระหยิ่มยิ้มย่องกับมัน แต่มันก็ทำให้เธอมั่นใจอย่างไม่ต้องสงสัยว่าเธอจะไม่แพ้อัจฉริยะคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การได้เห็นชูเหลียงใช้ความพยายามเพียงสองครั้งในการควบกระบี่ร้อยเล่มนั้น ชูเหลียงได้ฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยไว้ในใจของเจียงเยว่ไป๋ เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อเรียนรู้ทักษะนี้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกตัวเองนั้นธรรมดาไปเลยเมื่ออยู่กับเขา

สําหรับผู้ฝึกฝน ความมั่นใจในตนเองของพวกเขาเป็นปัจจัยสําคัญในการฝึกฝนของพวกเขาและแม้กระทั่งส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางเต๋าของพวกเขาด้วย

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงเยว่ไป๋รู้สึกว่าหัวใจมีดของเธอไม่ควรจะสั่นคลอน เธอพยายามโน้มน้าวตัวเองว่าบางทีเหตุผลที่ชูเหลียงสามารถเรียนรู้รอยประทับร้อยกระบี่ได้อย่างราบรื่นก็เพราะเขาเรียนมันด้วยความล่าช้ากว่าเธออย่างมาก เขาอาจะได้เรียนรู้สิ่งอื่นมาก่อนจนเป็นพื้นฐานอย่างดีแล้ว

คราวนี้เธอจึงตั้งใจสอนวิชาที่ค่อนข้างยาก เพื่อทดสอบความสามารถของเขาอย่างละเอียด

"รอยกระบี่เวทมนตร์หรือ" ชูเหลียงกล่าวหลังจากฟังชื่อทักษะที่เจียงเสี่ยวไป๋จะสอนเขาด้วยความประหลาดใจ

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ในทางตรงกันข้าม นี่เป็นเพราะมันเป็นทักษะที่มีชื่อเสียงมาก

รอยกระบี่เวทมนตร์เป็นทักษะลับที่เป็นเอกลักษณ์ของปรมาจารย์แห่งนิกายฉูซาน

ในนิกายชูซาน นี่เป็นวิชาบังคับของศิษย์ แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงศิษย์ในระดับการบ่มเพาะที่ห้าขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถเชี่ยวชาญทักษะนี้ได้ ส่วนศิษย์ในระดับการบ่มเพาะที่สามเช่นเขาจะไม่คิดเรียนรู้ทักษะนี้เพราะยังเร็วเกินไปสําหรับพวกเขา แม้พวกเขาจะลองพยายาม แต่พวกเขาก็จะไม่สามารถเข้าใจมันได้ด้วยซ้ำ

ศิษย์พี่เจียงประเมินข้าไว้สูงเพียงนั้นเลยหรือ

เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของชูเหลียง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยิ้มและถาม "เป็นอย่างไร ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าจะเรียนรู้มันได้"

"มีศิษย์พี่เจียงเป็นอาจารย์สอนข้า ข้าย่อมมั่นใจอย่างแน่นอน" ชูเหลียงตอบ

"กระบี่เวทมนตร์นั้นกล่าวกันว่าลึกซึ้งและยากที่จะเรียนรู้ แต่มันแตกต่างจากเวทมนตร์ปกติ ท่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจหลักการใดๆ ของกระบี่เวทย์หรือมีระดับการบ่มเพาะที่สูงมาก ดังนั้นการเรียนรู้มันในระดับของการตระหนักรู้ทางวิญญาณควรเป็นไปได้" เจียงเสี่ยวไป๋อธิบาย

เธอเสริมในใจว่า ถ้าตามทฤษฎีแล้วล่ะก็นะ..

ชูเหลียงได้แต่พยักหน้าตอบ

หลังจากนั้น ชั้นเรียนเล็กๆ ของอาจารย์เจียงก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ทฤษฎีคร่าวๆ ค่อนข้างเข้าใจง่าย มันประกอบด้วยการใช้กระบี่เขียนอักขระกลางอากาศ [1] เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ ขั้นตอนต่อไปคือการใช้กระบี่บินร่ายพุ่งไปข้างหน้าด้วยพลังโดยธรรมชาติของตัวอักษร การรวมกันของชี่แห่งกระบี่และอักขระที่เขียนจะมีพลังทำลายล้างสูงมาก

ตราบเท่าที่ผู้ร่ายมีพลังมากพอ รอยกระบี่หนึ่งเล่มก็สามารถมีอักขระได้หลายตัว กลายเป็นรอยกระบี่สิบอักขระ หรือร้อยอักขระ ตามตํานานเล่าขานกันว่าฉูซานเคยมีเซียนผู้หนึ่งหนึ่งซึ่งเคยรวมอักขระและกระบี่เวทมนตร์เข้าด้วยกันและสร้างรอยกระบี่เวทมนตร์หนึ่งแสนเล่มขึ้นมาได้

กระบี่นั้กดดันทั้งฟ้าสวรรค์และผืนดิน มันมีพลังชี่ที่ข่มขวัญไปทั้งเก้ามณฑล มีพลังสูงสุดที่จะทําลายภูเขาและทะเล กระบี่เวทมนตร์ที่ฝึกฝนให้สูงถึงระดับนั้นได้มีพลังไม่น้อยไปกว่าทักษะอมตะใดๆ ในยุทธจักร

อย่างไรก็ตาม คําถามของเจียงเสี่ยวไป๋ต่อไป ทําให้ชูเหลียงสูญเสียอารมณ์ที่กระตือรือร้นทันที

"ท่านเขียนอักขระเป็นหรือไม่"

"อืม.. ไม่เลย" ชูเหลียงกล่าวและได้แต่ส่ายหัวเพื่อตอบโต้

เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่รู้จะทําอย่างไรดีของชูเหลียง เจียงเยว่ไป๋ก็แอบดีใจในใจ

เธอต้องไปถึงระดับเกนทองคำก่อนที่จะได้เรียนรอยกระบี่เวทมนตร์ นอกจากนี้ เธอยังคุ้นเคยกับขั้นตอนการเขียนอักขระ ดังนั้น เธอจึงใช้เวลาเพียงสิบสองวันในการเรียนรู้ทักษะนี้ และได้สร้างสถิติในการเรียนรู้ทักษะนี้ได้เร็วที่สุดในบรรดาศิษย์แห่งฉูซานในรุ่นของเธอ

ชูเหลียงดูเหมือนจะเป็นมือใหม่ในทุกวิถีทางและเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้าใจมันได้ในสิบสองวัน.. มันยากมากที่จะเรียนรู้วิธีเขียนอักขระในเวลาสั้นๆ เช่นนี้

ดูเหมือนว่าครั้งนี้เธอจะชนะ เจียงเยว่ไป๋คิดอย่างมีความสุข

แล้วทันใดนั้นเธอก็สับสนกับความคิดของเธอ

หือ.. เหตุใดข้าจึงสนใจเรื่องนี้นัก

เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นแค่ศิษย์น้องที่อยู่ในระดับการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณ การเอาชนะเขาได้มันจะมีประโยชน์อันใด..

หลังจากตระหนักถึงสิ่งนี้ เจียงเยว่ไป๋เตือนตัวเองให้ใจเย็น

ชูเหลียงสังเกตเห็นอารมณ์ที่กะพริบในดวงตาของเจียงเสี่ยวไป๋ แต่แยกไม่ออกว่าเธอกําลังคิดอะไรอยู่

อย่างไรก็ตาม เขายื่นชาน้ําผึ้งหนึ่งกระบอกให้เธอ

"ศิษย์พี่เจียง ขอบคุณสำหรับคำอธิบาย นี่เป็นเครื่องดื่มที่ข้าได้มาจากเมื่อที่เชิงเขาและมันรสชาติดีมากทีเดียว"

"หืม" เจียงเสี่ยวไป๋รับชาและจิบมัน ดวงตาของเธอสว่างขึ้นทันที "สุดยอด มันอร่อยมากทีเดียว"

เมื่อเห็นสีหน้าดีใจของเจียงเสี่ยวไป๋ ชูเหลียงก็นึกถึงอาจารย์ของเขาด้วย เขารู้สึกว่าเครื่องดื่มหอมหวานนี้ดูเหมือนจะได้รับความโปรดปรานจากผู้หญิงมาก

ทันใดนั้นหลอดไฟดวงหนึ่งก็สว่างขึ้นในใจของเขา

"อาจารย์เจียง หากท่านชอบ ต่อไปข้าจะนําเครื่องดื่มนี้มาให้ท่านบ่อยๆ แต่..." ชูเหลียงกล่าว "ท่านช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่"

1.อักขระ หมายถึงตัวอักษรจีน พวกเขามักจะเป็นคำที่แยกต่างหากหรือจับคู่กับตัวอักษรอย่างน้อยหนึ่งตัวเพื่อสร้างความหมายที่แตกต่างกัน

จบบทที่ บทที่ 58 กระบี่เวทมนตร์

คัดลอกลิงก์แล้ว