เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 บันทึกประจำวันของหลินเป่ย

บทที่ 56 บันทึกประจำวันของหลินเป่ย

บทที่ 56 บันทึกประจำวันของหลินเป่ย


"ผึ้งพิษงั้นหรือ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ชูเหลียงก็ขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า "ข้าเป็นศิษย์ของนิกายฉูซาน ขอข้าดูได้หรือไม่ บางทีข้าอาจช่วยรักษาได้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคุณเฉินก็แสดงสีหน้าเคารพทันที "อ๊ะ วีรบุรุษแห่งฉูซานงั้นหรือ"

ชาวเมืองหยุนหัวเคยคุ้นเคยกับฉูซานดีดังนั้นพวกเขาจึงมักจะให้ความเคารพต่อคนของฉูซานอย่างมาก

มากจนคุณเฉินมีความหวังว่าชายหนุ่มคนนี้จะช่วยบรรเทาความทรมาณของเขาได้

ชูเหลียงมองอาการบวมบนใบหน้าของคุณเฉินอย่างละเอียดและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจ ไม่น่าแปลกใจที่ยาทั่วไปจะไม่สามารถรักษาได้

ผึ้งพิษเหล่านี้น่าจะเป็นสัตว์ปีศาจซึ่งหมายความว่าพิษของพวกเขาควรถูกมองว่าเป็นพิษของปีศาจเช่นกัน แม้พิษจะอ่อน แต่หมอทั่วไปไม่สามารถรักษาได้ง่ายๆ แน่นอน

เมื่อชูเหลียงคิดสักครู่ก็หาทางแก้ปัญหาได้ไม่ยาก

ชูเหลียงหยิบยาแก้พิษร้อยดอกออกมา "ครึ่งหนึ่งสำหรับกิน อีกครึ่งหนึ่งประคบภายนอก ไม่นานก็หายแล้วขอรับ"

"คะ แค่นั้นหรือ" คุณเฉินกล่าว

เขามีสีหน้าสดใสขึ้น และรีบรับยาแก้พิษร้อยดอกของชูเหลียงอย่างกระตือรือร้น

ชูเหลียงได้เทน้ำใส่ขันให้คุณเฉิน และให้เขากินพร้อมยา

ยาแก้พิษร้อยดอกมีชื่อเสียงในด้านประสิทธิภาพของมันต่อพิษต่างๆ ดังนั้นพิษจางๆ ของผึ้งจึงไม่น่าจะดื้อยานี้ได้

สักพักอาการบวมที่ใบหน้าและขาของคุณเฉินก็ลดลงเหลือแต่รอยแดงจางๆ

"โห" คุณเฉินตะโกนอย่างมีความสุข "ยานี้มัน.. ยาวิเศษจริงๆ สมแล้วที่เป็นวีรบุรุษแห่งฉูซาน"

“มิได้ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ บังเอิญว่าข้ามียานี่พอดีและพิษของมันมิได้รุนแรงมาก” ชูเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"ไม่! ไม่! มันเป็นยาวิเศษ! พ่อหนุ่ม ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนบุญคุณของพ่อหนุ่มในวันนี้ได้อย่างไร" เจ้าของร้านเฉินตอบอย่างจริงจัง

ชูเหลียงโบกมือ "ท่านมิจำเป็นต้องตอบแทนข้ามากมาย ขอเพียงแค่ปลาดีๆ เพียงสักตัวก็เพียงพอแล้ว"

"เอ่อ..." เมื่อคุณเฉินอธิบาย สีหน้าของเขาก็กระสับกระส่าย "ข้า.. ข้าไม่กล้าไปที่แม่น้ำบอมแบ็กอีกแล้ว แต่คุณภาพของปลาจากที่อื่นเองก็ไม่ค่อยดีนักเสียด้วย... "

"คุณเฉิน วางใจเถิด ข้าจะไปดูที่แม่น้ำนั่นเอง ถ้าผึ้งพิษนั่นยังก่อกวนอยู่ข้าจะช่วยไล่พวกมันออกไปเอง" ชูเหลียงกล่าว

"โถพ่อหนุ่ม น้ำใจของท่านช่างมากล้นยิ่งนัก.."

คุณเฉินซาบซึ้งทันทีจนบรรยายเป็นคําพูดไม่ได้และพยายามลุกขึ้นมาเพื่อขอบคุณ

"พักผ่อนก่อนเถิดขอรับ ไม่ต้องกังวล" ชูเหลียงกล่าว จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นและจากไป "ไว้ข้าจะกลับมาใหม่นะขอรับ"

พอพูดจบ เขาก็ออกจากตลาดปลาและออกจากเมืองหยุนหัวเพื่อตรงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำบอมแบ็กทันที..

...

หลังจากเดินไปได้สักสองสามลี้ ชูเหลียงก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ที่ซึ่งนกร้องและดอกไม้หอมอบอวลไปทั่วอากาศ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูใบไม้ผลิ มีหญ้าเขียวชอุ่ม นกร้องประสานเสียง และดอกหญ้าที่พลิ้วไหวตามปกติ คงจะนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่นี่ แต่ช่วงนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้เลย

ทั้งหมดเป็นเพราะผึ้งพิษเหล่านี้

ชูเหลียงเอื้อมมือออกไปและพบผึ้งพิษสีดําอย่างรวดเร็วซึ่งมีขนาดตัวยาวประมาณครึ่งส่วนของนิ้วของเขา มันบินไปมาตามพุ่มดอกไม้และดูเหมือนจะดุร้ายมาก

เขาเข้าไปใกล้ผึ้งตัวนั้นประมาณหนึ่ง ผึ้งพิษก็ตื่นตัวและบินปรี่มาหาเขาทันที

ผึ้งพิษตัวนี้แสดงความก้าวร้าวอย่างรุนแรง ถึงกระนั้น ชูเหลียงก็ไม่กลัวผึ้งตัวนี้

เขาใช้กระบี่บินและตัดมันออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็ว เมื่อผึ้งตกลงพื้นของเหลวสีดําหยดลงใส่พื้นดินและส่งเสียงฟู่ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความอันตรายอย่างชัดเจน

หากชูเหลียงยอมให้ผึ้งเหล่านี้อาละวาดต่อไป ผู้คนโดยรอบก็อาจจะเสี่ยงอันตราย ผึ้งเหล่านี้ต้องถูกกำจัดออกไป

ทันใดนั้นชูเหลียงก็เกิดความคิดดีๆ

เขาเปิดใช้รอยประทับร้อยกระบี่ และเงากระบี่นับร้อยก็พุ่งผ่านไปมา ตามสิ่งสัมผัสเขาตรวจพบผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา ด้วยการใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาในการสังเกตสภาพแวดล้อม เขาสามารถกำจัดผึ้งพิษได้มากกว่ายี่สิบตัว

ปีศาจที่อ่อนแอมากเหล่านี้ทําให้ชูเหลียงรู้สึกคิดถึงและทําให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่เขาจัดการกับปีศาจตะเกียง

เมื่อเขามีเวลาเขาควรจะกลับไปไล่ล่าพวกปีศาจตะเกียงพวกนั้น ด้วยรอยประทับร้อยกระบี่ของเขามันคงจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้กําจัดพวกผึ้งพิษทั้งหมด เขาทิ้งผึ้งพิษตัวหนึ่งที่กำลังบินไปในทิศทางตรงกันข้าม

เห็นได้ชัดว่ามันพยายามหนี

ชูเหลียงตั้งใจเพราะเขาจะตามมันไปหาตําแหน่งของรังผึ้งและกําจัดพวกมันให้หมดเพื่อให้แน่ใจว่าผึ้งเหล่านี้จะไม่ปรากฏมาอีกต่อไป

หลังจากไล่ล่ามาได้ระยะหนึ่ง ชูเหลียงก็มาถึงหุบเขาเขียวชอุ่มที่มีผึ้งพิษหลายตัวทํารังอยู่ อาจเป็นเพราะดอกในบริเวณนี้นั้นขาดแคลน มันจึงส่งผลให้ผึ้งพิษจำนวนมากต้องขยายอาณาเขตของมันออกไป

เมื่อเห็นชูเหลียงเดินเข้ามาใกล้ ฝูงผึ้งพิษก็แห่กันออกมาทันที แต่มันก็ถูกชูเหลียงจัดการไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ผึ้งพิษบางตัวสามารถแอบเข้าไปในช่องว่างของภูเขาและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ชูเหลียงจ้องมองที่ช่องว่างลึกนั้น มันดูเหมือนจะลึกเข้าไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในใจของเขามีความสงสัยเล็กน้อย สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาไม่สามารถไปถึงจุดตำสุดภายในรอยลึกได้เลย และถ้าผึ้งพิษเหล่านี้มาจากที่นั่นมันก็คงจะเป็นงานยากมากที่จะกําจัดพวกมันให้สิ้นซาก

เมื่อไม่สามารถคาดเดาบางสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมได้ มันย่อมตามมาด้วยความลำบากใจ

แม้แต่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องถอนหายใจ

และเมื่อไม่มีใครอยู่รอบๆ ชูเหลียงจึงนั่งลงในทุ่งและตัดสินใจที่จะให้รางวัลตัวเองก่อน

ทันทีที่เขาเข้าไปในเจดีย์ขาว ภายในนั้นก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ร่างเงาเล็กๆ ของผึ้งพิษแน่นขนัดไปหลายสิบกรงทีเดียว

แม้มันจะกินพื้นที่ไปหลายสิบกรง แต่ในมุมมองของชูเหลียงเจดีย์สีขาวแห่งนี้ยังมีพื้นที่เพียงพอสําหรับปีศาจอีกนับพัน

จากนั้นเขาก็กดสัมผัสที่คำว่าชำระล้าง

ครืน..

แสงสีขาวลอยออกมาหาชูเหลียง และเมื่อเขาเอื้อมมือไปจับจึงพบว่ามันเป็นแท่งทรงกระบอกไม้ไผ่ยาว

[ชาเยื่อน้ำผึ้ง: หวาน หอม อร่อย]

ชูเหลียงเงียบไปทัยที

แม้เขาจะรู้ว่าผึ้งพิษเหล่านี้จะอ่อนแอมาก แต่เจดีย์ขาวก็ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลไร้ค่าเช่นนี้..

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่าปีศาจตะเกียง

นี่มันมากเกินไปแล้ว

ขนาดคําอธิบายยังสั้นเพียงแค่สามคําเท่านั้น

เขาเปิดแท่นกระบอกไม้ไผ่และดื่มมันเข้าไป มันหวานและอร่อยมากจริงๆ และยังมีรสชาติของชาผลไม้เล็กน้อย โดยรวมแล้วรสชาติของมันสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติมากทีเดียว

ในอีกมุมหนึ่ง เขาไม่เคยได้ลิ้มรสเครื่องดื่มที่น่ารื่นรมย์แบบนี้มานานแล้ว

แต่มันก็เท่านั้น เขาเป็นผู้บ่มเพาะ

ไม่ว่าจะอร่อยเพียงใด.. มันจะมีประโยชน์อย่างไรเล่า

...

ชูเหลียงพักอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน หลังจากมั่นใจว่าไม่มีผึ้งพิษเหลืออยู่ในบริเวณใกล้เคียง เขาก็เริ่มเดินทางกลับไปที่ฉูซาน

ลมแรงบนภูเขาพัดกระหน่ำ ทะเลเมฆม้วนตัวหมุนวน อย่างไรก็ตาม ฉูซานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายหมื่นปีที่ผ่านมา

หลังจากมาถึงกระท่อมไม้ ชูเหลียงสังเกตเห็นนกกระเรียนกระดาษขนาดเล็กหลายตัววางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะใต้หลังคา นกกระเรียนกระดาษเหล่านี้เป็นวิธีการสื่อสารระยะสั้นที่พบได้ทั่วไปในฉูซาน

ตราบเท่าที่คนคนหนึ่งทิ้งรอยพลังศักศักดิ์สิทธิ์ไว้ให้คนอื่น หากคนคนนั้นต้องการติดต่อก็สามารถส่งกระเรียนกระดาษไปให้คนที่ทิ้งรอยพลังไว้ได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการสื่อสารแบบนี้ถูกจำกัดอยู่แค่เขตแดนแห่งฉูซานเท่านั้น

ชูเหลียงได้ทิ้งรอยพลังศักดิ์สิทธิ์ไว้ในใจของคนไม่กี่คนเท่านั้น อาจารย์ของเขา หลินเป่ย และเจียงเยว่ไป๋ ดังนั้นเขาจึงประหลาดใจที่เห็นนกกระเรียนกระดาษจํานวนมาก

เขาเปิดนกกระเรียนกระดาษตัวแรกและเห็นว่าเป็นเจียงเยว่ไป๋ส่งมา

ในวันที่เขาออกจากฉูซาน เขาส่งจดหมายถึงเจียงเยว่ไป๋เพื่อแจ้งให้เธอทราบว่าเขาไม่สามารถไปเรียนกับเธอได้เพราะเขามีเรื่องด่วนที่ต้องจัดการ

คําตอบของเธอง่ายมาก: ระวังด้วย เดินทางปลอดภัย

เป็นคำตอบง่ายๆ เพียงสองประโยค

หลังจากอ่านจดหมายฉบับแรกอย่างละเอียดแล้วเขาก็เก็บมันไป

จากนั้นเขาก็ได้เปิดกระเรียนกระดาษตัวที่สอง มันเขียนโดยหลินเป่ย

ในจดหมาย หลินเป่ยกล่าวว่าเขากําลังเตรียมที่จะเข้าสู่ขั้นตอนกลางของการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณ

“ครั้งนี้ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าเก็บตัวบ่มเพาะ ข้าหวังว่าจะไปถึรัดับเดียวกับท่านได้ แล้วเจอกัน”

จดหมายของหลินเป้ยยาวมาก แต่เนื้อหาขาดสาระสําคัญ ชูเหลียงจึงมองแล้วโยนทิ้งไป

เขาเปิดกระเรียนกระดาษตัวที่ 3 ซึ่งเป็นของหลินเป่ยเช่นกัน

จดหมายเขียนว่า “วันแรกของการเก็บตัวบ่มเพาะ ข้ารู้สึกมีชีวิตชีวามาก”

ชูเหลียงเปิดกระเรียนกระดาษตัวที่สี่ มันเป็นของหลินเป่ยอีกเช่นกัน

โดยในจดหมายระบุว่า “เป็นวันแรกของเก็บตัวบ่มเพาะอีกครั้ง คราวนี้ข้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”

กระเรียนกระดาษตัวที่ห้าก็เป็นของหลินเป่ย

ในจดหมายเขียนว่า “ยังคงเป็นวันแรกของการเก็บตัวบ่มเพาะ ความสําเร็จเป็นสิ่งจําเป็น”

"..."

ชูเลี่ยงนับจดหมาย จดหมายแต่ละฉบับอาจจะห่างกัน 1 วัน

ความเป็นตัวเองของชายของหนุ่มคนนี้ยังคงแข็งแกร่งเช่นเคย

ชูเหลียงหยิบพู่กันหยิบขึ้นมาทันทีและเริ่มเขียนจดหมายตอบกลับ

จดหมายของเขาถึงเจียงเยว่ไป๋ยาวมาก เขาอธิบายประสบการณ์ของเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาและแสดงความขอบคุณต่อทักษะกระบี่ที่เธอสอน เขาเน้นว่าการเดินทางของเขาคงจะไม่ราบรื่นเพียงนี้หากไม่ใช่เพราะเธอได้สอนตราประทับร้อยกระบี่ให้เขา

ชูเหลียงพูดความจริงทั้งหมดและเขียนด้วยใจจริง และในตอนท้ายเขาก็ได้ถามอย่างสุภาพว่าเธอจะมีเวลาสอนทักษะศักดิ์สิทธิ์ให้เขาอีกเมื่อใด

ส่วนจดหมายถึงหลินเป่ยนั้นเรียบง่ายกว่ามาก

หลังจากได้อ่านสถานการณ์ของท่าน ข้าขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ และข้ามีเพียงคำแนะนำเดียว

ตัดต้นตอของปัญหาเสีย

จบบทที่ บทที่ 56 บันทึกประจำวันของหลินเป่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว