- หน้าแรก
- ย้อนอดีต พร้อมมิติลับกู้ชีพนายทหารหน่วยรบพิเศษ
- บทที่ 12 ตัดสินคนจากภายนอก
บทที่ 12 ตัดสินคนจากภายนอก
บทที่ 12 ตัดสินคนจากภายนอก
พี่เสี่ยวจวินถลึงตาใส่เธอด้วยความโมโห "เลี้ยงส่งทั้งที เธอคิดว่าใครควรเป็นคนจ่ายล่ะ"
กัวโย่วหนิงคร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอเดินนำเข้าไปในร้านอาหารและตรงดิ่งไปยังช่องสำหรับสั่งอาหารทันที เมนูพิเศษประจำวันและราคาถูกเขียนเอาไว้บนกระดานดำบานเล็ก ส่วนพนักงานเสิร์ฟหญิงกำลังแทะเมล็ดแตงโมอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้วยท่าทีไม่แยแสโลก
เวลานี้เลยช่วงคนพลุกพล่านมาแล้ว ลูกค้าในร้านจึงมีไม่มากนัก
ในยุคสมัยนี้ การเป็นพนักงานเสิร์ฟถือเป็นหน้าที่การงานที่ดี ติดหนึ่งในแปดอาชีพหลักยอดนิยม ดังนั้นการวางท่าหยิ่งยโสจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
กัวโย่วหนิงใฝ่ฝันถึงเมนูหมูสามชั้นน้ำแดงของร้านอาหารของรัฐมาเนิ่นนาน เธอจึงสั่งเมนูนี้เป็นอันดับแรก
ทว่าจังหวะที่พนักงานเสิร์ฟกำลังจะจดออร์เดอร์ สายตาก็เหลือบไปเห็นพี่เสี่ยวจวินที่เดินตามหลังมาติด ๆ หล่อนเปลี่ยนสีหน้าทันควัน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง "หมดแล้ว"
กัวโย่วหนิงคิดเพียงว่าตนมาสายเกินไป เมนูยอดฮิตจึงขายหมดเกลี้ยง เธอจึงจำใจเลือกเมนูถัดไป ปลาคาร์ปแม่น้ำฮวงโหก็น่าสนใจไม่หยอก
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำเดิม "หมดแล้ว"
"ไก่ผัดถั่วลิสง"
"หมดแล้ว"
"บะหมี่หมูใส่ไข่"
"หมดแล้ว"
...กัวโย่วหนิงถึงกับอ้าปากค้าง ไหงถึงไม่มีอะไรเหลือเลยล่ะ ร้านอาหารออกจะใหญ่โต แต่กลับไม่มีแม้แต่บะหมี่เนี่ยนะ เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
พี่เสี่ยวจวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ "นี่คุณจงใจกวนประสาทใช่ไหม เมื่อกี้คนอื่นเพิ่งจะสั่งไปแท้ ๆ มันจะหมดได้ยังไง"
พนักงานเสิร์ฟโยนเปลือกเมล็ดแตงโมในมือทิ้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ "ก็บอกว่าหมดก็คือหมดสิ ถ้าไม่สั่งก็รีบ ๆ ไสหัวไปซะ อย่ามาเกะกะขวางทางฉันรับแขกคนอื่น"
กัวโย่วหนิงเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า เธอก้าวหลบฉากออกมาพลางสบถในใจ 'ถ้าไม่มีอะไรให้กิน แล้วหล่อนจะมาให้บริการบ้าบออะไรตรงนี้ฮะ!'
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มสามคนในชุดซุนยัตเซ็น มีปากกาเหน็บอยู่ที่กระเป๋าเสื้อ และสวมรองเท้าหนังมันปลาบ ก็เดินเต๊ะจุ๊ยเข้ามาในร้าน
พนักงานเสิร์ฟหญิงฉีกยิ้มกว้างต้อนรับขับสู้ราวกับเป็นคนละคน "บรรณาธิการหวัง นักข่าวหลี่ นักข่าวจาง ทำไมวันนี้มากันช้าจังเลยคะ รับอะไรดีเอ่ย"
หนึ่งในนั้นยิ้มรับและพยักหน้าให้ ก่อนจะเริ่มสั่งอาหาร "ขอหมูสามชั้นน้ำแดงหนึ่งที่ ปลาคาร์ปแม่น้ำฮวงโหหนึ่งที่ ผัดผักตามฤดูกาลอีกหนึ่ง แล้วก็ข้าวสวยสามถ้วยครับ วันนี้วันเกิดบรรณาธิการหวังทั้งที ต้องกินอะไรดี ๆ เสียหน่อย"
พนักงานเสิร์ฟตอบกลับด้วยน้ำเสียงประจบประแจง "ได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้พ่อครัวใหญ่ลงมือทำสุดฝีมือเลยนะคะ รอสักครู่เดียวค่ะ ทั้งหมดสี่หยวนห้าเหมาสามเฟิน คูปองเนื้อสองชั่งครึ่ง แล้วก็คูปองธัญพืชเก้าตำลึงค่ะ"
ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสามกำลังล้วงเงินและคูปองออกมาจ่าย กัวโย่วหนิงก็โกรธจนควันออกหู การเลือกปฏิบัติมันจะโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว! บัณฑิตยังรู้จักอดกลั้น แต่แบบนี้มันเหลืออดจริง ๆ!
เธอจงใจเปล่งเสียงดังฟังชัด "แหม พนักงานเสิร์ฟสมัยนี้ช่างตัดสินคนจากภายนอกเสียจริงนะ! คนธรรมดาเดินดินกลับไม่มีอะไรจะตกถึงท้อง แต่พวกรดับหัวหน้าอยากกินอะไรก็ได้กิน ตัวอักษรตัวเบ้อเริ่มห้าตัวที่เขียนว่า 'รับใช้ประชาชน' บนผนังนั่นน่ะ มันยังมีความหมายอยู่ไหมเนี่ย"
พนักงานเสิร์ฟผู้กำลังพินอบพิเทาเชิญชายหนุ่มทั้งสามไปนั่งในทำเลทอง ก่อนจะนำใบสั่งอาหารไปส่งที่ครัว หล่อนตวัดสายตามองกัวโย่วหนิงอย่างเหยียดหยาม
"แต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ มีปัญญาจ่ายค่าเนื้อด้วยหรือไง อย่าคิดนะว่าหน้าตาสะสวยแล้วจะมาเกาะสหายผู้ชายกินฟรี ๆ ได้น่ะ"
กัวโย่วหนิงก้มลงมองเสื้อลายสก็อตสีซีดกับกางเกงสีน้ำเงินขาดหลุดลุ่ยของตนเอง มันก็ดูซอมซ่อจริง ๆ นั่นแหละ แต่มันก็สะอาดสะอ้านเรียบร้อยดีนะ นี่มันดูถูกกันชัด ๆ!
ยุคนี้เขาไม่ได้รณรงค์ให้ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์หรอกหรือ เธออุตส่าห์ตั้งใจจะทำตัวให้กลมกลืน ไม่ทำตัวโดดเด่น แต่ก็ใช่ว่าเธอจะเป็นคนขี้ขลาด ยอมถูกตบตีหรือด่าทอโดยไม่ตอบโต้เสียหน่อย
เธอล้วงปึกเงินและคูปองปึกใหญ่ออกจากกระเป๋า ฟาดลงบนเคาน์เตอร์ดังปัง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน "อย่างคุณหนูคนนี้เนี่ยนะต้องเกาะคนอื่นกิน ต่อให้ฉันจะเกาะใครกินจริง ๆ มันก็เป็นความสามารถของฉัน ไม่ทราบว่าไปหนักหัวคุณป้าข้างบ้านอย่างคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปเรียกผู้จัดการของคุณออกมาเดี๋ยวนี้ วันนี้ฉันต้องทวงความยุติธรรมให้ได้"
พี่เสี่ยวจวินเองก็โกรธจัดเช่นกัน เขาถลึงตาใส่พนักงานเสิร์ฟ ทว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดูคุ้นหน้าคุ้นตาจังนะ ประกายความคิดวาบขึ้นในหัว ภาพของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมา
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจื่อน ๆ ลึก ๆ "เธอคือสวี่เสีย ลูกพี่ลูกน้องของเผิงฮว๋าใช่ไหม"
เมื่อเห็นว่าในที่สุดพี่เสี่ยวจวินก็จำหล่อนได้ สวี่เสียก็ปรายตามองกัวโย่วหนิงด้วยแววตาแปลกประหลาด
หล่อนแค่นหัวเราะเยาะใส่พี่เสี่ยวจวิน "นายยังมีหน้ามาลอยชายกินหรูอยู่กับผู้หญิงคนอื่นอีกหรือ! ลูกพี่ลูกน้องฉันต้องมาเสียผู้เสียคนก็เพราะนาย ทำอะไรไม่คิด ยอมทิ้งงานดี ๆ ในโรงงานทอผ้าแล้วไปลงชื่อเป็นยุวชนแดงอาสาลงพื้นที่ชนบท มะรืนนี้หล่อนก็ต้องเดินทางไปมณฑลเฮยหลงเจียงแล้ว ทีนี้แกพอใจหรือยังล่ะ"
กัวโย่วหนิงเก็บเงินและคูปองใส่กระเป๋า แล้วถอยฉากออกมายืนเงียบ ๆ สรุปว่าที่เธอโดนหางเลขไปด้วยเนี่ย ก็เพราะตาหมอนี่งั้นหรือ
เธอรู้จักเผิงฮว๋า อยู่โรงเรียนเดียวกันแต่อยู่คนละห้อง แล้วหล่อนไปพัวพันกับพี่เสี่ยวจวินได้ยังไงเนี่ย
ต่อมเผือกเริ่มทำงานอย่างหนัก แถมหล่อนยังต้องเดินทางไปมณฑลเฮยหลงเจียงมะรืนนี้ด้วย มีความเป็นไปได้สูงลิ่วเลยว่าพวกเธออาจจะถูกส่งไปอยู่หน่วยผลิตเดียวกัน
พี่เสี่ยวจวินทำหน้าเหลือเชื่อ "หล่อนทำแบบนั้นได้ยังไงกัน พ่อแม่หล่อนก็ไม่ได้ยอมรับฉันเสียหน่อย แล้วฉันก็ไม่ได้ชอบหล่อนด้วย"
"ยุคนี้เขาสนับสนุนความรักอิสระกันแล้ว การคลุมถุงชนตั้งแต่เด็กมันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ฉันเพิ่งจะสิบแปดเอง ไม่อยากแต่งงานมันผิดตรงไหน ทุกคนต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง จะมาโทษคนอื่นว่าเลือกทางเดินผิดไม่ได้หรอกนะ"
สวี่เสียตาแดงก่ำ "ถ้านายยอมตกลงหมั้นหมาย หล่อนจะตกต่ำลงเอยแบบนี้หรือไง ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะนายแหละ นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ"
เสียงทะเลาะเบาะแว้งดึงดูดความสนใจของลูกค้าทุกคนในร้านให้หันมามุงดู จนเกิดความวุ่นวายขึ้น ผู้จัดการร้านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกโรงมาไกล่เกลี่ย
เขาเอ่ยขอโทษขอโพย "ต้องขออภัยด้วยครับ พนักงานไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการทำงาน ขอโทษที่ทำให้ทุกท่านต้องรำคาญใจครับ"
จากนั้นเขาก็หันไปตำหนิสวี่เสีย "นี่มันเรื่องอะไรกันฮะ เวลาปฏิบัติงาน ทุกวินาทีคุณต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ลูกค้าทุกคนที่ก้าวเข้ามาในร้านถือเป็นแขกของเรา ไม่ว่าคุณจะมีความบาดหมางส่วนตัวอะไรกับพวกเขา คุณก็ต้องให้บริการอย่างเต็มที่ ถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาทำงานที่นี่"
กัวโย่วหนิงอดไม่ได้ที่จะมองผู้จัดการร้านด้วยความชื่นชม ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของเขาน่ายกย่องจริง ๆ
ทว่าสวี่เสียกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย "จะมาตะคอกทำไมฮะ! อย่าลืมสิว่าลุงได้ตำแหน่งผู้จัดการนี้มาได้ยังไง วันนี้ฉันจะอาละวาดให้พังไปเลย ลุงจะทำอะไรฉันได้ล่ะ"
กัวโย่วหนิงยืนดูงิ้วโรงนี้อย่างเบิกบานใจ ความขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เธอแอบถอนหายใจในใจพลางคิด 'สวี่เสียคนนี้นี่มันสุดยอดจริง ๆ กล้าท้าทายแม้กระทั่งเจ้านายตัวเอง นับถือเลย!'
ก่อนที่ผู้จัดการจะทันได้ระเบิดอารมณ์ กลุ่มไทยมุงก็เริ่มเดือดดาลขึ้นมาเสียก่อน เมื่อนึกถึงพฤติกรรมเย่อหยิ่งจองหองของหล่อน พวกเขาก็เริ่มประสานเสียงกันต่อว่า
"ผู้จัดการ คุณต้องจัดการเรื่องนี้นะ! ขนาดกับคุณเธอยังวางก้ามขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าเธอจะทำตัวแย่ขนาดไหนกับพวกเรา วันนี้บะหมี่ที่ฉันสั่งมันเค็มปี๋ พอฉันขอให้เธอเติมน้ำซุปให้หน่อย เธอก็ด่าว่าฉันเห็นแก่ได้ หาว่าฉัน 'บ่อนทำลายรากฐานของสังคมนิยม' ซะงั้น!"
"ฉันพกเงินกับคูปองมาน้อย เลยซื้อแค่หมั่นโถวไม่กี่ลูก เธอก็เยาะเย้ยว่าฉันเป็นพวกยากไร้ เป็นผีเปรตกลับชาติมาเกิด!"
"พอฉันขอให้เธอช่วยเช็ดโต๊ะเก้าอี้ที่มันสกปรก เธอก็ด่าว่าฉันเป็นพวกนายทุนที่วัน ๆ เอาแต่หาความสุขใส่ตัว!"
...กัวโย่วหนิงยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ อย่างออกรส สวี่เสียคนนี้นี่มันตัวตึงจริง ๆ ดันไปกระตุกหนวดเสือจนคนทั้งร้านลุกฮือขึ้นมา รอดูสิว่าหล่อนจะแก้สถานการณ์นี้ยังไง
เธอคิดว่าสวี่เสียจะยอมอ่อนข้อลง ทว่าหล่อนกลับถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วปาใส่เคาน์เตอร์ ก่อนจะชี้นิ้วกราดกราดใส่ทุกคนที่รุมต่อว่าหล่อน ไม่เว้นแม้แต่ผู้จัดการ พี่เสี่ยวจวิน และกัวโย่วหนิง
หล่อนขู่ฟ่ออย่างไม่เกรงกลัว "พวกแกไม่รู้หรือไงว่าพ่อฉันเป็นใคร คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้พวกแกต้องชดใช้!"
ผู้จัดการโกรธจนหน้าดำหน้าแดง กระทืบเท้าเร่า ๆ ปากอ้า ๆ หุบ ๆ แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่มองหล่อนเดินเชิดหน้าออกไปจากร้านอย่างกำเริบเสิบสาน
เขาหันกลับไปที่ห้องครัวอย่างห่อเหี่ยว แล้วสั่งให้เด็กล้างจานออกมารับช่วงต่องานของสวี่เสีย
พี่เสี่ยวจวินหันมองกัวโย่วหนิง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด "ขอโทษทีนะ ที่ลากเธอเข้ามาพัวพันกับเรื่องบ้า ๆ นี่ มื้อนี้เรายังจะกินกันอยู่ไหม"