- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลก วังวนเวลาและมหาเวท
- บทที่ 1 - จุดเริ่มต้น
บทที่ 1 - จุดเริ่มต้น
บทที่ 1 - จุดเริ่มต้น
บทที่ 1 - จุดเริ่มต้น
มิเรียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะนอนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น พยายามทบทวนว่าเหตุใดตนจึงมีสภาพเช่นนี้ เธอตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนก ราวกับเพิ่งแว่วเสียงกรีดร้องของใครบางคน หรือไม่ก็เพิ่งเผชิญหน้ากับฝันร้ายอันแสนสมจริง
ทว่าเธอกลับจดจำเนื้อหาในความฝันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือความรู้สึกสูญเสียอันน่าหวาดหวั่นที่หนักอึ้งจนแทบหยุดหายใจ และเธอก็พบว่าตนเองกำลังร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ
เสียงสะอื้นแผ่วเบานั้นดังพอที่จะปลุก ‘ลิลี่’ รูมเมทของเธอให้ตื่นขึ้น
“มิเรียน? เธอโอเคไหม?” เสียงงัวเงียดังมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม
มิเรียนจำต้องกลั้นก้อนสะอื้นลงคอ อย่างน้อยความรู้สึกปวดร้าวนั้นก็เริ่มจางหายไปบ้างแล้ว
“อืม... โทษที สงสัยฉันจะฝันร้ายน่ะ” เธอเอ่ยคำโกหกออกไป
วินาทีนั้นเอง หยาดน้ำหยดหนึ่งก็ร่วงแหมะลงมากลางหน้าอก ทิ้งรอยชื้นเป็นวงบนชุดนอนของเธอ
ด้านนอกฝนกำลังตก เธอได้ยินเสียงหยาดพิรุณตกกระทบเปาะแปะเป็นจังหวะชวนให้ผ่อนคลาย ทว่าเมื่อมันหยดทะลุเข้ามาถึงในห้องนอน ความผ่อนคลายที่ว่าก็อันตรธานหายไปในพริบตา
มิเรียนเพ่งมองขึ้นไปบนเพดาน และก็เป็นอย่างที่คิด... น้ำอีกหยดร่วงลงมากระแทกเข้าที่ใบหน้าของเธอเต็มๆ บนเพดานห้องมีรูโหว่อยู่ รูปร่างของมันดูคล้ายรอยกระสุนทะลุ ต่างกันตรงที่มันต้องเจาะผ่านหลังคาและพื้นห้องถึงสามชั้นกว่าจะมาถึงตัวเธอ โดยที่ขนาดของรูไม่ได้กว้างขึ้นเลยแม้แต่น้อย
และแน่นอนว่าเธอไม่ได้ถูกยิงหรืออะไรทำนองนั้น เธอพอมองเห็นแสงสลัวจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้มลอดผ่านรูนั้นมาได้ หากขยับศีรษะให้ตรงองศาพอดี
เด็กสาวก้มลงสำรวจผ้าห่ม... บ้าเอ๊ย มันทะลุผ้านวมลงมาด้วยซ้ำ! แต่เมื่อตรวจดูที่หน้าอกของตัวเองกลับไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ….ขอบคุณทวยเทพที่เมตตา
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ลิลี่ถาม คราวนี้เธอลืมตาตื่นเต็มที่และเหลือความงัวเงียเพียงเล็กน้อย เส้นผมสีบลอนด์ของเธอยุ่งเหยิงตามประสาคนเพิ่งตื่น แต่บนใบหน้าสวมแว่นตาหนเตอะเรียบร้อยแล้ว
ลิลี่แทบจะตาบอดสนิทหากปราศจากมัน—บอดในความหมายตรงตัว อักขระเวทมนตร์ขนาดเล็กที่สลักอยู่ตรงขาแว่นจะเชื่อมต่อกับเลนส์คริสตัลเพื่อช่วยให้เธอมองเห็นโลกใบนี้ได้
“เพดานเป็นรูน่ะ” มิเรียนตอบ “น้ำรั่วลงมาแล้ว”
“โอ้ เยี่ยมไปเลย... เดี๋ยว ขอบอกนะ? เราอยู่ชั้นล่างสุดไม่ใช่หรือไง”
ลิลี่เดินเข้ามาใกล้แล้วหรี่ตามอง “แล้วมันเกิดเรื่องบ้าแบบนี้ขึ้นได้ยังไงกัน” เธอพึมพำ
“ไม่รู้สิ” มิเรียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “นี่แหละที่ฉันต้องการ เรื่องปวดหัวเพิ่มมาอีกเรื่องพอดี”
ลิลี่พยักหน้าอย่างเห็นใจ “วันนี้เธอมีสอบวิชามนตรา ไม่ใช่เหรอ?”
มิเรียนยกสองมือขึ้นกุมขมับ “ใช่”
“แล้วก็มีพรีเซนต์วิชาวิทยาการประดิษฐ์เวทด้วย?”
ลูกบาศก์ดินเผาที่สลักอักขระเวทมนตร์เต็มพื้นผิวยังคงวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ มันค่อนข้างจะใช้งานได้ดี... ในระดับหนึ่ง
“นั่นก็ใช่”
ลิลี่สวมกอดเพื่อนรักจากด้านข้างเร็วๆ หนึ่งที ก่อนจะนั่งลงเคียงข้างเธอบนเตียง แต่ช่วงเวลาแห่งความซาบซึ้งก็ถูกทำลายลงเมื่อน้ำอีกหยดร่วงลงมาแตกกระจายใส่พวกเธอทั้งคู่ ส่งละอองน้ำกระเด็นไปติดด้านในเลนส์แว่นของลิลี่
ขณะที่กำลังเช็ดแว่น เธอก็พูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เดี๋ยววันนี้ฉันไปคุยกับฝ่ายหอพักให้ เช้านี้ฉันโดดวิชาพฤกษศาสตร์ได้อยู่แล้ว มันมีแต่เนื้อหาทบทวน ศาสตราจารย์คงหยวนๆ ให้แหละ”
“เธอนี่ประเสริฐที่สุดเลย” มิเรียนยิ้ม
“ฉันติดหนี้เธอแล้วนะ”
“ไม่เป็นไร ครั้งนี้บริการฟรีจ้ะ” เธอบอก
ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ในห้องชั้นบน มิเรียนจึงหยิบกระป๋องสังกะสีใต้เตียงขึ้นมาวางรองน้ำไว้บนผ้าห่ม หลังจากนั้น เสียง ติ๋ง! ติ๋ง! ติ๋ง! ของหยดน้ำก็คอยกวนประสาทเธอไปตลอดช่วงเวลาที่กำลังเตรียมตัวออกไปทำศึกในสนามวิชาการ
สถาบันทอร์ร์วิโอล คือหนึ่งในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในบาราคูเอล นั่นหมายความว่าสถาบันแห่งนี้แบกรับขนบธรรมเนียมทางประวัติศาสตร์มาหลายศตวรรษ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกาย นักศึกษาทุกคนต้องสวมเครื่องแบบของทอร์ร์วิโอลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดเครื่องแบบเต็มยศของกองทัพ
สีสันของชุดจะแตกต่างกันไปตามชั้นปี สำหรับชั้นปีของเธอนั้นเป็นสีดำและขาว ขลิบด้วยเส้นสีส้ม พร้อมด้วยกระดุมทองเหลืองเรียงรายเป็นระเบียบผ่ากลางเสื้อโค้ต และด้วยธรรมเนียมอันแสนล้าหลัง นักศึกษาหญิงยังคงต้องสวมกระโปรง ส่วนนักศึกษาชายสวมกางเกง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางสถาบันจะยอมโอนอ่อนตามข้อเรียกร้อง อนุญาตให้นักศึกษาหญิงสวมกางเกงในชั่วโมงพละศึกษาได้แล้วก็ตาม
—ต้องขอบคุณทวยเทพสำหรับเรื่องนั้น นอกจากนี้ นักศึกษายังมีสายพู่ประดับอินทรธนูที่แตกต่างกันตามชั้นปี
มิเรียนสวมสายพู่สีทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย... ชั้นปีสุดท้าย ที่แปลว่าถ้าเธอหาทางเรียนจบได้น่ะนะ
ซึ่งเธอไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะรอดไปจนจบการศึกษาได้
นักศึกษาต้องใช้เวลาหกปีอันแสนทรหดในสถาบันแห่งนี้ และมิเรียนก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดหกปี
วิชาเพียงสองแขนงที่เธอพอจะทำได้ดีคือ การออกแบบสิ่งประดิษฐ์เวท และคณิตศาสตร์ลี้ลับ ส่วนวิชาอื่นๆ นั้น เธอต้องอดหลับอดนอนอ่านหนังสือในห้องสมุดจนดึกดื่น แต่ผลสอบที่ออกมาก็ยังรั้งท้ายเพื่อนร่วมชั้นอยู่ดี
สิ่งที่เธอปรารถนาที่สุดในตอนนี้คือขอให้เวลาหยุดเดินสักพัก เพื่อที่เธอจะได้พักผ่อนสักสองสามวัน รวบรวมสติสัมปชัญญะ แล้วค่อยกลับไปตามเก็บเนื้อหาการเรียนให้ทัน แต่ในเมื่อเรื่องพรรค์นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เธอจึงต้องทำในสิ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือกัดฟันสู้กับความเหนื่อยล้า และปลอบใจตัวเองว่าค่อยไปพักผ่อนยาวๆ ตอนตายก็แล้วกัน
วิชาแรกของวันคือวิชาเล่นแร่แปรธาตุ 402 ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาบังคับสุดหินที่เป็นที่เลื่องลือสำหรับปริญญาสายประดิษฐ์เวท
ศาสตราจารย์เซเนก้าเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถ แต่เธอก็ไม่อาจย่อยศาสตร์อันซับซ้อนนี้ให้เข้าใจง่ายไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่
นักศึกษาคนอื่นๆ มักจะจ้างติวเตอร์—หรือไม่ก็จ้างเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน—มาช่วยติวให้ แต่มิเรียนไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น เธอต้องจัดสรรเงินเหรียญเงินอย่างระมัดระวัง เพราะพ่อแม่ของเธอส่งเงินมาให้ได้จำกัด นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เธอเลือกเรียนสายวิทยาการประดิษฐ์เวท ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง เธออาจจะช่วยดึงครอบครัวให้พ้นจากความแร้นแค้นและก้าวเข้าสู่ความสุขสบายที่แท้จริงได้เสียที
บ้านเก่าผุพังในชนบทของเธอต้องการการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน ล่าสุดน้องชายของเธอเพิ่งเหยียบแผ่นไม้ที่ผุเปื่อยจนทะลุ แต่พ่อแม่มีเงินพอแค่จ่ายค่าหมอรักษาอาการบาดเจ็บ หรือไม่ก็จ่ายค่าซ่อมรูที่พื้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาต้องเลือกอย่างแรก
มิเรียนทานอาหารเช้าเรียบง่ายอย่างเบอร์รีและข้าวโอ๊ตต้มที่เธอทำอย่างรวดเร็วในครัวรวมของหอพัก แล้วก็รีบยัดมันลงท้องอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน จากนั้นเธอก็ออกเดินทางไปเข้าเรียน โดยไม่ลืมสวมเสื้อคลุมอาคมเพื่อป้องกันละอองฝนส่วนใหญ่
ขณะก้าวเดิน จิตใจของเธอก็หวนกลับไปคิดถึงรูบนเพดานห้องอีกครั้ง มันช่างประหลาดนัก อะไรกันที่สามารถเจาะรูกลมเกลี้ยงได้ขนาดนั้น? แม้แต่เวทมนตร์สายกระแทกก็ยังต้องทิ้งรอยแตกร้าวเอาไว้บ้างสิ
เส้นทางเดินเท้าสู่ตัวสถาบันนั้นรายล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันงดงาม หอพักนักศึกษาตั้งเรียงรายโอบล้อมวิทยาเขตไปตามเนินเขาเตี้ยๆ รูปจันทร์เสี้ยว ซึ่งมองลงมาเห็นหมู่อาคารเรียนได้อย่างชัดเจน
พื้นที่บริเวณนี้มีต้นไม้ร่มรื่น แม้ว่าคนสวนของสถาบันทอร์ร์วิโอลจะคอยตัดแต่งกิ่งไม้พุ่มไม้อย่างประณีต และรดน้ำดอกไม้สีสันสดใสเป็นประจำก็ตาม
ผึ้งอักขระบินหึ่งๆ วนเวียนอยู่รอบดอกไม้ ส่วนท้องที่เป็นลายทางของพวกมันจะกะพริบแสงเรืองรองจางๆ ทุกครั้งที่ร่อนลงเกาะเพื่อดูดน้ำหวาน
เมื่อทางเดินปูหินกรวดทอดตัวออกจากร่มเงาไม้ สถาบันทอร์ร์วิโอลก็ปรากฏแก่สายตาในความรุ่งโรจน์อันสมบูรณ์แบบ
แม้ฝนจะยังไม่ซา ทว่าในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า แถบท้องฟ้าเบื้องล่างผืนเมฆที่ลอยต่ำจึงถูกฉาบย้อมด้วยแสงรุ่งอรุณสีส้มอมม่วง แสงสว่างเรืองรองขับเน้นโครงร่างของยอดโดมและหอคอยให้ดูโดดเด่น เกิดเป็นประกายระยิบระยับเมื่อแสงตกกระทบเข้ากับหน้าต่างกระจกสีหรือยอดแหลมคริสตัลของหอคอยในบางจุด
สถาบันแห่งนี้คือส่วนผสมอันแปลกประหลาดของสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคสมัยที่สืบย้อนไปได้ถึงยุคโบราณกาล แม้ว่าโครงสร้างที่เก่าแก่ระดับโบราณวัตถุของจริงส่วนใหญ่จะถูกฝังอยู่ใต้ดินก็ตาม
อาคารที่โดดเด่นที่สุดตั้งตระหง่านอยู่ล้อมรอบลานกว้างใจกลางสถาบัน หนึ่งในนั้นคือ โดมคิรอสเซนต์ สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาจากหินอ่อนและอิฐที่กร่อนตามกาลเวลา ซึ่งกินพื้นที่ฝั่งตะวันออกของลานกว้างไปทั้งหมด
อาคารแห่งนี้เคยเป็นวิหารมาก่อน แต่เมื่อสถาบันถูกก่อตั้งขึ้น มันก็กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับจัดพิธีการทางวิชาการ
ส่วนทางฝั่งตะวันตกคือ หอคอยทอร์เรียน ซึ่งจากมิเรียนเคยเรียนมา ว่ามันเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน และนั่นก็เป็นเรื่องที่เชื่อได้ไม่ยาก เพราะหอคอยแห่งนี้สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลหลายไมล์ และไม่มีสิ่งก่อสร้างใดเทียบเคียงความสูงของมันได้เลย
แม้แต่ปราสาทเบนโรส ป้อมปราการทรงกลมยุคกลางที่เคยเป็นปราการปกป้องสถาบันจากทั้งผู้รุกรานและสัตว์ประหลาด ก็ยังมีความสูงเพียงหนึ่งในสามของหอคอยนี้เท่านั้น
ความหลากหลายของหมู่อาคารยิ่งดูแปลกตาขึ้นไปอีก เมื่อท่ามกลางสิ่งก่อสร้างยุคโบราณและยุคกลาง กลับมีอาคารอิฐทาสี รวมถึงโครงสร้างคอนกรีตและกระจกสมัยใหม่แทรกตัวอยู่ มันคงจะดูเป็นปกติหากตั้งอยู่ในเมืองยุคใหม่ แต่พอมันมาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางอาคารประวัติศาสตร์เหล่านี้ มันกลับดูประหลาดพิลึก ยิ่งไปกว่านั้น อาคารสร้างใหม่เหล่านี้ยังขาดความประณีตและศิลปะอันวิจิตรบรรจงซึ่งเป็นเสน่ห์ของอาคารยุคเก่าอีกด้วย
และลึกลงไปใต้ทางเดินปูหินและถนนสายใหม่ ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ยิ่งกว่าซุกซ่อนอยู่ พื้นที่ที่สถาบันทอร์ร์วิโอลตั้งอยู่นั้นเป็นจุดที่มีผู้อยู่อาศัยมายาวนานนับสหัสวรรษ เมืองแล้วเมืองเล่าถูกสร้างขึ้น ถูกเผาทำลาย สร้างใหม่ ถูกเผาซ้ำ น้ำท่วม และถูกสร้างขึ้นใหม่อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ดูเหมือนว่าในยุคหนึ่ง ทอร์ร์วิโอลเคยเป็นเมืองที่ใหญ่โตกว่านี้มาก ทว่ามิเรียนไม่ได้ตั้งใจฟังในวิชาประวัติศาสตร์สักเท่าไหร่ เธอจึงไม่แน่ใจนักว่ามันคือช่วงเวลาใด แต่นั่นก็หมายความว่าทางสถาบันมีชั้นใต้ดินลึกลงไปถึงสามชั้น และตามข่าวลือ ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่กว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องล่าง เมื่อใดก็ตามที่มิเรียนนึกถึงเรื่องนี้ เธอจะรู้สึกตื่นเต้นและคันไม้คันมืออยากจะลงไปสำรวจความลับโบราณที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ทว่าสมองส่วนที่ไม่นิยมการผจญภัยก็มักจะคอยเตือนสติเธอเสมอว่า เกรดของเธอต้องมาก่อน
ช่วงนี้ใกล้จะสิ้นสุดภาคการศึกษาแล้ว นักศึกษาหลายคนจึงเดินขวักไขว่ไปมาทั่ววิทยาเขตเพื่อทบทวนตำราในนาทีสุดท้าย หรือไม่ก็กำลังรีบไปเข้าเรียนคลาสเช้าเหมือนกับเธอ
มีนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งผู้โชคร้ายคนหนึ่ง—ดูออกได้ทันทีจากเสื้อโค้ตสีขาวและลายปักสีทองแดง—กำลังนั่งร้องไห้อยู่บนม้านั่งหน้าปราสาทเบนโรส
อา... มิเรียน เข้าใจ ความรู้สึกนั้นดี เพียงแต่ตัวเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะมานั่งร้องไห้ก็เท่านั้น
ระหว่างทางไปอาคารเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ เนื่องจากอาคารหลังเก่าถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่จนวอดวาย ซึ่งคร่าชีวิตนักศึกษาไปถึงสามคนรวมถึงภารโรงอีกหนึ่งคน
เสียงกุกกักจากเบื้องบนก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
เธอเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นร่างทะมึนร่างหนึ่งกำลังกระโจนข้ามช่องว่างระหว่างอาคารสองหลัง ร่างนั้นราวกับจะสัมผัสได้ว่ากำลังถูกจับจ้อง จึงปรายตามองลงมาจากหลังคา สบเข้ากับมิเรียน
เธอไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่ถูกปกปิดไว้ได้เลยแม้แต่น้อย ในแวบแรก เธอสงสัยว่านั่นคือนักศึกษาที่กำลังเล่นพิเรนทร์บ้าบิ่นหรือกำลังท้าพนันอะไรกันอยู่หรือเปล่า แต่ร่างนั้นไม่ได้สวมเครื่องแบบสีของทอร์ร์วิโอลหรือสายพู่ใดๆ เลย
เธออ้าปากเตรียมจะส่งเสียงทัก ทว่าร่างนั้นกลับอันตรธานหายไปแล้ว—มุดตัวหลบฉากไปจากขอบหลังคาแบนเรียบ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าราวกับไร้ร่องรอย
เธอมองซ้ายมองขวา แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้เลย ผู้คนส่วนใหญ่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินเพื่อไม่ให้โดนฝนสาดจนเปียกโชก มิเรียนไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมร่างลึกลับที่กำลังลอบเร้นนั้น ถึงให้ความรู้สึกผิดปกติได้อย่างรุนแรง ความรู้สึกนั้นก็เกาะกุมหัวใจของเธอเอาไว้ และไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ