- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 21: ความตกตะลึงของเฉินฮ่าว
บทที่ 21: ความตกตะลึงของเฉินฮ่าว
บทที่ 21: ความตกตะลึงของเฉินฮ่าว
บทที่ 21: ความตกตะลึงของเฉินฮ่าว
ทว่า เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็ลอยตามลมมาแตะจมูก...
ทุกคนต่างชะงักฝีเท้า สัญชาตญาณสั่งให้พวกเขารีบก้าวเดินตามต้นตอของกลิ่นนั้นไปทันที
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงลานกว้างที่กู่เยว่ซีและฉู่เซิงเพิ่งจะ "เคลียร์พื้นที่" ไปเมื่อครู่ ภาพเบื้องหน้าทำเอาทุกคนยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาแทบถลนออกมาจากเบ้าด้วยความตกตะลึง
บนพื้นดินเจิ่งนองไปด้วยเลือดจนแทบจะกลายเป็นสายธาร ร่องรอยการต่อสู้และรอยเท้าสะเปะสะปะกระจายไปทั่ว ผืนดินถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำดูน่าสยดสยอง
“นี่...นี่มัน...”
เฉินฮ่าวมองภาพที่ราวกับลานประหารตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เลือดของหมูเกราะเหล็ก! ไม่ผิดแน่! ที่นี่...อย่างน้อยต้องมีพวกมันตายไปกว่าสิบตัว!”
เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งนั่งยองๆ ลงไปใช้นิ้วแตะดินเปื้อนเลือดขึ้นมาดู ก่อนจะอุทานด้วยความตื่นตระหนก
สิบกว่าตัวเลยเหรอ?!
ถูกฆ่าล้างบางเนี่ยนะ?!
พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างเห็นความสะพรึงกลัวและความไม่อยากจะเชื่อในแววตาของอีกฝ่าย
“ล้อกันเล่นหรือเปล่า? ฝูงหมูที่เราเจอเมื่อกี้ก็มีแค่สิบกว่าตัวเองไม่ใช่เหรอ? ใครเป็นคนทำกันเนี่ย? จะโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”
สมองของเฉินฮ่าวประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคาดเดาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“การจะกวาดล้างฝูงหมูเกราะเหล็กทั้งฝูงได้ภายในเวลาสั้นๆ โดยไร้สุ้มเสียงแบบนี้ แม้แต่หมูจ่าฝูงยังหนีไม่รอด...นี่ต้องเป็นฝีมือของ 'ทีมล่ามืออาชีพ' จากสมาคมนักล่าอสูรแน่ๆ!
“แถมยังต้องมีจอมยุทธ์ระดับสองเป็นหัวหน้าทีม พร้อมลูกทีมระดับหัวกะทิที่ประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมอีกต่างหาก!”
ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกสมเหตุสมผล สายตาที่เขามองไปยังสนามรบจึงเต็มไปด้วยความยำเกรง
“มืออาชีพสุดๆ! พวกเจ้าดูสิ ร่องรอยการต่อสู้เยอะก็จริงแต่ไม่สะเปะสะปะ แสดงว่าพวกเขาคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด ไม่เปิดโอกาสให้ฝูงหมูได้ตอบโต้หรือหนีเลยสักนิด วิธีการลงมือแบบนี้...มันศิลปะชัดๆ!”
เพื่อนๆ พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ สายตาสอดส่ายไปรอบข้างอย่างระแวดระวังด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าทีมล่ามหากาฬนั้นจะยังอยู่ไม่ไกล
พวกเขาแกะรอยเลือดบนพื้น ลัดเลาะไปอย่างระมัดระวังเพียงไม่กี่สิบเมตร ก็พบกองซากหมูที่ถูกอำพรางไว้ด้วยกิ่งไม้และใบไม้
เมื่อเห็นกองภูเขาซากหมูเหล่านั้น ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เชี่ยเอ๊ย!!
ซากหมูเกราะเหล็กตั้งสิบกว่าตัว!
ถ้าเอาไปขายหมดนี่จะได้เงินตั้งเท่าไหร่เนี่ย!
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของทุกคนโดยไม่ได้นัดหมาย
“พี่...พี่ฮ่าว...”
เจ้าเพื่อนตัวผอมสูงเลียริมฝีปากที่แห้งผาก พลางกระซิบเสียงเบา
“พวกเรา...เอาไปสักสามตัวดีไหม? ยังไงตรงนี้ก็ไม่มีคน แถมไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย...”
หัวใจของเฉินฮ่าวเริ่มเต้นระรัว
แม้เหตุผลจะเตือนว่าการขโมยเหยื่อของจอมยุทธ์คนอื่นเป็นเรื่องต้องห้ามและอันตรายแค่ไหน หากถูกจับได้ผลที่ตามมาคงเลวร้ายเกินจินตนาการ
แต่สิ่งยั่วยวนตรงหน้ามันช่างมหาศาลเหลือเกิน!
แค่สามตัว ภารกิจพวกเขาก็จะสำเร็จ!
เผลอๆ ถ้าหยิบไปเพิ่มอีกสักตัว...ก็จะประหยัดค่ารักษาเจ้าหมาป่าวายุทมิฬไปได้โข!
เฉินฮ่าวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง กวาดตามองรอบทิศจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อกิเลส
“เอาสิ! ลุยเลย!”
พวกเขารีบกุลีกุจอเขี่ยใบไม้ออกอย่างลนลาน เตรียมจะเลือกซากหมูสภาพดีๆ สักสามตัว
ทว่า...ในจังหวะที่มือกำลังจะสัมผัสโดนซากหมูนั้นเอง
น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจากขุมนรก ก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากด้านหลัง
“พวกเจ้า...กำลังทำอะไรกัน?”
ร่างของเฉินฮ่าวและพรรคพวกแข็งทื่อราวกับถูกสาป เหงื่อเย็นไหลพรากออกมาทันที
พวกเขาค่อยๆ หันกลับไปอย่างยากลำบาก...
พบกู่เยว่ซียืนสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกล บนไหล่มี 'ยุงยักษ์' สีดำหน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัวเกาะอยู่ ดวงตาคู่สวยทว่าเย็นชานั้นจ้องมองพวกเขาอย่างไร้อารมณ์
“กู่...กู่เยว่ซี?”
เฉินฮ่าวชะงัก เพื่อนๆ ของเขาก็เช่นกัน
หัวใจที่เต้นรัวด้วยความกลัวเมื่อครู่ ก็ร่วงตุ๊บกลับไปอยู่ที่เดิมอย่างโล่งอก
ที่แท้ก็เจ้านี่เอง!
ตกใจหมด!
แน่นอนว่าไม่มีใครคิดว่าผลงานตรงหน้าเป็นฝีมือของกู่เยว่ซี
ตลกน่า! จะบ้าหรือเปล่า?
แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นต้นกับยุงกลายพันธุ์ที่ไม่มีแม้แต่ระดับอสูรเนี่ยนะ…จะฆ่าล้างฝูงหมูเกราะเหล็กได้?
ในสายตาพวกเขา กู่เยว่ซีคงแค่โชคดีมาเจอ "ขุมทรัพย์" นี้เหมือนกับพวกเขานั่นแหละ
“โธ่เอ๊ย นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้านี่เอง ทำเอาตกใจหมด!” เจ้าเพื่อนตัวผอมถอนหายใจโล่งอก พลางตบหน้าอกตัวเองป้าบๆ
สีหน้าของเฉินฮ่าวก็ดูผ่อนคลายลง แม้ใจจะยังเต้นตึกตักเพราะถูกจับได้คาหนังคาเขา เขาแสร้งกระแอมไอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเอ่ยทักทาย
“กู่เยว่ซี เจ้าเองก็มาเจอที่นี่เหมือนกันเหรอ? ดวงดีใช้ได้เลยนี่!”
เขาหยุดนิดหนึ่ง ชำเลืองมองกองซากหมู แววตาเป็นประกายวูบหนึ่ง แล้วลดเสียงลง
“เอาอย่างนี้แล้วกัน...เรื่องวันนี้ถือว่าเราไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! หมูพวกนี้เราอย่าเอาไปหมดเลย เดี๋ยวเจ้าของผลงานตัวจริงกลับมาจะซวยกันหมด”
“พวกข้าขอสามตัว ส่วนเจ้าเอาไปตัวหนึ่ง รีบหยิบแล้วรีบไป เป็นไง? ข้าแฟร์สุดๆ แล้วนะเนี่ย ถ้าเป็นคนอื่นข้าไม่ใจป้ำขนาดนี้หรอก”
เขาพูดด้วยท่าทางราวกับเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรม ราวกับว่าการแบ่งหมูหนึ่งตัวให้กู่เยว่ซี คือบุญคุณอันใหญ่หลวงที่เขามอบให้
ในความคิดของเขา กู่เยว่ซีแค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นต้น แบกหมูตัวเดียวไหวก็เก่งแล้ว การจัดสรรที่ "ยุติธรรม" ขนาดนี้ เจ้าไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
“แบ่งให้ข้าตัวหนึ่ง?”
กู่เยว่ซีถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“หมูพวกนี้ข้าเป็นคนฆ่าเองทั้งหมด...เจ้าใช้สิทธิ์อะไรมาแบ่งให้ข้า?”
“......???”
บรรยากาศเงียบกริบลงในพริบตา
สีหน้าของเฉินฮ่าวและพรรคพวกดูบิดเบี้ยวพิกล ราวกับคนท้องผูกพร้อมกัน ช่างดูตลกสิ้นดี
ผ่านไปหลายวินาที เจ้าคนตัวผอมสูงก็หลุดขำพรืดออกมาเหมือนกลั้นไม่อยู่
“เดี๋ยวนะ...กู่เยว่ซี นี่เจ้ายังไม่ตื่น หรือสมองกระทบกระเทือนอะไรมาหรือเปล่า?”
“เจ้าบอกว่าเจ้าฆ่าหมูพวกนี้? ดูสภาพร่างกายบอบบางของเจ้าหน่อยไหม แล้วดูยุงยักษ์บนไหล่นั่นอีก จะเอาปัญญาที่ไหนไปฆ่า? ใช้ปากกัดเหรอ?”
“นั่นสิ จะโม้ก็ให้มันเนียนหน่อย นี่มันหมูเกราะเหล็กเป็นสิบตัวนะ แถมมีจ่าฝูงระดับหนึ่งขั้นปลายด้วย! ขนาดพวกเราห้าคนยังโดนหมูอีกฝูงไล่กวดจนหัวซุกหัวซุน แล้วลำพังแค่เจ้าเนี่ยนะ?”
พวกเขารุมเหน็บแนมกันอย่างสนุกปาก มองกู่เยว่ซีราวกับคนวิกลจริต
ไม่แปลกใจเลยที่ทำสัญญาเลือดกับยุง สงสัยจะประสาทกลับจริงๆ!
เฉินฮ่าวส่ายหน้า แสร้งทำสีหน้าผิดหวัง
“กู่เยว่ซี...ข้าเคยคิดว่าเจ้าแค่เป็นคนเย็นชา ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นคนหลงตัวเองแล้วก็ขี้คุยขนาดนี้”
“ถ้าอยากจะฮุบไว้คนเดียวก็พูดมาตรงๆ ไม่เห็นต้องหาข้ออ้างตลกๆ แบบนี้มาอ้างเลย”
เขาหมดความอดทน ไม่อยากเสวนาต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงสติไม่ดีอีกต่อไป จึงโบกมือเรียกเพื่อนๆ
“ไม่ต้องไปสนใจยัยบ้านี่แล้ว หยิบไปสามตัวแล้วรีบไปกันเถอะ!”
ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่กู่เยว่ซีเห็นเหตุการณ์และได้ยินทุกคำพูด ก็แทบจะขำจนปีกสั่น
สุดยอดจริงๆ
ไอ้พวกเวรนี่ ตรรกะป่วยได้โล่!
ขโมยของเขาแล้วโดนจับได้คาหนังคาเขา แทนที่จะหนี ดันมาใส่ร้ายเจ้าของว่าเป็นขโมยซะเอง?
แบบนี้มันหยามกันชัดๆ ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!
“ไอ้พวกระยำเอ๊ย...แบบนี้มันต้องจัดสักดอกแล้วมั้ง! ป๋าหมั่นไส้ไอ้เฉินฮ่าวมานานแล้ว!” ความโกรธของฉู่เซิงพุ่งปรี๊ด
ส่วนแววตาของกู่เยว่ซีเองก็เย็นเยียบลงจนน่าขนลุก
จิตสังหารจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในดวงตาคู่สวยอย่างเงียบเชียบ…
……