- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 16 - เผชิญอุปสรรค
16 - เผชิญอุปสรรค
16 - เผชิญอุปสรรค
16 - เผชิญอุปสรรค
หอประมูลมีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับสินค้าประมูลที่มาจากชาวบ้านทั่วไป ยิ่งต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ มิฉะนั้นหากประมูลของปลอมออกไป ชื่อเสียงของหอประมูลจะย่อยยับลง
ผู้ที่ต้อนรับหลินหมิงคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง หากจะพูดให้ถูกต้องคือ ชายวัยกลางคนคนนี้ได้ขวางหลินหมิงไว้ "ท่านผู้นี้ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือ?"
แม้หลินหมิงจะสวมชุดคลุมตัวใหญ่ แต่ส่วนสูงของเขาก็ยังเตี้ยกว่าชายฉกรรจ์อยู่บ้าง ประกอบกับน้ำเสียงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ย่อมไม่มีทางที่จะปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีต่อหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลหอประมูลผู้ผ่านผู้คนมานับไม่ถ้วนเช่นนี้ได้
ดังนั้นหลินหมิงจึงใช้เสียงปกติของตนตอบไปว่า "ข้ามาเพื่อตรวจสอบยันต์จารึก"
"โอ้?" ชายวัยกลางคนมองหลินหมิงด้วยความสงสัย "ข้าขอดูยันต์จารึกของเจ้าหน่อยได้หรือไม่?" ในความเป็นจริง ท่าทีของชายผู้นี้ถือว่าดีมากแล้ว การที่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีมาที่หอประมูลเพื่อตรวจสอบของล้ำค่า และยังเป็นยันต์จารึกที่มีราคาเริ่มต้นนับพันตำลึงทอง สถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าสงสัยว่าจะเป็นการล้อเล่นเสียมากกว่า
หลังจากหลินหมิงหยิบยันต์จารึกออกมา ชายวัยกลางคนเห็นแผ่นยันต์คุณภาพต่ำที่ดูไม่ต่างจากกระดาษฟางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นแผ่นยันต์ระดับต่ำที่สุดที่มีขายตามท้องตลาด ราคาหนึ่งตำลึงทองได้สิบกว่าแผ่น แม้ว่าตัวแผ่นยันต์เองจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอักขระจารึก แต่นักจารึกนั้นมีฐานะสูงส่งเพียงใด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้แผ่นยันต์ระดับต่ำเช่นนี้ พวกเขามักจะใช้แผ่นยันต์ระดับสูงที่มีราคาแผ่นละสิบกว่าตำลึงทอง เพื่อให้สมกับฐานะของยันต์จารึกที่มีค่าควรเมืองของพวกเขา
ทว่า เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจางๆ จากอักขระนั้น ชายวัยกลางคนก็มั่นใจว่านี่คือยันต์จารึกที่สมบูรณ์แผ่นหนึ่งจริงๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เขามองหลินหมิงแวบหนึ่งแล้วถามว่า "มีเอกสารรับรองที่ออกโดยสมาคมนักจารึกหรือไม่?"
หลินหมิงส่ายหน้า
"ตกลง ตามข้ามา"
ชายวัยกลางคนพาหลินหมิงมายังห้องตรวจสอบของหอประมูล ผู้รับผิดชอบการตรวจสอบคือชายชราสวมชุดดำคนหนึ่ง ดูอายุประมาณห้าสิบหกสิบปี หลินหมิงสังเกตเห็นป้ายที่หน้าอกของเขา เขียนว่า นักตรวจสอบระดับสูง
เมื่อชายชราชุดดำหยิบยันต์จารึกแผ่นนี้ไป เขาย่อมสังเกตเห็นเช่นกันว่ายันต์จารึกนี้ทำจากแผ่นยันต์คุณภาพต่ำ แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนออกมา เขาสวมถุงมือสีขาวอย่างสงบ จากนั้นก็ทุ่มเทให้กับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน แสดงให้เห็นถึงจรรยาบรรณวิชาชีพที่ดี
ทว่าหลังจากเริ่มตรวจสอบไปได้ครู่เดียว ชายชราก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจ มองไปที่หลินหมิงทีหนึ่ง และมองที่ยันต์จารึกแผ่นนี้อีกทีหนึ่ง ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า "หากข้าดูไม่ผิด ผู้ที่วาดอักขระจารึกแผ่นนี้ พลังฝีมือไม่เกินระดับฝึกกายขั้นสาม ใช่หรือไม่?"
บนยันต์จารึกจะหลงเหลือร่องรอยปราณแท้ของผู้สร้างไว้ นักตรวจสอบสามารถตัดสินระดับวิถียุทธ์ของผู้สร้างได้คร่าวๆ จากร่องรอยเหล่านี้ ยันต์จารึกที่หลินหมิงวาดออกมา ระดับปราณแท้ย่อมต่ำมาก ชายชราตัดสินว่าเป็นขั้นสามนั้นก็เพราะหลินหมิงฝึกฝน เคล็ดวิชาพลังโกลาหล ทำให้ปราณแท้มีความเข้มข้นกว่าผู้บ่มเพาะในระดับเดียวกัน หากเขารู้ว่ายันต์จารึกนี้ถูกวาดขึ้นโดยไอ้หนุ่มอายุสิบห้าปีที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมีระดับเพียงฝึกกายขั้นหนึ่ง คาดว่าคงต้องตกใจจนอ้าปากค้างเป็นแน่
หลินหมิงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงทำได้เพียงพยักหน้า
ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึก และกล่าวชมเชย "ในทุกยุคสมัยย่อมมีอัจฉริยะปรากฏขึ้น เพียงแค่ระดับฝึกกายขั้นสามก็สามารถวาดอักขระจารึกได้แล้ว ช่างน่าประหลาดใจนัก!"
โดยทั่วไปแล้ว ปรมาจารย์นักจารึกมักจะเป็นผู้บ่มเพาะที่มีอายุพอสมควร ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับฝึกกระดูกขึ้นไป หลายคนถึงขั้นทะลวงสู่ระดับชีพจรประสาน และยิ่งไปกว่านั้นคือผู้บ่มเพาะระดับหลังธรรมชาต
ผู้ที่อยู่ในระดับฝึกกายขั้นสามเกรงว่าเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดวิชาจารึกเท่านั้น การที่ศิษย์ฝึกหัดวิชาจารึกคนหนึ่งจะวาดอักขระจารึกที่สมบูรณ์ได้สำเร็จหนึ่งแผ่นเพราะโชควาสนานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การวาดอักขระจารึกที่เหมือนกันออกมาได้ถึงสี่แผ่นติดต่อกัน ย่อมทำให้ผู้คนตกตะลึง
หลินหมิงได้ยินคำชมของชายชราก็นึกว่าการค้านี้คงจะสำเร็จแล้ว ทว่าไม่นึกเลยว่าชายชราจะเปลี่ยนน้ำเสียงและกล่าวว่า "แม้จะเป็นยันต์จารึกที่สมบูรณ์แผ่นหนึ่ง แต่ถ้าผู้สร้างเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดวิชาจารึก เราก็ไม่อาจมั่นใจในประสิทธิภาพการเพิ่มพลังของมันได้ เจ้าต้องรู้ว่า โดยปกติแล้วศิษย์ฝึกหัดจะมีปริมาณปราณแท้จำกัด ยากที่จะวาดอักขระจารึกที่ซับซ้อนให้เสร็จสมบูรณ์ได้ หากประสิทธิภาพการเพิ่มพลังของยันต์จารึกไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน มันก็แทบจะไม่มีค่าอะไร ยันต์จารึกประเภทนี้เราไม่สามารถนำออกประมูลได้ เมื่อใดที่ระดับคุณภาพของมันไม่ถึงเกณฑ์ ย่อมทำให้ชื่อเสียงของหอประมูลเสียหาย"
ยันต์จารึกสามารถใช้ได้กับสมบัติที่มีระดับคุณภาพแล้วเท่านั้น เพราะมีเพียงสมบัติที่มีระดับคุณภาพ ผู้บ่มเพาะจึงจะสามารถโคจรปราณแท้เข้าไปเพื่อต่อสู้ได้ และอักขระจารึกนั้นทำงานโดยการเปลี่ยนและปรับปรุงรูปแบบการไหลเวียนของปราณแท้ เพื่อเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับสมบัติ
ดังนั้น สิ่งที่จะนำมาจารึกได้ อย่างต่ำที่สุดต้องเป็นระดับมนุษย์ขั้นต่ำ และสมบัติระดับมนุษย์ขั้นต่ำนั้น โดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่าหลายพันตำลึงทอง!
สมบัติไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะหามาสวมใส่ได้ แม้แต่บุตรหลานของตระกูลใหญ่ ก็ต้องรอจนกว่าระดับพลังจะถึงช่วงฝึกเส้นเอ็นและฝึกกระดูก จึงจะมีโอกาสได้รับสมบัติสักชิ้น
ยกตัวอย่างเช่น หวางอี้เกาในตอนนั้น แม้ภูมิหลังครอบครัวจะดี แต่เพราะระดับพลังของตนเองจำกัด สิ่งที่เขาใช้จึงเป็นเพียงกระบี่ชิงเฟิงคุณภาพดีเล่มหนึ่งเท่านั้น กระบี่ชิงเฟิงเล่มนี้ไม่ใช่สมบัติ มีราคาไม่เกินสองร้อยตำลึงทอง
จำนวนครั้งที่สมบัติสามารถถูกจารึกได้นั้นมีจำกัด โดยพื้นฐานแล้วคือเพียงครั้งเดียว กล่าวคือหลังจากจารึกไปแล้วครั้งหนึ่ง จะไม่สามารถจารึกซ้ำได้อี ลองคิดดูเถิด ใครจะยอมซื้อสมบัติราคาหลายพันตำลึงทอง แล้วนำยันต์จารึกที่ไม่อาจรับประกันคุณภาพได้มาใช้จารึกลงไปเล่า?
ดังนั้น ยันต์จารึกที่ทำขึ้นโดยศิษย์ฝึกหัดวิชาจารึกจึงไม่มีตลาดรองรับ
หลินหมิงคาดการณ์ถึงผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว เขาจึงกล่าวว่า "ข้าสามารถประมูลเพียงสามแผ่นได้ ส่วนแผ่นที่เหลือนั้นนำมาใช้ในการทดลอง"
หลังจากยันต์จารึกสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว หากไม่จารึกลงบนสมบัติ ย่อมยากที่จะทดลองผลลัพธ์ของมัน แม้แต่ตัวผู้สร้างเองก็ทำได้เพียงคาดคะเนคร่าวๆ ว่าประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นระหว่างกี่ส่วนถึงกี่ส่วน
หลายครั้งผู้บ่มเพาะที่ซื้อยันต์จารึกก็เป็นการวัดดวงเช่นกัน ดังนั้นผลงานยันต์จารึกระดับปรมาจารย์จึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เพราะพวกเขามีการรับประกันชื่อเสียง ส่วนนักจารึกที่ไม่มีชื่อเสียง ผลงานของเขามักจะไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครยอมซื้อยันต์จารึกที่ประสิทธิภาพไม่แน่นอนมาเสี่ยงกับสมบัติของตนเอง
นักตรวจสอบกล่าวว่า "เรื่องนี้ย่อมทำได้แน่นอน แต่ว่า สมบัติที่จะนำมาใช้ทดลองนั้น เจ้าต้องเป็นผู้จัดหามาเอง"
หลินหมิงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก สมบัติชิ้นหนึ่งราคาหลายพันตำลึงทอง หอประมูลย่อมไม่มีทางนำของราคาหลายพันตำลึงทองออกมาเป็นอุปกรณ์ทดลองส่งเดชแน่
แน่นอนว่า หากตัวหลินหมิงเองเป็นปรมาจารย์วิชาจารึกย่อมต่างออกไป เพราะปรมาจารย์มีการรับประกันชื่อเสียง การนำสมบัติมาทดลองย่อมไม่ขาดทุน และคนประเภทนี้ หอประมูลก็ยินดีที่จะผูกมิตรด้วย การยอมจ่ายบ้างย่อมนับว่าคุ้มค่า
ในยามที่หลินหมิงมั่งคั่งที่สุด เขาก็มีเงินเพียงแปดร้อยกว่าตำลึงทองเท่านั้น เขาจะไปหาสมบัติสำหรับทดลองมาจากที่ใดได้?
เขาไม่ได้เซ้าซี้ต่อ และไม่ได้พูดคำประเภทที่ว่า เชื่อข้าเถอะ ข้าจะไม่ทำให้สมบัติที่พวกท่านจัดหามาต้องเสียหายอย่างแน่นอน เขาเขารู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ นักตรวจสอบไม่มีทางเชื่อเขาหรอก สาเหตุสำคัญคือความผันผวนของปราณแท้ในยันต์จารึกนี้มันอ่อนแอเกินไป
ด้วยเหตุนี้ หลินหมิงจึงพกยันต์จารึกทั้งสี่แผ่นของเขา หมุนตัวเดินออกจากหอประมูลทางการของเมืองเทียนอวิ๋นไป
...
"ขออภัย เราต้องการใบรับรองจากสมาคมนักจารึก หรือไม่ก็เอกสารที่ออกโดยตัวปรมาจารย์นักจารึกเอง..."
ที่งานแลกเปลี่ยนของเมืองเทียนอวิ๋น หลังจากเจ้าหน้าที่จัดซื้อเห็นว่าหลินหมิงเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี ก็ไม่ได้ให้โอกาสตรวจสอบยันต์จารึกทั้งสี่แผ่นนี้เลยแม้แต่น้อย และปฏิเสธหลินหมิงไปโดยตรง
นี่คือผู้ที่มีท่าทีดีแล้ว ต่อมาหลินหมิงไปยังร้านค้าเอกชนบางแห่ง ท่าทีของคนเหล่านั้นยิ่งย่ำแย่กว่านี้อีก
ร้านค้าแลกเปลี่ยนที่สามารถขายม้วนคัมภีร์จารึกได้ ย่อมเป็นร้านค้าในสังกัดของสมาคมการค้าขนาดใหญ่อย่างแน่นอน ร้านค้าเหล่านี้มักจะมีห้าหกชั้น ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา สง่างาม ส่วนราคาสินค้าย่อมแพงลิบลิ่ว บ่อยครั้งมีราคาหลายร้อยหรือหลายพันตำลึงทอง พนักงานและหลงจู๊ของร้านค้าประเภทนี้ย่อมมีความโอหังเป็นธรรมดา หากเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภมาเยือน ย่อมต้อนรับด้วยความนอบน้อม มีน้ำชาดีๆ มาคอยบริการ หากมาเพื่อเสนอขายของ หรือเป็นคนยากจนมาที่ร้าน ไม่ถูกกวาดตะเพิดออกไปก็นับว่าดีแล้ว
บางคนไม่สนใจจะพูดคุยกับหลินหมิงเลยด้วยซ้ำ บางคนก็โบกมือไล่อย่างรำคาญ
"เด็กที่ไหนกัน อย่ามาทำวุ่นวายที่นี่ จะเสียการเสียงาน"
"รีบไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เด็กอายุขนาดเจ้าควรจะมา เอ้า... เอ้า ท่านลูกค้าท่านนั้น ต้องการสิ่งใดหรือ? เชิญเข้ามาชมก่อน..."
"เจ้าหนู อย่ามาทำให้ข้าขำที่นี่เลย นี่เจ้าวาดบนกระดาษฟางใช่ไหม กระดาษฟางแผ่นหนึ่งวาดรูปเปลวไฟเล็กๆ กองหนึ่ง เจ้าคิดว่านี่คือวิชาจารึกอย่างนั้นหรือ ฮ่าๆๆ..."
………