เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

6 - สู้ด้วยมือเปล่า

6 - สู้ด้วยมือเปล่า

6 - สู้ด้วยมือเปล่า


6 - สู้ด้วยมือเปล่า

หวังอี้เการู้สึกว่าคนตรงหน้าสมองคงถูกลาเตะ คนที่ข้ามขั้นไปชนะคู่ต่อสู้ได้นั้นไม่ใช่ว่าไม่มี แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นอัจฉริยะ อีกทั้งยังต้องมีคัมภีร์ระดับยอดเยี่ยมและมีอาจารย์ชื่อดังสั่งสอนจึงจะเป็นไปได้ หลินหมิงเป็นเพียงเด็กจนๆ หาคัมภีร์ระดับต่ำมาได้ก็นับว่าบุญแล้ว พรสวรรค์เองก็ย่ำแย่ ยังคิดจะชนะตนอีก หรือว่าเมื่อคืนนอนไม่พอ ตอนนี้กำลังละเมออยู่?

เขาถามด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ "เจ้าต้องการอย่างไร?"

"หากข้าชนะ ข้าต้องการโสมโลหิตร้อยปีสองต้น พร้อมทองคำห้าร้อยตำลึง!"

โสมโลหิตร้อยปีสองต้น กับทองคำอีกห้าร้อยตำลึง! ผู้คนรอบข้างต่างลอบอุทาน เด็กคนนี้ไม่ใช่ย่อยเลย โสมโลหิตสองต้นก็ราคาสามร้อยตำลึงทองแล้ว รวมกันเป็นแปดร้อยตำลึง นี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย แต่ว่า ต้องมีชีวิตอยู่รอดไปรับเงินให้ได้ก่อนเถอะ

"แปดร้อยตำลึงทองหรือ?" หวังอี้เกาแค่นเสียงเย็น "เจ้าคู่ควรหรือ? เจ้าคิดว่ามือเท้าของเจ้ามีค่าถึงแปดร้อยตำลึงทองเชียวหรือ?"

ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น ฐานะของขุนนางกับสามัญชนนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน ต่อให้หวังอี้เกาพลั้งมือฆ่าคนตาย อย่างมากก็ถูกกักบริเวณและจ่ายค่าชดเชยเพียงหนึ่งถึงสองร้อยตำลึงทองเท่านั้น

หลินหมิงกล่าวช้าๆ "มือเท้าของนักสู้ สำหรับนักสู้นั้นประเมินค่าไม่ได้ หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าไม่เอาเงินก็ได้ แต่เจ้าต้องทำลายเส้นเอ็นมือเอ็นเท้าตนเองเช่นกัน"

"มารดามันเถอะ! เจ้าหาที่ตาย!" หวังอี้เกาตะโกนลั่น พลันชักกระบี่ยาวที่ข้างเอวออกมา

หลินหมิงสีหน้าไม่เปลี่ยน "เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย?"

"เหอะ! ก็แค่พันตำลึงทองไม่ใช่หรือ? ให้เจ้าพันตำลึงแล้วจะอย่างไร เจ้ามีชีวิตอยู่รอดไปรับหรือเปล่า? ข้าจะจัดการเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ หากภายในสามกระบวนท่าข้าล้มเจ้าไม่ได้ ต่อไปข้าจะเขียนชื่อกลับหลัง!"

หวังอี้เกาก็โกรธจนถึงที่สุดแล้ว หลินหมิงในใจยินดียิ่ง ยังมีคนบ้าที่ให้เงินเพิ่มขึ้นอีก "ดี เช่นนั้นก็พันตำลึง!"

สิ้นเสียงของเขา หวังอี้เกาก็ฟาดฟันกระบี่เล็งมาที่หลินหมิงทันที!

กระบ่นั้นมาพร้อมกับแสงสีทองจางๆ เสียงแหวกอากาศดังสนั่นไปไกลนับสิบวา

ทักษะยุทธ์!

การใช้ปราณแท้และกำลังกายเพื่อโจมตีสังหารศัตรูคือทักษะยุทธ์ หวังอี้เกาที่ประกาศว่าจะจัดการหลินหมิงในสามกระบวนท่านั้นไม่ใช่เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เขามีสิ่งพึ่งพา นั่นคือทักษะยุทธ์! วิถีการต่อสู้เช่นนี้มีเพียงบุตรหลานตระกูลใหญ่หรือศิษย์ในสำนักวรยุทธ์เท่านั้นที่มีโอกาสได้เรียนรู้ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีหนทางจะได้สัมผัส

เมื่อใช้ทักษะยุทธ์ออกมา ผู้ที่ไม่มีทักษะยุทธ์ย่อมยากจะต้านทาน โดยเฉพาะหวังอี้เกากับหลินหมิงที่มีระดับต่างกันหนึ่งขั้น ยิ่งไม่มีความกังขา หวังอี้เกามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะเผด็จศึกได้ในการโจมตีเดียว ที่บอกว่าสามกระบวนท่าก็เพียงเพื่อเผื่อทางหนีทีไล่หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หวังอี้เกาคาดไม่ผิด จนถึงตอนนี้หลินหมิงยังไม่ได้เรียนรู้ทักษะยุทธ์ใดๆ เขาทำได้เพียงใช้กระบวนท่าธรรมดาเพื่อรับมือการบุกของหวังอี้เกา

ผู้คนรอบข้างที่เห็นท่านี้ต่างคิดว่าผลแพ้ชนะปรากฏชัดแล้ว หลินเสี่ยวตงยิ่งใจหายวาบ กระบี่นี้หลินหมิงจะรับได้อย่างไร!

หลินหมิงรวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่ที่กระบี่ที่ฟาดฟันลงมาของหวังอี้เกา ตั้งแต่ฝึกฝน เคล็ดปราณแท้ ใน คัมภีร์ดาราโกลาหล ประสาทสัมผัสของเขาก็ฉับไวขึ้นหลายเท่า ในสายตาของเขาตอนนี้ หวังอี้เกาก็เหมือนสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามา! หลายวันที่ผ่านมา หลินหมิงชำแหละสัตว์ร้ายมานับไม่ถ้วน แม้สัตว์เหล่านั้นจะตายไปแล้ว แต่การจะชำแหละพวกมันก็ยังต้องหาช่องว่างระหว่างเส้นเอ็นและกระดูก ลงมีดให้รวดเร็ว แม่นยำ และรุนแรง!

ในชั่วพริบตาที่กระบี่ยาวของหวังอี้เกาฟาดลงมา หลินหมิงก็ลงมือ เขาไม่ได้ผ่านการคำนวณหรือคิดไตร่ตรองมากนัก แต่อาศัยสัญชาตญาณล้วนๆ มีดสั้นพุ่งสวนขึ้นไปตามช่องว่างของกระบวนท่าหวังอี้เกา

กระบี่ที่มาพร้อมแสงกระบี่อันคมกริบ เทียบกับมีดสั้นที่เรียบง่ายที่สุด ทว่าผลของการปะทะกลับเหนือความคาดหมาย หลินหมิงเบี่ยงกายหลบคมกระบี่ของหวังอี้เกา และมีดในมือของเขา กลับแทงเข้าไปที่ใต้ชายโครงของหวังอี้เกาด้วยมุมที่เหลือเชื่อ!

"ปัง!"

หวังอี้เกาถูกแทงเข้าอย่างจัง เขาร้องอึดออกมาคำหนึ่ง ร่างลอยกระเด็นออกไป ม้วนตัวกลางอากาศก่อนจะตกลงสู่พื้น!

นี่มันเรื่องอะไรกัน? ผู้คนรอบข้างดูไม่ออกถึงความลี้ลับของมีดนี้ ต่างก็พากันตกตะลึง

ในตอนนี้ เสื้อผ้าของหวังอี้เกาตั้งแต่หน้าอกถึงชายโครงถูกกรีดเป็นทางยาวหนึ่งฟุต แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมา ภายใต้เสื้อผ้าของเขามีบางสิ่งทอแสงสีเงินจางๆ

"เกราะอ่อนหรือ?"

หลินหมิงนึกเสียดาย หวังอี้เกาสวมเกราะอ่อนไว้ใต้เสื้อผ้า หากไม่ใช่เพราะเกราะอ่อนนี้ การโจมตีเมื่อครู่ย่อมทำให้หวังอี้เกาสิ้นฤทธิ์ทันที

"เจ้า!" หวังอี้เกาทั้งตกใจทั้งแค้นเคือง ดวงตาแดงก่ำด้วยเลือดฝาด เขาถึงกับถูกมีดแทง ถูกคนที่มีระดับต่ำกว่าแทงเข้าให้แล้ว แถมยังต่อหน้าสาธารณชน! นี่เป็นเรื่องที่คนทนงตัวเช่นเขาไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด

"ข้าจะฆ่าเจ้า!"

ตามหลักการแล้ว การโจมตีเมื่อครู่ถือว่าหวังอี้เกาแพ้แล้ว แต่หวังอี้เกาที่โกรธจัดถึงขีดสุดจะยอมแพ้ได้อย่างไร เขาสะบัดกระบี่ยาวขึ้นมาอีกครั้ง เล็งฟันไปที่หลินหมิง!

ทักษะยุทธ์ถูกใช้ออกมาอีกครั้ง!

แต่หลินหมิงกลับเป็นเหมือนนายพรานที่เจนจัด ประสบการณ์โชกโชน เขาดักจับทุกจุดอ่อนของสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามาได้อย่างไม่ตกหล่น!

"ปัง!" ภาพเมื่อครู่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เสื้อตัวนอกซีกขวาของหวังอี้เกาก็ถูกกรีดจนขาด ผลคือเสื้อคลุมกลายเป็นเสื้อกั๊กแขวนรุ่งริ่งอยู่บนตัว

คนดูตาค้าง ผลการต่อสู้เช่นนี้ยากจะเชื่อได้ โบราณว่าไว้ยาวกว่าได้เปรียบ กระบี่ยาวของหวังอี้เกายาวกว่ามีดเลาะกระดูกของหลินหมิงมาก อีกทั้งยังมีทักษะยุทธ์และระดับพลังที่สูงกว่า แต่พอสู้กันจริงๆ เขากลับถูกแทงด้วยท่าเดิมซ้ำสองครั้ง และท่านั้นดูอย่างไรก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย

"เด็กคนนั้น ทั้งความเร็วร่างกายและความเร็วในการลงมีด ล้วนเร็วกว่าหวังอี้เกา!" นักสู้คนหนึ่งที่ยืนดูอยู่พลันกล่าวขึ้น ระดับหนึ่งเร็วกว่าระดับสอง นี่เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ!

ความเร็วของหลินหมิงเร็วกว่าหวังอี้เกาจริงๆ และเร็วกว่ามากด้วย นี่คือผลของ คัมภีร์ดาราโกลาหล! ก่อนจะฝึกวิชานี้ หลินหมิงลงมือได้แม่นยำและมีการสังเกตที่เฉียบคมอยู่แล้ว แต่ความเร็วและพละกำลังของเขายังตามไม่ทัน ย่อมไม่มีทางชนะหวังอี้เการะดับสองได้

แต่ตอนนี้ เมื่อมี คัมภีร์ดาราโกลาหล ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป!

"อ๊ากกก!" หวังอี้เกาแทบคลั่ง เขาฉีกเสื้อตัวนอกทิ้ง เผยให้เห็นเกราะอ่อนสีเงินข้างใน ตนเองถึงกับแพ้ให้เด็กระดับหนึ่ง หากวันนี้ไม่ล้างอาย ต่อไปเขาคงไม่มีหน้าอยู่ในเมืองเทียนอวิ๋นอีก

"ข้าจะสับเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!" หวังอี้เกาพยายามเร่งเร้าปราณแท้ในกายอย่างสุดกำลัง คมกระบี่ที่บางและคมกริบทอแสงสว่างกว่าเดิม เล็งตรงไปที่ศีรษะของหลินหมิง หากกระบี่นี้ฟันถูก หลินหมิงย่อมตายทันที

ทว่าในชั่วพริบตานั้น หลินหมิงกลับทำในสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจยิ่ง เขาโยนมีดทิ้ง แล้วสู้ด้วยมือเปล่า!

ผู้คนรอบข้างต่างไม่เข้าใจ การโจมตีนี้ของหวังอี้เกาเห็นชัดว่าเป็นเฮือกสุดท้ายที่ทุ่มกำลังทั้งหมดลงไป เหตุใดเด็กคนนี้ถึงทิ้งอาวุธในเวลาสำคัญ? พลังโจมตีเมื่อมีอาวุธย่อมดีกว่าหมัดเปล่า และในยามวิกฤตยังสามารถใช้ต้านกระบี่ของอีกฝ่ายได้ด้วย

...

7 - พละกำลังมหาศาลแต่กำเนิด?

ใช่แล้ว หลินหมิงฝึกฝน คัมภีร์ดาราโกลาหล รูปแบบการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่มีดสั้น แต่เป็นหมัด!

ตอนนี้พลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของหลินหมิงสามารถต่อยไม้เหล็กจนเป็นรอยหมัดลึกครึ่งฉื่อได้ ความแข็งแกร่งของไม้เหล็กไม่ด้อยไปกว่าเหล็กกล้า หากเปลี่ยนเป็นหิน ย่อมแตกละเอียดอย่างง่ายดาย!

หลินหมิงจ้องหวังอี้เกาตาไม่กะพริบ ล็อกเป้าที่หน้าอกของหวังอี้เกา เบี่ยงกาย แล้วออกหมัด!

"บึ้ม!"

ได้ยินเสียงทึบๆ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง หวังอี้เกากระอักเลือดลอยกระเด็นออกไป แม้จะมีเกราะอ่อนคุ้มกัน แม้เขาจะถึงขั้นฝึกกายระดับที่สองฝึกเนื้อ ที่ฝึกฝนผิวหนังและเนื้อเยื่อจนเหนียวแน่นเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานหมัดหนักพิเศษของหลินหมิงได้

เมื่อเห็นหวังอี้เการ่วงลงพื้นเหมือนหมูตาย ผู้คนรอบข้างต่างอึ้งจนพูดไม่ออก หวังอี้เกาประกาศกร้าวว่าจะล้มหลินหมิงในสามกระบวนท่า แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม หวังอี้เกาถูกหลินหมิงล้มลงในสามกระบวนท่า!!

การปะทะทั้งสามกระบวนท่านี้ หลินหมิงชนะขาดลอยทุกท่า หากไม่ใช่เพราะหวังอี้เกาสวมเกราะอ่อน เกรงว่าคงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว นี่ไม่เหมือนการประลองของระดับหนึ่งกับระดับสองเลย กลับกันยังจะดูเหมาะสมกว่า!

"ท่านผู้เฒ่าหลิว ท่านดูสิว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?"

ในช่วงกลางของการประลอง บนลานกว้างก็มีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ผู้นี้เมื่อสมัยหนุ่มเคยถึงขั้นฝึกกายระดับที่ห้าฝึกกระดูก ห่างจากขั้นรวมชีพจรเพียงก้าวเดียว ทว่าสุดท้ายท่านผู้เฒ่าหลิวก็ไม่อาจข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

นักสู้ขั้นฝึกกระดูกมีอายุขัยเท่ากับคนทั่วไป ร่างกายไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลาได้ ตอนนี้ท่านผู้เฒ่าหลิวอายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว แม้จะไม่มีกำลังในการต่อสู้ แต่สายตายังคงเฉียบคม

ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เด็กหนุ่มคนนี้มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด!"

นักสู้มักพูดถึงพรสวรรค์ระดับหนึ่ง ระดับสอง ที่จริงแล้วหมายถึงความเร็วและความยากง่ายของร่างกายในการดูดซับปราณแท้ ยิ่งดูดซับได้เร็ว พรสวรรค์ก็ยิ่งสูง

ทว่าพละกำลังของร่างกายนรพรรณกลับไม่ได้รวมอยู่ในระดับพรสวรรค์ เพราะคนส่วนใหญ่ก่อนจะฝึกวิชามีพละกำลังพอๆ กัน จุดเริ่มต้นจึงเท่ากัน

แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด กระทั่งมีแรงมากกว่าคนทั่วไปสิบเท่าหรือสิบกว่าเท่า!

เมื่อแรงเยอะ ความเร็วก็มักจะไวตามไปด้วย เมื่อต่อสู้ย่อมได้เปรียบ

ทว่านักสู้ประเภทนี้มีจำนวนน้อยยิ่งนัก อีกทั้งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอไป เพราะยิ่งฝึกฝนระดับสูงขึ้น ปราณแท้ก็ยิ่งสำคัญ พละกำลังของร่างกายที่มีผลต่อการต่อสู้ก็จะลดน้อยลงตามลำดับ

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง..." ผู้ที่ยืนฟังอยู่ต่างพากันพยักหน้า คำอธิบายนี้ดูสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

หลินหมิงเก็บมีดสั้นขึ้นมา ก้าวเดินเข้าไปหาหวังอี้เกาทีละก้าว ในตอนนี้หวังอี้เกาสภาพดูไม่ได้ เสื้อผ้าถูกกรีดเป็นแถบๆ กระอักเลือดออกมา ใบหน้าเปรอะเปื้อนดิน หวังอี้เกาในตอนนี้อยากจะเอาหัวโหม่งตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด วันนี้เขาเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง เกรงว่าจะกลายเป็นตัวตลกในวงการบุตรหลานเสเพลของเมืองเทียนอวิ๋นไปตลอดกาล

หลินหมิงกล่าวว่า "เมื่อครู่เจ้าพูดเอง พันตำลึงทอง จ่ายเงินมา"

มารดามันเถอะ!

เมื่อได้ยินประโยคนี้ หวังอี้เกาแทบจะกระอักเลือดออกมาอีกคำ

มารดามันเถอะ ตนเองหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ แปดร้อยตำลึงดันบอกเป็นพันตำลึง! แม้เขาจะเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ แต่การจะเอาทองคำพันตำลึงออกมาก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย!

วันนี้เป็นวันที่แย่ที่สุดและลืมไม่ลงที่สุดในชีวิตเขาแน่นอน ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ หวังอี้เกาไม่อาจบิดพลิ้วได้เลย อีกทั้งเพราะเป็นการประลองวรยุทธ์ ในภายหน้าเขาก็ไม่สามารถคิดล้างแค้นได้ มิฉะนั้นจะถูกผู้คนหัวเราะเยาะ นอกจากจะแอบลงมือในที่ลับ

"เงิน เอาเงินมา!" หวังอี้เกาตะโกนใส่กลุ่มลูกน้องของเขา! วันนี้เขายอมรับความพ่ายแพ้ แต่นี่ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เขาสาบานว่าจะสับหลินหมิงเป็นหมื่นๆ ชิ้น!

กลุ่มคนเหล่านั้นต่างตกตะลึงในความสามารถของหลินหมิง ต่อให้พวกเขาทั้งหกคนรุมพร้อมกัน ก็ใช่ว่าจะชนะได้แน่นอน เจ้านี่เป็นแค่คนขั้นฝึกกายระดับหนึ่งจริงๆ หรือ?

"เสี่ยวตง เก็บเงิน" หลินหมิงกล่าว ทองคำพันตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ แม้หวังอี้เกาจะมีเงิน แต่ก็ไม่ได้พกเงินจำนวนมากขนาดนั้นติดตัว จึงต้องรวบรวมจากทุกคน

หลินเสี่ยวตงตั้งแต่เห็นหวังอี้เกากระอักเลือด ก็ตกอยู่ในอาการเหม่อลอยมาตลอด จนกระทั่งหลินหมิงเรียกเขา เขาจึงได้สติกลับมาพร้อมท่าทางที่เกินจริง บ้าไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม ถึงกับชนะจริงๆ หรือ?

แถมยังได้ทองมาถึงหนึ่งพันตำลึง นั่นคือหนึ่งพันตำลึงทองเชียวนะ! ทรัพย์สินทั้งหมดของหลินเสี่ยวตงมีเพียงสองร้อยกว่าตำลึงทอง ซื้อโสมโลหิตไปหนึ่งต้นก็หายไปเกินครึ่งแล้ว!

เมื่อเห็นตั๋วเงินทองคำใบเล็กใบใหญ่ถูกส่งมาถึงมือ สีหน้าของหลินเสี่ยวตงเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นความดีใจอย่างที่สุด และจากดีใจอย่างที่สุดกลายเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ดวงตาของเขาแต่เดิมก็ไม่ได้ใหญ่นัก เมื่อยิ้มเช่นนี้จึงแทบจะหาไม่เจอ

"ฮ่าๆ รวยแล้วๆ เกรงใจจริงๆ เกรงใจเกินไปแล้ว ข้าจะพูดอะไรได้เล่า? ขอบพระคุณในความใจกว้างของทุกท่านเหลือเกิน รู้ว่าพวกเราลำบาก อุตส่าห์ดั้นด้นมาส่งเงินให้พวกเราใช้ถึงที่ ขอบคุณนะ"

"โดยเฉพาะน้องชายอี้เกาผู้สูงส่ง แปดร้อยตำลึงยังเห็นว่าไม่พอ ต้องให้ถึงพันตำลึง น้ำใจนี้ข้าขอเป็นตัวแทนราษฎรขอบคุณเจ้า"

เมื่อได้ยินคำพูดประชดประชันของหลินเสี่ยวตง โดยเฉพาะคำว่า "อี้เกาผู้สูงส่ง" หวังอี้เกาที่บาดเจ็บอยู่แล้วก็รู้สึกขมปร่าที่ลำคอ กระอักเลือดออกมาคำหนึ่งทันที เมื่อก่อนเขาเคยบอกว่าหากภายในสามกระบวนท่าล้มหลินหมิงไม่ได้ เขาจะเขียนชื่อกลับหลัง

มารดามันเถอะ!

หวังอี้เกาแค้นจนกัดฟันกรอด ส่วนคนอื่นๆ สีหน้าก็แย่ถึงขีดสุด แต่หลินเสี่ยวตงคนนี้เป็นพวกประเภทที่น่าหมั่นไส้จนคนอยากตาย หลังจากเก็บตั๋วเงินครบแล้ว เขาก็ถ่มน้ำลายใส่มืออย่างเว่อร์วัง แล้วเริ่มนับตั๋วเงินทีละใบ

"ยี่สิบ สามสิบ ห้าสิบ หนึ่งร้อย หนึ่งร้อยห้าสิบ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบ..."

ตั๋วเงินปึกหนา หลินเสี่ยวตงนับไปสามรอบ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "แปดร้อยห้าสิบตำลึง ยังขาดอีกร้อยห้าสิบตำลึง ข้าว่าพวกเจ้าก็เป็นคนมีเงินไม่ใช่หรือ ทำไมแค่เงินนิดเดียวถึงรวบรวมไม่ได้"

เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเสี่ยวตง หวังอี้เกาแทบจะกระอักเลือดอีกรอบ เขาสีหน้ามืดมน สะบัดมือขวาออกไป ท่ามกลางเสียง "ติ้ง" ที่แหลมใส กระบี่ยาวปักลงบนอิฐพื้นลานกว้าง "กระบี่ชิงเฟิง ร้านอาวุธที่ไหนก็ขายได้สองร้อยตำลึงทอง พวกเราไป!"

หกคนมาเพื่อแก้แค้นและเหยียบย่ำคนอื่น ผลคือทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงกระบี่ในมือต้องทิ้งไว้ หวังอี้เกาไม่เคยอับอายขายหน้าเช่นนี้มาก่อน!

เมื่อหลินเสี่ยวตงเห็นกระบี่ชิงเฟิงเล่มนี้ ก็ยิ้มแก้มปริทันที เขามีความรู้เรื่องกระบี่อยู่บ้าง กระบี่เล่มนี้ไม่ใช่ของธรรมดาจริงๆ ดีกว่าเล่มของเขาเองไม่รู้กี่เท่า

หลินหมิงกล่าวว่า "กระบี่เล่มนี้ถ้าเจ้าชอบก็เอาไปเถอะ"

หลินเสี่ยวตงกล่าวว่า "ทำอย่างนั้นได้อย่างไร พี่หมิงท่านเองยังไม่มีอาวุธเลย"

หลินหมิงกล่าวว่า "ข้าใช้หมัดก็ได้แล้ว ชั่วคราวนี้ยังไม่ต้องการอาวุธ รอวันหน้าข้าจะหาอาวุธที่เหมาะมือ กระบี่ชิงเฟิงนี้แม้จะคม แต่ตัวกระบี่เบาเกินไป ไม่เหมาะกับข้า"

หลินเสี่ยวตงนึกถึงหมัดที่ดุดันสุดท้ายของหลินหมิง ก็รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ กระบี่เล่มนี้อยู่ในมือหลินหมิงคงไม่ถนัดนัก

"ตกลง กระบี่เล่มนี้ข้าเอาล่ะนะ แต่ว่าไป พี่หมิงท่านก็ดุดันเกินไปแล้ว เมื่อก่อนข้าไม่ยักษ์รู้เลย" ตั้งแต่หลินหมิงฝึกวรยุทธ์ หลินเสี่ยวตงยังไม่เคยเห็นหลินหมิงลงมือจริงๆ จังๆ ไม่คิดว่าหลินหมิงจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เขาคิดเพียงว่านี่เป็นผลมาจากความพยายามของหลินหมิง

หลินหมิงกล่าวว่า "หวังอี้เกาฝีมือยังไม่ถึงขั้น เพิ่งจะเข้าสู่ระดับที่สอง และพื้นฐานไม่มั่นคงอย่างยิ่ง ระดับพลังของเขาอาจจะใช้ยาถมขึ้นมา ทักษะยุทธ์ก็ไม่ได้ร้ายกาจอะไร ชนะเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เป้าหมายแรกของข้าคือจูเอี๋ยน"

จูเอี๋ยนต่างจากหวังอี้เกา เขามีพลังแข็งแกร่ง พื้นฐานแน่นหนา พรสวรรค์ระดับสี่จะดูเบาไม่ได้ อีกทั้งการฝึกฝนก็นับว่าขยันขันแข็ง หลินหมิงในตอนนี้ยังห่างชั้นนัก

หลินหมิงรับตั๋วเงินมา แล้วแยกออกมาปึกหนึ่งโดยไม่ได้นับ ยื่นให้หลินเสี่ยวตงโดยตรง "พวกนี้เจ้าเอาไปใช้เถอะ"

"ทำอะไรน่ะ เงินนี่ท่านหามาได้ กระบี่ข้าก็รับไว้แล้ว ทองพวกนี้ให้ข้าไปข้าก็ไม่ได้ใช้หรอก การฝึกของข้าเดือนหนึ่งใช้สิบตำลึงทองก็เต็มที่แล้ว"

หลินหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ดึงดันต่อ แล้วเก็บตั๋วเงินเข้าในอกเสื้อ ระหว่างเขากับหลินเสี่ยวตงนั้นไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกกันชัดเจนนัก

"ตกลง พวกเราไปกันเถอะ ไปงานแลกเปลี่ยนกัน"

"ใช่! ฮ่าๆ ถ้าท่านไม่พูดข้าลืมไปเลย งานแลกเปลี่ยน! คราวนี้มีทุนแล้ว เงินพวกเรารวมกันมีถึงหนึ่งพันตำลึง หนึ่งพันตำลึง มารดามันเถอะ ข้าโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้เลย ต้องไปลุยให้เต็มที่สักตั้ง!"

...

จบบทที่ 6 - สู้ด้วยมือเปล่า

คัดลอกลิงก์แล้ว