- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 1 - หลินหมิง
1 - หลินหมิง
1 - หลินหมิง
1 - หลินหมิง
สำนักชีเสวียนตั้งอยู่ในเมืองเทียนอวิ๋น เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนอวิ๋น อิงพิงอยู่กับภูเขาต้าโจว เป็นสำนักเพียงแห่งเดียวในอาณาจักรเทียนอวิ๋นที่จัดตั้งขึ้นโดย "หุบเขาเจ็ดลี้" ซึ่งเป็นสำนักวิทยายุทธ์ที่มีการสืบทอดมายาวนานถึงหกร้อยปี
ในฐานะที่เป็นสำนักของขุมอำนาจใหญ่ สำนักชีเสวียนจึงมีการสืบทอดวิทยายุทธ์มากมาย และมียอดฝีมือสายวิทยายุทธ์มาพำนักเพื่อสั่งสอน แน่นอนว่าที่นี่จึงกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจของคนหนุ่มสาวทุกคนในอาณาจักรเทียนอวิ๋นที่มีความปรารถนาจะฝึกยุทธ์ และในขณะเดียวกัน เกณฑ์การรับสมัครศิษย์ของสำนักชีเสวียนก็สูงมากเช่นกัน หากจะบรรยายว่าเป็นการคัดเลือกหนึ่งในหมื่นก็คงไม่เกินความจริงนัก
ในฤดูร้อนอันอบอ้าว ณ เชิงเขาต้าโจว บนลานหญ้ากลางป่า เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง ใช้ผ้าพันหมัดทั้งสองข้าง เปลือยท่อนบนยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ขนาดคนโอบ เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ลำต้นอย่างหนักหน่วงครั้งแล้วครั้งเล่า
"ปัง!"
"ปัง!"
เสียงทึบหนักก้องกังวานไปทั่วป่า เปลือกของต้นไม้ใหญ่ที่ถูกกระแทกยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด เผยให้เห็นเนื้อไม้สีขาวอมเทาที่มีรอยเลือดติดอยู่ประปราย
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่าหลินหมิง เขามีพรสวรรค์ทางวิทยายุทธ์ระดับสาม
ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น ครึ่งหนึ่งของประชากรไม่มีพรสวรรค์ทางวิทยายุทธ์เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์โดยสิ้นเชิง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือนั้น กว่าแปดในสิบส่วนมีพรสวรรค์ระดับหนึ่ง ต่อให้ฝึกยุทธ์ไปก็ไม่มีทางก้าวหน้า ส่วนที่เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนนั้น ประมาณเก้าในสิบส่วนมีพรสวรรค์ระดับสอง หากพากเพียรฝึกฝนก็พอจะมีความสำเร็จอยู่บ้าง แต่หากคิดจะกลายเป็นยอดฝีมือทางมรรคาแห่งยุทธ์นั้นความหวังช่างริบหรี่
พรสวรรค์ระดับสามของหลินหมิงเรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม นับได้ว่าหาได้ยากในระดับหนึ่งในร้อย ทว่าด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ หากจะเข้าสำนักชีเสวียนก็ยังถือว่าขาดไปอีกไม่น้อย!
หลินหมิงรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี ประจวบเหมาะกับเด็กสาวผู้งดงามที่เติบโตและฝึกฝนมาพร้อมกับเขาอย่างหลานอวิ๋นเยว่ก็มีพรสวรรค์ระดับสามเช่นเดียวกับหลินหมิง ทั้งสองจึงได้นัดหมายกันว่าจะไปสอบเข้า "สำนักเทียนอวิ๋น” ซึ่งมีเกณฑ์ต่ำกว่าสำนักชีเสวียนอยู่พอสมควร
สำนักเทียนอวิ๋นขึ้นตรงกับอาณาจักรเทียนอวิ๋น ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบันเพียงแปดสิบปีเท่านั้น เคล็ดวิชา การสืบทอด และพื้นฐานยังจำกัดอยู่มาก ทว่าเคล็ดวิชาและการสืบทอดวิทยายุทธ์นั้นมีความสำคัญต่อผู้ฝึกยุทธ์เป็นอย่างยิ่ง หากปราศจากเคล็ดวิชาที่ดี การจะบรรลุช่วงฝึกกายา รวบรวมเส้นชีพจรเพื่อก้าวไปสู่ขอบเขตวิทยายุทธ์ที่สูงขึ้นนั้นยากเย็นเข็ญใจราวกับจะปีนป่ายขึ้นสู่ท้องฟ้า
ขอบเขต "รวมชีพจร" คือขอบเขตที่ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากใฝ่ฝัน และเป็นจุดแบ่งแยกจุดแรกบนเส้นทางแห่งมรรคาแห่งยุทธ์ เมื่อเข้าสู่ขอบเขตรวมชีพจรแล้ว อายุขัยของผู้ฝึกยุทธ์จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งยังสามารถได้รับแต่งตั้งเป็นชนชั้นสูง มีเสื้อผ้าอาภรณ์และอาหารการกินที่สมบูรณ์ไปตลอดชีวิต และยังเป็นมงคลแก่ลูกหลานอีกด้วย
ในด้านการบ่มเพาะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวมชีพจรนั้น สำนักเทียนอวิ๋นยังล้าหลังสำนักชีเสวียนอยู่มาก
หลินหมิงมีใจมุ่งมั่นต่อวิทยายุทธ์ ย่อมฝันที่จะได้เข้าสำนักชีเสวียนเช่นกัน หากพรสวรรค์ไม่เพียงพอ ก็ทำได้เพียงอาศัยความพากเพียรและมานะเพื่อจูงใจผู้คุมสอบ ทว่าความหวังก็ไม่ได้มีมากนัก และหากสอบเข้าสำนักล้มเหลว ก็จะต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งปีเพื่อรอคอยครั้งต่อไป สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว เวลาก็มีค่ามหาศาลเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ประกอบกับเหตุผลทางด้านหลานอวิ๋นเยว่ หลินหมิงจึงตัดสินใจที่จะเข้าสำนักเทียนอวิ๋น
หลินหมิงและหลานอวิ๋นเยว่ฝึกฝนและเที่ยวเล่นมาด้วยกันหลายปี แม้จะยังเยาว์วัยจนยังไม่ถึงขั้นพูดคุยเรื่องตบแต่ง แต่ระหว่างทั้งสองก็มีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเลือนราง ส่วนพ่อแม่ของหลินหมิงเองก็เอ็นดูหลานอวิ๋นเยว่เป็นอย่างมาก มักจะเรียกหลานอวิ๋นเยว่มากินข้าวที่บ้านบ่อยครั้ง
หลินหมิงและหลานอวิ๋นเยว่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันเสมอมา ระหว่างทั้งสองเหลือเพียงกระดาษหน้าต่างบางๆ เพียงแผ่นเดียวที่กั้นอยู่ รอเพียงให้ทั้งคู่เติบโตขึ้นอีกนิดก็จะแทงกระดาษแผ่นนี้ให้ทะลุไป
หลินหมิงให้ความสำคัญกับคำสัญญาของทั้งสองมาก เขาตั้งมั่นว่า ต่อให้เป็นในสำนักเทียนอวิ๋น เขาก็จะพุ่งชนขอบเขตรวมชีพจรให้ได้!
ทว่าในวันที่สอบเข้าสำนักเทียนอวิ๋น หลานอวิ๋นเยว่กลับไม่ปรากฏตัว
คราแรกหลินหมิงคิดว่าหลานอวิ๋นเยว่อาจจะมาไม่ได้เพราะธุระบางอย่าง ทว่าภายหลังเขาจึงได้รู้ว่า หลานอวิ๋นเยว่ได้เข้าสู่สำนักชีเสวียนไปแล้ว และผู้ที่สนับสนุนส่งนางเข้าเป็นศิษย์สำนักชีเสวียนก็คือคุณชายอัจฉริยะแห่งตระกูลจู ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงซาง นามว่าจูเอี๋ยน
แม้หลินหมิงจะมีอายุเพียงสิบห้าปี แต่เขาก็ติดตามพ่อแม่ตะลอนไปทั่วมาตั้งแต่เด็ก ความคิดอ่านจึงเติบโตกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันมาก เขารู้ดีว่าการที่จูเอี๋ยนสนับสนุนหลานอวิ๋นเยว่ให้เข้าสำนักชีเสวียนนั้นหมายความว่าอย่างไร
บุตรหลานตระกูลใหญ่เช่นตระกูลจู การเลือกภรรยาไม่เพียงแต่ต้องดูหน้าตาและกิริยาเท่านั้น แต่ยังต้องดูพรสวรรค์ทางวิทยายุทธ์ด้วย เพราะทายาทที่มีพรสวรรค์สูงก็มีโอกาสเกิดอัจฉริยะได้มาก หลานอวิ๋นเยว่แม้จะมีภูมิหลังธรรมดา แต่พรสวรรค์ระดับสามขั้นสูงในหมู่เด็กสาวนั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
แม้ตระกูลจูจะหาผู้ที่มีพรสวรรค์สูงกว่านี้ได้ แต่หลานอวิ๋นเยว่เองก็มีความงดงามและกิริยาโดดเด่น ดังนั้น การที่จูเอี๋ยนจะชอบพอนางจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา
สำหรับหลานอวิ๋นเยว่แล้ว ระหว่างสำนักชีเสวียนกับสำนักเทียนอวิ๋นนั้น ไม่ว่าจะเป็นโอกาส เกียรติยศ และความสำเร็จที่อาจได้รับในภายหน้า ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมชีพจรที่จะช่วยยืดเยื้อวัยเยาว์ออกไปได้อีกหลายสิบปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงสาวไม่สามารถปฏิเสธได้
เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งล่อใจเช่นนี้ เกรงว่าไม่ใช่เพียงหลานอวิ๋นเยว่เท่านั้น แต่อาจเป็นหญิงสาวส่วนใหญ่ที่เลือกจูเอี๋ยนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะตัวจูเอี๋ยนเองก็มีหน้าตาไม่เลว ทั้งฐานะตระกูลและอนาคตยังเหนือกว่าหลินหมิงอย่างเทียบไม่ติด
แม้ในใจจะเข้าใจดี แต่จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อหลินหมิงเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เขาขังตัวเองอยู่ในห้องถึงสามวัน หลังจากผ่านไปสามวัน เขาจึงก้าวออกจากห้อง กินข้าว นอนหลับ และฝึกฝน ซึ่งการฝึกฝนนั้นยังตรากตรำยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก
ก่อนที่หลานอวิ๋นเยว่จะจากเขาไป เขาก็ตั้งมั่นที่จะทะลวงขอบเขตรวมชีพจรเพื่อมุ่งสู่ขอบเขตยุทธ์ที่สูงยิ่งขึ้นอยู่แล้ว ยามนี้หลินหมิงก็ยังคงเป็นเช่นเดิม หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ในใจเขายังมีความกังวลอยู่บ้าง เช่นนั้นหลังจากหลานอวิ๋นเยว่จากไปแล้ว กลับยิ่งทำให้จิตใจที่มุ่งมั่นต่อวิทยายุทธ์ของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เขาตัดสินใจเปลี่ยนไปสอบเข้าสำนักชีเสวียน แม้ว่ากระบวนการนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามก็ตาม
"ปัง!" "ปัง!" เสียงทึบหนักจากหมัดที่กระทบลำต้นไม้ยังคงก้องกังวานในป่า ต้นไม้ชนิดนี้มีนามว่า"ไม้เหล็ก" ไม่เพียงแต่เปลือกไม้จะเหนียวแน่นเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการสมานตัวที่แข็งแกร่งมาก ผู้เริ่มฝึกวิทยายุทธ์จำนวนมากมักจะเลือกไม้เหล็กชนิดนี้ในการฝึกพละกำลัง
หลินหมิงไม่รู้ว่าเหวี่ยงหมัดออกไปกี่ครั้ง จนในที่สุดเขาก็สิ้นสิ้นเรี่ยวแรงทั้งหมด เขาพยุงลำต้นไม้แล้วนั่งลงบนก้อนหิน หยิบสมุนไพรออกมาจากห่อผ้าที่วางอยู่บนพื้น หลังจากบดจนละเอียดแล้วจึงทาลงบนหมัดที่เต็มไปด้วยบาดแผล ผู้ฝึกยุทธ์จำเป็นต้องใช้สมุนไพรรักษาธาตุร่างกายอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะทิ้งบาดแผลเรื้อรังเอาไว้ เมื่อบาดแผลเรื้อรังสะสมมากขึ้น ก็อาจทำให้พิการหรือแม้แต่เสียชีวิตได้
สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อว่า"หญ้าลวดเหล็ก" ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะน้ำสีเขียวที่คั้นออกมาจากหญ้าลวดเหล็กนั้น แม้จะมีสรรพคุณในการรักษาบาดแผล แต่เมื่อราดลงบนแผลแล้วจะรู้สึกเหมือนถูกแปรงลวดเหล็กขูด เจ็บปวดเจียนขาดใจ
หลินหมิงกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น เขาหยิบผ้าขาวผืนใหม่จากห่อผ้ามาพันหมัดไว้รอบแล้วรอบเล่า
อันที่จริง มีสมุนไพรที่ได้ผลดีกว่าหญ้าลวดเหล็ก ทั้งยังมีฤทธิ์อ่อนโยน ไม่เจ็บไม่แสบอยู่มากมาย แต่ทั้งหมดล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว ซึ่งฐานะทางบ้านของหลินหมิงไม่สามารถแบกรับไหว
พ่อแม่ของหลินหมิงประกอบกิจการโรงเตี๊ยมที่มีขนาดไม่เลวนักในเมืองชิงซาง ทรัพย์สินของโรงเตี๊ยมนี้ไม่ได้เป็นของพ่อแม่หลินหมิง แต่เป็นของตระกูลหลินแห่งเมืองชิงซาง
แม้หลินหมิงจะใช้นามสกุลหลินเหมือนกัน แต่เขาก็ห่างเหินกับตระกูลหลินสายหลักมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ตระกูลสายหลักได้มอบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้ญาติห่างๆ สายรองดูแล พ่อแม่ของหลินหมิงบริหารโรงเตี๊ยมนี้โดยได้รับรายได้คงที่และส่วนแบ่งส่วนหนึ่งต่อปี รายได้นี้ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับครอบครัวทั่วไป ใช้ชีวิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่หากจะนำมาใช้เพื่อให้หลินหมิงฝึกยุทธ์นั้นถือว่าฝืดเคืองยิ่งนัก
เดิมทีพ่อแม่ของหลินหมิงหวังว่าเขาจะสืบทอดกิจการ เป็นเถ้าแก่ดูแลโรงเตี๊ยม ทว่าเมื่อเห็นหลินหมิงมีใจมุ่งมั่นต่อวิทยายุทธ์ จึงได้นำเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวออกมาซื้อสมุนไพรรักษาบาดแผลให้กับหลินหมิง
ยามนี้ เงินเก็บในบ้านค่อยๆ ร่อยหรอไปทีละน้อย ทว่าหลินหมิงยังคงหยุดอยู่ที่การฝึกกายาขั้นที่หนึ่ง
ช่วงฝึกกายาคือระยะแรกของการฝึกยุทธ์ เป็นการนำพลังปราณแท้มาขัดเกลาร่างกาย โดยมีทั้งหมดหกขั้น ได้แก่ ขั้นที่หนึ่งฝึกกำลัง ขั้นที่สองฝึกกล้ามเนื้อ ขั้นที่สามฝึกอวัยวะภายใน ขั้นที่สี่ผลัดเอ็น ขั้นที่ห้าขัดกระดูก และขั้นที่หกซึ่งก็คือรวมชีพจร หลังจากนั้นผู้ฝึกยุทธ์จึงจะก้าวเข้าสู่ช่วงรวมพลังปราณ
หลังจากทาแผลด้วยน้ำหญ้าลวดเหล็กเสร็จสิ้น หลินหมิงก็พักผ่อนไปครึ่งชั่วยามเพื่อให้บาดแผลดูดซับตัวยาได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เขากำลังลุกขึ้นเพื่อเตรียมจะฝึกหมัดต่อ เด็กหนุ่มที่มีรูปร่างอ้วนท้วน ในมือถือกระบี่ประณีตเล่มหนึ่งก็เดินออกมาจากป่า เมื่อเขาเห็นหลินหมิงก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า "พี่หมิง วันนี้เป็นวันเปิดรับสมัครสอบเข้าสำนักชีเสวียน ท่านคงไม่ได้ลืมหรอกนะ ยังฝึกหมัดอยู่ที่นี่อีกหรือ?"
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่าหลินเสี่ยวตงอายุเยาว์กว่าหลินหมิงเล็กน้อย เขาเติบโตมาพร้อมกับหลินหมิงตั้งแต่เล็ก เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก
อันที่จริงหลินเสี่ยวตงเป็นทายาทสายตรงของตระกูลหลิน ทว่าแม้จะเป็นทายาทสายตรง แต่ในตระกูลก็ยังมีลำดับชนชั้นสูงต่ำ หลินเสี่ยวตงจัดอยู่ในกลุ่มท้ายๆ พ่อแม่ของหลินเสี่ยวตงก็ทำธุรกิจเช่นกัน และอยู่ใกล้กับบ้านของหลินหมิงมาก
หลินหมิงเหลือบมองหลินเสี่ยวตงแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปทางตอไม้ แล้วกล่าวว่า "คนที่ไปสมัครตอนเริ่มแรกมีมากนัก หากไปเข้าแถวคงต้องเสียเวลาไปหนึ่งหรือสองชั่วยาม การไปยืนรอเฉยๆ ก็เป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์"
"ปัดโธ่เอ๋ย แม้แต่เวลาแค่นี้ท่านก็ไม่ยอมปล่อยไป ท่านจะไม่เกินไปหน่อยหรือ" หลินเสี่ยวตงกล่าวอย่างเกินจริงเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้ตอไม้ เห็นรอยหมัดและคราบเลือดบนตอไม้นั้น แล้วมองไปยังมือของหลินหมิงที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า "ท่านนี่บ้าจริงๆ ไม้เหล็กยังถูกท่านต่อยจนเป็นสภาพนี้ ฝึกแบบนี้หากอาศัยเพียงหญ้าลวดเหล็ก มือของท่านต้องทิ้งรอยแผลไว้แน่ ดีไม่ดีจะพิการเอาได้!"
หลินหมิงไม่พูดอะไร เส้นทางฝึกยุทธ์คือการแย่งชิงวาสนากับสวรรค์ ด้วยพรสวรรค์ระดับสามของเขา การจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมชีพจรขั้นที่หกนั้นยากเย็นนัก หากยามเยาว์วัยไม่ทุ่มเท ย่อมไม่มีหวังอย่างเด็ดขาด หากทุ่มเทไปแล้ว แม้จะสะสมบาดแผลเรื้อรังจนพิการได้ แต่ก็อาจจะประสบความสำเร็จก่อนที่บาดแผลเรื้อรังจะกำเริบ เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมชีพจรได้สำเร็จ ปราณแท้จะขัดเกลาร่างกาย บาดแผลเรื้อรังเหล่านั้นก็จะเลือนหายไปเอง
สำหรับหลินหมิงแล้ว นี่คือการต่อสู้ที่ไร้ทางถอย และเป็นการเดิมพันด้วยชีวิต
หลินเสี่ยวตงถอนหายใจยาว หยิบห่อผ้าออกมาจากอกเสื้อ ค่อยๆ เปิดออกทีละชั้นแล้วกล่าวว่า "พี่หมิง สิ่งนี้ให้ท่าน"
หลินหมิงหันไปมอง เห็นโสมโลหิตที่มีสีแดงสดดุจโลหิตนอนนิ่งอยู่ในห่อผ้า โสมโลหิตต้นนี้ดูแล้วมีอายุอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี เป็นยาล้ำค่าสำหรับบำรุงแผลและบำรุงเลือด ใช้เพียงแผ่นบางๆ ครั้งเดียวก็เพียงพอ ทั้งยังมีฤทธิ์อ่อนโยนและพลังยาที่แข็งแกร่ง เพียงโสมต้นนี้ก็มีมูลค่าอย่างน้อยหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงทอง ซึ่งเท่ากับรายได้ทั้งปีของครอบครัวหลินหมิง
หลินหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "โสมโลหิตนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้"
ความเป็นพี่น้องก็ส่วนพี่น้อง แต่โสมโลหิตนี้ล้ำค่าเกินไป ครอบครัวหลินเสี่ยวตงเป็นเพียงกลุ่มท้ายๆ ของทายาทสายตรง แม้ฐานะจะดีกว่าบ้านหลินหมิงมาก แต่หากจะนำมาใช้เพื่อให้หลินเสี่ยวตงฝึกยุทธ์ก็คงไม่ได้เหลือเฟือขนาดนั้น
ทว่าหลินเสี่ยวตงกลับยัดโสมโลหิตใส่มือหลินหมิงอย่างหนักแน่น แล้วกล่าวว่า "โสมโลหิตนี้ซื้อมาให้ท่านโดยเฉพาะ การฝึกยุทธ์ของข้านั้นสามวันดีสี่วันไข้ บาดแผลเรื้อรังบนร่างก็มีเพียงน้อยนิด การใช้สิ่งนี้ถือเป็นการสิ้นเปลือง หากท่านไม่ใช้ ข้าก็คงซื้อมาเสียเปล่า หากท่านยังผลักไสกลับมาอีกก็คงไม่มีความหมายแล้ว อันที่จริงท่านพ่อก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับข้าไว้สูงนัก เพียงหวังว่าในชั่วชีวิตนี้ข้าจะรักษาฐานะทายาทสายตรงของตระกูลหลินไว้ได้ ไม่ให้รุ่นต่อไปต้องสูญเสียตำแหน่งนี้ไปก็พอแล้ว"
หลินหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เก็บโสมโลหิตไว้ แล้วกล่าวว่า "ตกลง โสมโลหิตนี้ข้ารับไว้ เห็นแก่โสมต้นนี้ ข้าจะต้องทะลวงขอบเขตรวมชีพจรให้ได้"
"ฮ่าๆ แบบนี้สิถึงจะเป็นคำพูดของท่าน! ไม่เพียงแต่ต้องทะลวงขอบเขตรวมชีพจรให้ได้เท่านั้น แต่ยังต้องจัดการเจ้าจูเอี๋ยนนั่นให้หมอบด้วย เจ้าลูกสุนัขนั่น ข้าเขม่นหน้ามันมานานแล้ว!"
จูเอี๋ยนหรือ... หลินหมิงผ่อนลมหายใจเบาๆ พรสวรรค์ของตนเองนั้นไม่เลว แต่พรสวรรค์ของจูเอี๋ยนนั้นถือว่าอยู่ในระดับสุดยอด จูเอี๋ยนถูกรับเข้าสำนักชีเสวียนไปนานแล้ว ทั้งยังเป็นศิษย์ระดับสูงใน "เรือนสวรรค์“ มีฐานพลังบรรลุถึงขั้นฝึกกายาขั้นที่สามช่วงปลาย
ถึงจะเป็นเช่นนั้น หลินหมิงก็ยังคงตั้งเป้าหมายที่จะก้าวข้ามจูเอี๋ยน ไม่ใช่เพราะหลานอวิ๋นเยว่ แต่เพราะเส้นทางแห่งมรรคาแห่งยุทธ์จำเป็นต้องก้าวผ่านอุปสรรคแล้วอุปสรรคเล่า ปีนป่ายข้ามภูเขาสูงลูกแล้วลูกเล่า แม้ว่าในชาตินี้เขาอาจต้องใช้เวลาสิบกว่าปี หรืออาจจะหลายสิบปีเพื่อไล่ตามจูเอี๋ยนให้ทันก็ตาม!
...
ณ เชิงเขาต้าโจว มีกลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่ทอดยาวถึงยี่สิบลี้ ที่นี่คือที่ตั้งของสำนักชีเสวียนและสำนักเทียนอวิ๋น วันนี้เป็นวันรับสมัครสอบเข้าสำนักชีเสวียน บนลานหน้าประตูใหญ่ของสำนักชีเสวียนมีฝูงชนแออัดเบียดเสียดยัดเยียด
หลินหมิงและหลินเสี่ยวตงได้จงใจถ่วงเวลาไว้แล้ว ทว่าเมื่อเดินมาถึงลานกว้าง พวกเขาก็พบว่าตนเองยังประเมินจำนวนผู้สมัครต่ำไป ผู้สมัครเข้าแถวแบ่งเป็นสามสาย แต่ละสายยาวหลายสิบเมตร หากเข้าแถวรอเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามกว่าๆ
"รอเถอะ" หลินเสี่ยวตงถอนหายใจ และไปยืนต่อท้ายแถวอย่างเลี่ยงไม่ได้
"อืม" หลินหมิงพยักหน้า
"เอ๊ะ ทางโน้นคนน้อยมากเลยนะ" หลินเสี่ยวตงชี้ไปทางประตูเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล ที่นั่นมีคนอยู่เพียงไม่กี่คน และบนพื้นยังปูด้วยพรมแดง
"นั่นคือเขตชนชั้นสูง..." หลินหมิงสังเกตเห็นตัวอักษรที่เขียนบนป้าย
ในเมื่อสำนักชีเสวียนตั้งอยู่ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น ใช้ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพยากรของอาณาจักรเทียนอวิ๋น เช่นนั้นย่อมต้องให้เกียรติแก่ชนชั้นผู้มีอำนาจบ้างตามสมควร แม้แต่งานหลายอย่างในสำนักก็ยังมอบหมายให้ชนชั้นผู้มีอำนาจเป็นผู้จัดการ เช่น การรับสมัครเข้าเรียนในวันนี้
"ชิ" หลินเสี่ยวตงพึมพำอย่างไม่พอใจ ชนชั้นสูงจำเป็นต้องได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ เป็นเกียรติยศที่สืบทอดทางสายเลือด ตระกูลหลินแม้จะมีเงินทอง แต่ก็ไม่ใช่ชนชั้นสูง
หลินเสี่ยวตงกำลังจะก่นด่าพวกหนอนบ่อนไส้ที่เป็นชนชั้นสูงเพื่อความสบายใจ แต่ในขณะนั้นเอง ประตูก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มสองคนเดินออกมาจากประตู หนึ่งในนั้นสวมชุดสีฟ้า ที่เอวพกกระบี่ประณีต บนศีรษะสวมมงกุฎอัญมณีสีทอง มีหน้าตางดงามยิ่งนัก
หลินหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นชายผู้นี้ คนผู้นี้ก็คือจูเอี๋ยนนั่นเอง
บุตรสาวตระกูลจูตบแต่งเข้าสู่ราชวงศ์ กลายเป็นพระสนมเอกของฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้ตระกูลจูจึงกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองชิงซางอย่างไร้ข้อกังขา และได้รับแต่งตั้งเป็นชนชั้นสูง ด้วยเหตุนี้จูเอี๋ยนจึงมีความสามารถที่จะส่งหลานอวิ๋นเยว่เข้าสู่สำนักชีเสวียนได้
"บัดซบ วันนี้ออกจากบ้านลืมดูฤกษ์ยาม เจอภูตผีเข้าให้แล้ว" หลินเสี่ยวตงพึมพำอย่างหัวเสีย
จูเอี๋ยนเดินเคียงข้างมากับชายหนุ่มผู้นั้น มีผู้ติดตามหลายคนรอยู่นอกเขตชนชั้นสูงและเดินตามหลังทั้งสองคนไป ดูจากท่าทางแล้ว จูเอี๋ยนคงจะพาชายหนุ่มผู้นั้นไปสมัครสอบ ทั้งสองเดินตรงมาทางหลินหมิง หากเดินต่อไปเช่นนี้ย่อมต้องเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน
ด้วยฐานะและพลังของหลินหมิง หากเผชิญหน้ากันก็อาจจะเสียเปรียบได้ ทว่าหลินหมิงก็ไม่ได้หลบเลี่ยง เขามองจูเอี๋ยนที่เดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง
จูเอี๋ยนชะงักเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นหลินหมิงและหลินเสี่ยวตง คราแรกเขาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว การเห็นหลินหมิงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง แม้เขาจะแย่งชิงหลานอวิ๋นเยว่มาได้แล้ว แต่นางกลับปฏิเสธการใกล้ชิดทุกอย่างก่อนการแต่งงาน เห็นได้ชัดว่าในใจของหลานอวิ๋นเยว่ยังคงมีหลินหมิงอยู่ ทั้งยังมีความรู้สึกผิดติดค้าง นางเลือกตนเพียงเพราะเรื่องของสำนักชีเสวียนเท่านั้น ไม่มีชายใดจะทนให้ภรรยาในอนาคตมีชายอื่นอยู่ในใจได้ จูเอี๋ยนก็เช่นกัน
"เจ้าชื่อหลินหมิงใช่หรือไม่? นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะตามมาถึงที่นี่ ด้วยฐานพลังฝึกกายาขั้นที่หนึ่ง คิดจะสอบเข้าสำนักชีเสวียนหรือ?"
วาจาของจูเอี๋ยนแฝงไปด้วยการเยาะเย้ยอย่างชัดเจน เขาจะไม่มีวันยอมให้หลินหมิงเข้าสู่สำนักชีเสวียนเด็ดขาด แม้ว่าพลังของหลินหมิงสำหรับเขาแล้วจะไม่คุ้มค่าแก่การกล่าวถึงก็ตาม ทว่าตราบใดที่หมอนี่อยู่ในสำนักชีเสวียนแม้เพียงวันเดียว การจะให้หลานอวิ๋นเยว่ลืมหลินหมิงไปก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
"ข้าจะสอบเข้าได้หรือไม่เป็นเรื่องของข้า ข้าไม่ได้ตามใครมาถึงที่นี่ ข้ามาที่สำนักชีเสวียนเพียงเพื่อแสวงหามรรคาแห่งยุทธ์ของข้าเท่านั้น"
"มรรคาแห่งยุทธ์หรือ? เจ้าเด็กที่มีพรสวรรค์เพียงระดับกลางๆ กล้าพูดเรื่องแสวงหามรรคาแห่งยุทธ์เชียวหรือ? ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!" เมื่อจูเอี๋ยนกล่าวถึงตรงนี้ ข้อนิ้วมือของเขาก็ส่งเสียงดัง "กร๊อบ" จากนั้นกระบี่ยาวที่เอวก็ราวกับมีจิตวิญญาณ พุ่งออกจากฝัก! จูเอี๋ยนคว้ากระบี่ฟันออกไปกลางอากาศ พร้อมกับเสียงกระบี่กรีดอากาศอย่างน่าสยดสยอง คลื่นพลังที่พอจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ตัดยอดต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปครึ่งหนึ่งในทันที
เมื่อสิ้นเสียงกิ่งไม้ใบไม้จำนวนมากร่วงหล่นลงพื้น ผู้คนโดยรอบต่างเบิกตากว้าง เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีอายุไล่เลี่ยกับจูเอี๋ยน แม้จะอ่อนกว่าก็เพียงไม่กี่ปี ทว่าระดับยุทธ์ของจูเอี๋ยนกลับทำให้พวกเขาเอื้อมไม่ถึง
จูเอี๋ยนฟาดฟันกระบี่นี้เพื่อข่มขวัญหลินหมิง ให้เขาได้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคนทั้งสอง "ข้ามีพรสวรรค์ระดับสี่ เริ่มฝึกยุทธ์ตอนอายุสิบสอง ใช้ยาอภิรมย์และโอสถทิพย์มานับไม่ถ้วน ยามนี้เข้าสู่เรือนสวรรค์สายกระบี่ของสำนักชีเสวียน ฐานพลังฝึกกายาขั้นที่สามช่วงปลาย ก็นับว่าเพียงก้าวเข้าสู่ธรณีประตูมรรคาแห่งยุทธ์เท่านั้น ส่วนเจ้าเป็นเพียงขั้นฝึกกายาขั้นที่หนึ่ง ไยกล้าบังอาจกล่าวเรื่องมรรคาแห่งยุทธ์!"
จูเอี๋ยนกล่าวอย่างโอหัง หลินเสี่ยวตงเริ่มมีโทสะ "เจ้าแซ่จู! เจ้าก็แค่เกิดก่อนพวกเราสองปี จะมาวางท่าอะไรกันนักกันหนา หากสลับอายุกัน ข้าจะใช้มือเดียวจัดการเจ้าให้หมอบเอง!"
จูเอี๋ยนขมวดคิ้ว หันไปมองหลินเสี่ยวตง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปราณแท้ในร่างระเบิดออก "เจ้าเป็นใคร?"
"ข้า..." หลินเสี่ยวตงถูกแรงกดดันของจูเอี๋ยนข่มไว้ คำพูดจึงจุกอยู่ที่ลำคอ เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตบหน้าอกแล้วกล่าวว่า "ปู่ของเจ้าชื่อหลินเสี่ยวตง จำไว้ให้ดี!"
"หลินเสี่ยวตงหรือ? หึ ทายาทตระกูลหลินที่ควรค่าแก่การจดจำของข้ามีไม่เกินห้านิ้ว ตัวตลกอย่างเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาคุยกับข้า? ไม่ใช่แค่เจ้าเท่านั้น รวมถึงเจ้าด้วย หลินหมิง หากไม่ใช่เพราะหลานอวิ๋นเยว่ เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะคุยกับข้าเลยแม้แต่นิดเดียว! ข้าขอเตือนเจ้าประโยคหนึ่ง คนเราควรเจียมตัว หลานอวิ๋นเยว่ไม่ใช่คนที่เจ้าจะคู่ควรได้"
ในเมืองชิงซาง เด็กสาวที่มีพรสวรรค์ถึงระดับสาม ทั้งยังมีหน้าตาและกิริยางดงามนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะรวมอยู่ในตระกูลใหญ่ และระหว่างตระกูลใหญ่มักมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่รุนแรง หญิงสาวที่โดดเด่นจะตบแต่งออกไปตระกูลอื่นเพื่อเสริมสร้างสายเลือดของผู้อื่นได้อย่างไร ส่วนใหญ่มักจะเรียกร้องให้ฝ่ายชายแต่งเข้าตระกูลแทน ดังนั้นจูเอี๋ยนจึงกล่าวเช่นนี้
"ทองคำหนึ่งพันตำลึง หลังจากนี้อย่ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก!" จูเอี๋ยนกล่าวพลันหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
ผู้คนรอบข้างต่างพากันสูดปาก ทองคำหนึ่งพันตำลึงถือเป็นจำนวนมหาศาลอย่างยิ่ง เพียงพอที่จะให้ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นฝึกกายาใช้สมุนไพรระดับสูงได้ตามใจชอบถึงสองสามปี
"ทองคำหนึ่งพันตำลึง เจ้าเอาไปให้ขอทานเถอะ!" หลินเสี่ยวตงปัดตั๋วเงินกลับไป อันที่จริงเขาก็แค่ฝืนทำเป็นใจกล้าเท่านั้น ทองคำหนึ่งพันตำลึงสำหรับเขาก็ถือเป็นทรัพย์สมบัติมหาศาลเช่นกัน
จูเอี๋ยนสะบัดมือ แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลกระแทกหลินเสี่ยวตงจนกระเด็นออกไป เขามองหลินหมิงด้วยสายตาเย็นชา รอคอยคำตอบจากหลินหมิง
หลินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นว่า "จูเอี๋ยน เรื่องพรสวรรค์ ข้าสู้เจ้าไม่ได้ เรื่องฐานะตระกูล ข้ายิ่งสู้เจ้าไม่ได้ ทว่าการฝึกยุทธ์ไม่ได้ดูเพียงพรสวรรค์และกำลังทรัพย์สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ...จิตใจที่มุ่งมั่นต่อวิทยายุทธ์!"
"เจ้าฝึกยุทธ์เพื่อทรัพย์สิน ฐานะ และความหยิ่งทะนง ส่วนข้าฝึกยุทธ์เพื่อแสวงหาขีดสุดของมรรคาแห่งยุทธ์ มรรคาแห่งยุทธ์ไม่ใช่ของคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้น และไม่ใช่ของคนที่มีอำนาจมีเงินทองเท่านั้น แต่เป็นมรรคาของผู้ที่มีใจมุ่งมั่นต่อวิทยายุทธ์อย่างแท้จริง สักวันหนึ่ง ข้าจะก้าวข้ามเจ้าให้ได้!" หลินหมิงกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงจะแจ้งเน้นทีละคำ เสียงนั้นใสกระจ่าง ทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินอย่างชัดเจนทุกคน
พรสวรรค์ระดับสามคิดจะไล่ตามพรสวรรค์ระดับสี่ ทั้งฐานะครอบครัวยังห่างชั้นกันลิบลับ เจ้าเด็กคนนี้คงจะบ้าไปแล้ว!
เมื่อได้ยินประโยคนี้ของหลินหมิง จูเอี๋ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ "ดี ดีมาก! ข้าจะรอเจ้า!" กล่าวจบเขาก็เก็บตั๋วเงิน พร้อมกับเสียงดัง "วึ่ม" กระบี่ยาวกลับเข้าฝัก จูเอี๋ยนมองหลินหมิงด้วยสายตาล้ำลึกแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
…