- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 1 ข้ามเวลา
บทที่ 1 ข้ามเวลา
บทที่ 1 ข้ามเวลา
นครเซี่ยงไฮ้
รุ่งสาง
ภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง หลี่ไคซินชายหนุ่มวัย 28 ปีผู้มีผมบางก่อนวัยกำลังตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์โค้ดอย่างขะมักเขม้น
"ไคซินยังแก้โค้ดอยู่อีกเหรอ ในเน็ตพูดถูกเป๊ะเลยนะ พอชินกับความลำบากก็จะมีความลำบากให้เจอไม่รู้จักจบจักสิ้น" หลี่ซ่างหมิงที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆบ่นอุบ
หลี่ไคซินพิมพ์โค้ดไปพลางตอบกลับไปพลาง "นายเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะทำงานที่หัวหน้าสั่งให้เสร็จก่อนแปดโมงเช้าวันนี้ได้ยังไง"
"เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย ทำโอทีมาจะสองวันติดแล้ว พวกเบื้องบนแม่งโคตรหน้าเลือดเลยว่ะ!" ใบหน้าของหลี่ซ่างหมิงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวสลับกับความเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว
หลี่ไคซินละมือจากการพิมพ์โค้ด ยกมือขึ้นนวดขมับพลางคิดในใจเงียบๆ "ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน แฟนก็ไม่มี พ่อแม่ก็คอยแต่จะเร่งให้ไปดูตัว"
"เฮ้อ" หลี่ไคซินถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ทันใดนั้น
ครืนนน!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นมาจากนอกหน้าต่าง ตามมาด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่ากลางเวหา ส่องสว่างไปทั่วทั้งอาคารสำนักงานชั่วขณะราวกับเป็นเวลากลางวัน
หลี่ไคซินที่ไม่ทันตั้งตัวตกใจสุดขีดกับเสียงฟ้าร้องและแสงฟ้าแลบจนหัวใจเจ็บแปลบ เขาร่วงหล่นจากเก้าอี้ทำงานลงไปกองกับพื้น ร่างกายแข็งทื่อไปในทันที ทุกคนที่กำลังทำงานอยู่ต่างพากันกรูเข้ามามุงดู
"เร็วเข้า! รีบโทรเรียก 120 สิ!" หลี่ซ่างหมิงที่อยู่ข้างๆประคองศีรษะของหลี่ไคซินไว้ด้วยมือข้างหนึ่งพร้อมกับตะโกนอย่างร้อนรน
หลี่ไคซินรู้สึกได้ว่าเปลือกตาของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง สรรพเสียงรอบกายค่อยๆเบาลงจนกระทั่งจางหายไปในที่สุด
......
เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาอีกครั้งหลี่ไคซินก็เบิกตาขึ้น เขารู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งสรรพางค์กายโดยเฉพาะที่ศีรษะ ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนหลี่ไคซินร้องไม่ออก
ราวๆสิบนาทีให้หลังเขาจึงค่อยๆได้สติกลับมา
ตอนนี้คือฤดูใบไม้ร่วงปี 1959 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มต้นยุคสามปีแห่งความยากลำบาก สถานที่คือเมืองซื่อจิ่วเฉิง
เจ้าของร่างเดิมก็ชื่อหลี่ไคซินเหมือนกัน ปีนี้อายุ 16 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมต้นแต่สอบเข้ามัธยมปลายไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนอาชีวะเลยยิ่งไม่มีทางสอบเข้าได้
ระหว่างที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปล้วงไข่นกเกิดก้าวพลาดพลัดตกลงมาจากต้นไม้ ศีรษะกระแทกพื้น แค่ทีเดียวเจ้าของร่างเดิมก็ม่องเท่งไปเลย
ในยุคสมัยนี้ครอบครัวของหลี่ไคซินประกอบด้วยพ่อแม่และพี่น้องสามคน รวมทั้งญาติพี่น้องกลุ่มใหญ่ในชนบท
พ่อของหลี่ไคซินเข้ามาที่เมืองซื่อจิ่วเฉิงในปี 1952 และได้เข้าทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานรีดเหล็กหงซิงอันโด่งดังในตำแหน่งช่างฟิต
ในปี 1956 ประเทศได้ดำเนินนโยบายร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ด้วยฝีมือช่างฟิตระดับสี่ พ่อของหลี่ไคซินซึ่งก็คือหลี่หมิงเต๋อจึงได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของโรงงานรีดเหล็กและได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเมือง
"โครกคราก" เสียงท้องร้องดังขัดจังหวะความคิดของหลี่ไคซิน
หลี่ไคซินมองดูเสื้อผ้าที่ซักจนซีดจางของตัวเองกับไข่นกสามฟองในรังที่อยู่ข้างกายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นออกมา
เขาค่อยๆยันกายลุกขึ้น หยิบไข่นกในรังและไข่นกที่ล้วงมาได้ก่อนหน้านี้รวมทั้งหมดเก้าฟองแล้วเดินโซเซกลับบ้าน
..........
ทันทีที่เลี้ยวเข้าประตูอิฐสีเทาของลานบ้านหมายเลข 93 ในซอยหนานหลัวกู่เซียง สายตาก็ถูกดึงดูดด้วยภาพที่หน้าประตูของลานบ้านหมายเลข 95 ฝั่งตรงข้ามอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหยียนปู้กุ้ยและสวี่ต้าเม่าสองตัวละครเอกจากลานบ้านสี่ประสานจอมฉวยโอกาสกำลังสุมหัวกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกันอยู่
ด้วยระยะห่างกว่าครึ่งซอยหลี่ไคซินจึงได้ยินเนื้อหาไม่ถนัดนัก เห็นเพียงใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเหยียนปู้กุ้ยที่ประดับด้วยรอยยิ้มก่อนจะฉวยโอกาสหยิบต้นหอมสองต้นไปจากมือของสวี่ต้าเม่าอย่างเนียนๆ
หลี่ไคซินละสายตา ก้าวเท้าเข้าไปในซุ้มประตูของลานบ้านหมายเลข 93 ของตนเอง
ลานบ้านแห่งนี้เล็กกว่าลานบ้านสี่ประสานจอมฉวยโอกาสที่เลื่องชื่ออยู่สักหน่อย โดยรวมแล้วเป็นเรือนแบบสองลาน
จากความทรงจำเขาเดินลัดเลาะผ่านลานหน้าบ้านอย่างคุ้นเคย ทางซ้ายมือม่านประตูบ้านตระกูลซุนถูกม้วนขึ้นครึ่งหนึ่ง ทางขวามือบนขอบหน้าต่างบ้านตระกูลจ้าวมีกระถางต้นไม้เล็กๆวางเรียงรายอยู่ เขาก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตรงดิ่งเข้าไปยังลานชั้นใน
ก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นหินชนวนของลานชั้นใน เขาก็มองเห็นหลี่เสี่ยวเสี่ยวน้องสาวคนเล็กที่มีใบหน้าเหลืองซีด เธอยกเก้าอี้พับตัวเล็กๆมานั่งอยู่ริมกรอบประตูบ้านที่แสนคุ้นเคย
หลี่ไคซินกวาดสายตามองไปรอบๆลานหลังบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางเป็นที่พักของหวังสงลุงผู้ดูแลประจำลานบ้านแห่งนี้ ทางซ้ายมือเป็นบ้านตระกูลหลิว ส่วนทางขวามือก็คือห้องพักเล็กๆสามห้องที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นบ้านของเขาเอง
บ้านทั้งห้าครอบครัวนี้ล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายชีวิตและควันไฟที่เป็นเอกลักษณ์ของตรอกซอกซอยเก่าแก่ในปักกิ่ง
บ้านพักหลังเล็กสองห้องของครอบครัวหลี่ไคซินถูกกั้นแบ่งออกเป็นสี่ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งเป็นของหลี่ไคซิน ห้องหนึ่งเป็นของหลี่ข่ายผู้เป็นน้องชาย ห้องหนึ่งเป็นของหลี่เสี่ยวเสี่ยวน้องสาว และอีกห้องหนึ่งเป็นห้องครัว ส่วนพ่อกับแม่นอนในห้องหลัก
ทันใดนั้นเสียงใสแจ๋วก็ดังแหวกความเงียบสงบของลานบ้านเล็กๆขึ้น
"พี่ใหญ่! กลับมาแล้วเหรอ! ในมือถือไข่นกมาด้วยใช่ไหม!" น้องสาวตัวน้อยกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้พับหน้าประตู วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามารับหน้า
"อืม เอาไปต้มสิ คืนนี้จะได้มีกับข้าวเพิ่ม พี่ใหญ่เหนื่อยๆขอเข้าห้องไปพักผ่อนสักงีบก่อนนะ" น้ำเสียงของหลี่ไคซินเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
"ได้เลย! เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมาฉันจะไปเรียกพี่มากินข้าวนะ!" น้องสาวตัวน้อยรับคำอย่างเริงร่า ประคองไข่นกเหล่านั้นไว้อย่างระมัดระวัง
หลี่ไคซินลากฝีเท้าที่หนักอึ้งค่อยๆเดินไปที่ห้องของตัวเองตามความทรงจำ ปิดประตูลงเบาๆแทบจะล้มพับลงบนเตียง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว
สายตาที่เหม่อลอยจับจ้องไปยังขื่อไม้เก่าๆบนเพดาน ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลอย่างควบคุมไม่ได้
หากพ่อแม่ในชาติที่แล้วล่วงรู้ข่าวร้ายเรื่องการจากไปของลูกชาย พวกท่านจะโศกเศร้าเสียใจเพียงใดหนอ? ยังดีที่ยังมีน้องชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่อีกคน และก็ยังดีที่เงินชดเชยจากการบาดเจ็บในหน้าที่และเงินประกันเหล่านั้นน่าจะเพียงพอให้พวกท่านใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสุขสบายไม่ต้องลำบากเรื่องปากท้องอีกต่อไป
เวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบ หลี่ไคซินจมจ่อมอยู่กับความคิดของตัวเองจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เวลาผ่านไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ภายนอกบ้านก็เริ่มคึกคักขึ้น เสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าของผู้คนที่เลิกงานกลับบ้านทำลายความเงียบสงบในยามเย็นลง
ในตอนนั้นเอง
"เอี๊ยด—"
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกเบาๆ หลี่เสี่ยวเสี่ยวและหลี่ข่ายน้องชายคนเล็กเดินตามกันเข้ามา
ฝาแฝดชายหญิงที่เพิ่งเรียนจบชั้นประถมคู่นี้มองเห็นพี่ชายคนโตที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงเตาตั้งแต่แวบแรก
หลี่ข่ายกลอกตาไปมา แอบสะกิดหลี่เสี่ยวเสี่ยว บุ้ยปากไปทางหลี่ไคซิน แล้วทำท่าเอาเส้นผมเขี่ยให้คัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
หลี่เสี่ยวเสี่ยวเข้าใจความหมาย ย่องกริบเข้าไปใกล้ หยิบปอยผมของตัวเองขึ้นมาเส้นหนึ่งแล้วปัดผ่านปลายจมูกของหลี่ไคซินเบาๆ
หลี่ไคซินที่กำลังหลับใหลรู้สึกคันยุบยิบที่ปลายจมูกจนแทบทนไม่ไหว สัญชาตญาณสั่งการให้มือขวาปัดป้องเส้นผมที่ก่อกวนนั้นออกไป "เพียะ" เขาตื่นขึ้นมาในทันทีพร้อมกับความงุนงงในตอนแรกที่เพิ่งลืมตาตื่น
"พี่ใหญ่ ตื่นได้แล้ว! พ่อกับแม่เลิกงานกลับมาแล้ว ถึงเวลากินข้าวแล้วนะ" หลี่เสี่ยวเสี่ยวรีบถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวแล้วร้องเรียกด้วยเสียงใสแจ๋ว
"หืม?" หลี่ไคซินขยี้ตา มองเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าชัดเจนก็แสร้งทำเป็นปั้นหน้าขรึม "หนอยเสี่ยวเสี่ยว ชักจะกล้าใหญ่แล้วนะ กล้ามาแกล้งพี่ใหญ่เชียวรึ?"
"พี่ใหญ่! ไม่ใช่ฉันนะ! หลี่ข่าย...หลี่ข่ายต่างหากที่ใช้ให้ฉันทำ!" พอเห็นพี่ชายคนโตโกรธ หลี่เสี่ยวเสี่ยวก็รีบชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางน้องชาย รีบแก้ตัวพัลวัน
พอหลี่ข่ายได้ยินหลี่เสี่ยวเสี่ยวหักหลังตนเองก็รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ถึงกับลืมเถียงเรื่องที่ว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้องไปซะสนิท หันหลังกลับแล้ววิ่งแจ้นออกไปทันที เผ่นเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
"อ้าว! นี่นาย...!" เมื่อหลี่เสี่ยวเสี่ยวเห็นผู้สมรู้ร่วมคิดเพียงคนเดียวทิ้งตนเองหนีไปก็ทั้งโกรธทั้งร้อนรน หน้าแดงก่ำ รีบหาข้อแก้ตัวอย่างลุกลี้ลุกลนเช่นกัน
"เอ่อ...พี่ใหญ่ ฉัน...ฉันไปยกกับข้าวที่ครัวก่อนนะ!" ยังพูดไม่ทันจบประโยคร่างของเธอก็พุ่งพรวดออกไปจากห้องราวกับลูกกวางที่ตื่นตกใจ
หลี่ไคซินมองดูแผ่นหลังของน้องชายและน้องสาวที่หายวับไปในพริบตาก็ส่ายหน้าด้วยความรู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ เขาเลิกผ้าห่มผืนบางขึ้น พลิกตัวลงจากเตียงเตาอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอ่อนใจ แล้วเดินตามออกไปยังห้องโถงใหญ่