- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 25 - พิษหนาว
25 - พิษหนาว
25 - พิษหนาว
25 - พิษหนาว
จุดแสงสีน้ำเงินเยือกแข็งนี้มีสัดส่วนน้อยมาก ทว่ามันกลับทำให้อี้อวิ๋นรู้สึกหนาวเหน็บเข้ากระดูกอย่างบอกไม่ถูก
ความหนาวเย็นนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่เขาบรรลุขอบเขตลมปราณยาวนานแล้วลงมาจากเขา เขาได้เห็นแรงงานในเผ่าเคี่ยวกรำกระดูกอสูรเป็นครั้งแรก และสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นเช่นนี้
จุดแสงสีน้ำเงินลอยละล่องอยู่ในอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง ประดุจวิญญาณร้าย
บางครั้งจะมีจุดแสงหลุดออกมาจากปากหม้อ แล้วค่อยๆ ลอยไปรอบๆ จากนั้นมันก็มุดหายเข้าไปในร่างของแรงงานคนหนึ่ง
ราวกับเกล็ดหิมะที่ตกลงในน้ำ จุดแสงนี้หายวับไปทันที
ในทัศนวิสัยของอี้อวิ๋น เขาไม่พบจุดแสงพลังงานนั้นอีกเลย ดูเหมือนมันจะถูกร่างกายของแรงงานผู้นั้นดูดซับไปเสียแล้ว
ใจของอี้อวิ๋นกระตุกวูบ เขาเริ่มตระหนักได้ว่า จุดแสงสีน้ำเงินนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แรงงานล้มป่วยด้วยโรคไข้หวัด
เขานิ่งสังเกตอยู่พักใหญ่ พบว่ามีจุดแสงสีน้ำเงินลอยออกมาเป็นระยะ และมุดเข้าไปในร่างของแรงงานเหล่านั้นที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
อี้อวิ๋นมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนมากขึ้นเรื่อยๆ พลังสีม่วงแดงเหล่านั้นไม่ได้พุ่งเข้าหาร่างกายมนุษย์เอง ทว่าพวกมันกลับสถิตอยู่ใน "วารีอัคคีผลาญ"
ดูท่าพลังในกระดูกอสูรชิ้นนี้จะแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ สามารถช่วยให้ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็นและทะลวงขอบเขตได้ นั่นคือพลังสีม่วงแดง ส่วนอีกประเภทคือพลังสีน้ำเงินที่สังหารคนได้อย่างไร้ร่องรอย!
พลังงานที่มีพิษ ฟังดูอาจจะลี้ลับ ทว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
บนโลกเดิมก็มีพลังงาน "มีพิษ" อยู่มากมาย แสงอาทิตย์เองก็ "มีพิษ" มันต้องถูกชั้นบรรยากาศกรองและดูดซับก่อนจึงจะหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งได้ ไม่เช่นนั้นหากร่างกายมนุษย์รับแสงอาทิตย์โดยตรงในอวกาศ ย่อมมอดไหม้ไปในเวลาอันรวดเร็ว
และสารที่มีพิษร้ายแรงที่สุดบนโลกก็ล้วนเป็นพลังงาน "มีพิษ" เช่น ธาตุรังสีโพโลเนียม หากใช้สารนี้สังหารคน เพียงหนึ่งกรัมเศษก็ฆ่าคนได้ถึงสิบล้านคน และหากมีเพียงไม่กี่ร้อยกรัมก็สามารถฆ่าคนได้ทั้งโลก ซึ่งพิษของมันรุนแรงกว่าไซยาไนด์ชื่อดังนับล้านเท่า
อี้อวิ๋นเห็นว่าจุดแสงสีน้ำเงินเหล่านี้น่าจะมีคุณสมบัติทางพลังงานที่คล้ายคลึงกัน หรืออาจจะเรียกมันว่า "มีพิษ" ก็คงไม่ผิดนัก อย่างไรเสียมันก็สามารถฆ่าคนได้
ประดุจมนุษย์บนโลกที่ได้รับรังสีแล้วจะกลายเป็นมะเร็งหรือแผลเน่าเฟะ ในมหาทุรกันดารแห่งนี้ เมื่อพลังงานธาตุหนาวจากกระดูกอสูรเข้าสู่ร่างกาย ผู้คนย่อมป่วยด้วยโรคประหลาดอย่าง "ไข้หวัด" และจบชีวิตลง
"เช่นนั้นหากข้ายืนอยู่ตรงนี้ไม่อันตรายหรอกหรือ?" เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น สีหน้าของเขาก็ดูไม่จืด นี่เขาไม่ได้เฝ้าหม้อใบใหญ่เสียแล้ว แต่เขากำลังเฝ้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชัดๆ!
หากพิจารณาดูให้ดี หลายสิ่งในโลกนี้แม้จะต่างจากโลกเดิมโดยสิ้นเชิง ทว่ากลับมีจุดที่คล้ายคลึงกัน
ในด้านพลังงาน พลังที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกสามารถนำมาทำระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน หรือผลิตกระแสไฟฟ้า
ทว่าพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่นี่กลับนำมาใช้สร้างยอดฝีมือผู้สะท้านโลกได้!
ยอดฝีมือเหล่านั้นสามารถพลิกขุนเขาถมทะเล ทำลายล้างเมืองได้ในชั่วพริบตา!
พลังงานทั้งสองแบบล้วนสร้างความพินาศย่อยยับได้ และหากใช้ไม่เป็น ย่อมมีพิษร้ายต่อปุถุชนทั่วไป!
โชคดีที่อี้อวิ๋นมีสมบัติที่ควบคุมพลังงานของโลกนี้ได้ นั่นคือผลึกม่วง
"หวังว่าผลึกม่วงจะจัดการกับพลังงานแบบนี้ได้นะ..."
เขาพยายามใช้ผลึกม่วงดูดซับจุดแสงสีน้ำเงิน ในเมื่อมันปรากฏในสายตาของเขา มันก็น่าจะถูกดูดซับได้...
ทว่าเมื่อลงมือจริง เขากลับพบว่าผลลัพธ์ไม่ได้เด่นชัดนัก
ผลึกม่วงสามารถดูดซับจุดแสงสีน้ำเงินได้จริง ทว่าความเร็วนั้นช้ายิ่งนัก เทียบไม่ได้เลยกับการดูดซับจุดแสงสีม่วงแดง
เมื่อจุดแสงสีน้ำเงินดวงแรกถูกดูดซับมา อี้อวิ๋นก็สูดลมหายใจลึก ยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง ในใจเขามีความประหม่าอยู่บ้าง แต่หากคิดอีกแง่ ต่อให้ผลึกม่วงดูดซับพลังนี้ไม่ได้ เขาก็แค่ถูกแสงดวงหนึ่งพุ่งชน คงไม่ถึงกับสิ้นใจไปในทันทีหรอกกระมัง
จุดแสงสีน้ำเงินมุดเข้าสู่ร่างกายของเขา
อี้อวิ๋นสัมผัสได้ชัดเจนว่ามันประดุจผลึกน้ำแข็งที่พุ่งเข้าสู่ปลายนิ้วแล้วหลอมรวมเข้ากับกระแสเลือด
"หนาวเหลือเกิน!"
นั่นคือความรู้สึกแรกของเขา ประดุจในช่วงฤดูหนาวที่มีเด็กซนคนหนึ่งแอบเอาเศษน้ำแข็งยัดใส่คอเสื้อของเขา
ทว่าน่าแปลกที่เขารู้สึกรุนแรงถึงเพียงนี้ แต่แรงงานคนอื่นๆ กลับดูเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย ร่างกายของพวกเขานั้นอ่อนแอกว่าเขามาก ไม่มีทางที่จะทนความหนาวได้ดีกว่าเขาแน่นอน
ดูท่าจะเป็นเพราะประสาทสัมผัสของพวกเขาทื่อดึง ไม่อาจรับรู้ถึงความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูกนี้ได้ ทว่าร่างกายของพวกเขาคงไม่โกหก ภายใต้การรุกรานของพิษหนาว พวกเขาจะค่อยๆ สูญเสียพลังชีวิต หากไม่ได้ยาเม็ดสีแดงที่เบื้องบนของเผ่าเหลียนประทานลงมา พวกเขาคงตายไปนานแล้วกระมัง?
เมื่อจุดแสงสีน้ำเงินเข้าสู่ร่าง อี้อวิ๋นก็เฝ้าตามดูที่ทางของมัน มันถูกผลึกม่วงดูดซับมา และในที่สุดก็ถูกผลึกม่วงสลายและดูดซับไป ก่อนจะกลายเป็นกระแสพลังงานที่บริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่โลหิตของเขา
เมื่อพลังงานนั้นไหลกลับเข้าสู่ร่างกาย ความหนาวเย็นเข้ากระดูกก็มลายหายไป สิ้นสุดลงด้วยความเย็นสบายที่เขาคุ้นเคยไหลผ่านไปทั่วร่าง
ประดุจการชำระล้างร่างกายด้วยน้ำพุจากขุนเขา ช่างสุขสำราญยิ่งนัก
สิ่งนี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกทึ่ง ผลึกม่วงนี้ไม่รู้ว่าเป็นสมบัติระดับใด แม้จะเป็นพลังงานที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจุดแสงสีน้ำเงินในกระดูกอสูร หรือพลังปราณที่เหลียนเฉิงอวี้ลอบทำร้าย ผลึกม่วงล้วนดูดซับได้ และยังเปลี่ยนให้เป็นกระแสพลังงานที่เรียบง่ายแต่บริสุทธิ์ที่สุดเพื่อบำรุงร่างกายของเขา
อันที่จริงอี้อวิ๋นไม่รู้เลยว่า ในมหาทุรกันดาร กระดูกอสูรที่มีพลังงานอันตรายแฝงอยู่นั้นมีไม่ใช่น้อย และกระดูกอสูรหมองูเหลือมน้ำแข็งก็เป็นเพียงชนิดระดับต่ำเท่านั้น เพียงแค่นักพยากรณ์อสูรระดับต่ำก็สามารถสลายพิษได้แล้ว สำหรับผลึกม่วง การสลายพิษระดับนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเลย
"ไอ้หนู เจ้ากำลังทำอะไรอยู่!!"
ขณะที่อี้อวิ๋นกำลังจดจ่ออยู่กับการศึกษาความต่างของพลังงานทั้งสองชนิด จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงแรงงานคนหนึ่งตะโกนใส่ ในสายตาของคนอื่น เขาเหม่อลอยมานานมากแล้ว
แรงงานที่มีความทะเยอทะยานอยากเป็น "หัวหน้าคนงาน" ย่อมทนเห็นอี้อวิ๋นอู้งานไม่ได้
"เอ่อ..." อี้อวิ๋นแสร้งยิ้มอย่างซื่อๆ "ขออภัยท่านอา ขวานนี่มันหนักเหลือเกิน..."
"หึ!" แรงงานผู้นั้นทำท่าทางประดุจว่ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันไม่ได้เรื่อง แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า "ไม่รู้เบื้องบนคิดอย่างไร ถึงส่งเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้ามาเคี่ยวกรำกระดูกอสูร ไม่เป็นการถ่วงแข้งถ่วงขาข้าหรอกหรือ! ลูกชายหัวโตของข้าก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า ทว่ามันยังมีกำลังมากกว่าเจ้าตั้งสองเท่า!"
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอายุเลย ต่อให้เทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน อี้อวิ๋นในอดีตก็มีร่างกายผอมแห้งและกำลังน้อยกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว
ในมหาทุรกันดาร ผู้คนต่างเทิดทูนผู้แข็งแกร่ง ชายที่มีผิวพรรณหยาบกร้านดำคล้ำ ร่างกายกำยำใหญ่โต กลับเป็นที่ภาคภูมิใจ
ส่วนคนที่หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณละเอียดอย่างอี้อวิ๋นนั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "คนขี้โรค" และไม่เป็นที่ต้อนรับเอาเสียเลย
"ต้องขออภัยท่านอาจริงๆ ข้าไม่ได้เพียงแค่ถ่วงแข้งถ่วงขาของท่าน ทว่าถ่วงไปถึงหว่างขาของท่านแล้ว ต่อไปข้าจะพยายามทำให้ดีกว่านี้"
อี้อวิ๋นยังคงยิ้มอย่างซื่อๆ แรงงานผู้นั้นพอจะทำงานได้ แต่การตอบโต้ค่อนข้างช้า จึงไม่เข้าใจความหมายที่เขาแฝงไว้ในทันที เขาเพียงแค่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอและบ่นพึมพำก่อนจะกลับไปทำงานต่อ
……….