- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 5 - เหลียนเฉิงอวี้
5 - เหลียนเฉิงอวี้
5 - เหลียนเฉิงอวี้
5 - เหลียนเฉิงอวี้
ร่างผอมบางของอี้อวิ๋นนั้นเตี้ยกว่าเจียงเสี่ยวโหรวอยู่หลายส่วน ดูไปแล้วก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ทว่าในใจของเจียงเสี่ยวโหรวนั้น อี้อวิ๋นคือบุรุษเพียงคนเดียวในบ้าน และเป็นชายชาตรีที่จะสามารถค้ำจุนครอบครัวนี้ได้ในอนาคต!
เมื่อกุมมือของเจียงเสี่ยวโหรวไว้ อี้อวิ๋นสามารถรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นของนางในยามนี้ เพราะฝ่ามือของนางร้อนผ่าวและนิ้วมือกำลังสั่นเทาเล็กน้อย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายในภายภาคหน้าและหน้าความอยุติธรรมของชนเผ่า เจียงเสี่ยวโหรวไม่อาจหวังพึ่งให้ผู้ใดมาออกหน้าแทนได้ นางทำได้เพียงยืนหยัดด้วยตนเอง เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำ
ชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งลานพลันเงียบสงัดลง สายตาของทุกคนต่างตกอยู่ที่ร่างของอี้อวิ๋นและเจียงเสี่ยวโหรวด้วยความตะลึงลาน
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง ชายฉกรรจ์หลายคนที่รับหน้าที่แจกจ่ายเสบียงก็พลันหัวเราะร่าออกมา
"เขาคือนักรบชายในบ้านของเจ้าหรือ? ฮ่าๆๆๆ!"
"นังหนู เจ้าไม่เคยเห็นผู้ชายหรืออย่างไร ให้ข้าแสดงให้ดูเอาหรือไม่ว่าคนเช่นไรที่เรียกว่าผู้ชาย" ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหื่นกาม
"เด็กน้อยที่ขนยังไม่ทันขึ้นสักเส้น แถมยังผอมแห้งราวกับลิง ข้าถามหน่อยเถอะเจ้าหนู เจ้าเพิ่งเลิกใส่กางเกงเปิดก้นมาได้กี่วันกัน?"
ชายฉกรรจ์หลายคนหัวเราะเยาะ เจียงเสี่ยวโหรวใบหน้าแดงก่ำ นางกำหมัดแน่น ทว่าที่ด้านหลังของนางไม่ไกลนัก กลุ่มชาวบ้านที่มารับเสบียงกลับไม่มีผู้ใดก้าวออกมาช่วยเหลือนางเลย
กลุ่มผู้ปกครองในชนเผ่านั้นรวบรวมไว้ด้วยแรงงานที่แข็งแกร่งและนักรบทั้งหมดของเผ่า มีกำลังกล้าแข็ง
กิ่งไม้ไม่อาจงัดซุงได้ อีกทั้งพวกเขายังแทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้อ จึงไม่มีทางไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น
"เอ๊ะ ข้านึกออกแล้ว เด็กคนนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?"
ในชนเผ่าเล็กๆ การมีคนตายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด อีกทั้งอี้อวิ๋นก็ไม่มีฐานะอะไร เขาจะตายหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจนัก
"ใช่แล้ว ข้าจำเขาได้ เขาเป็นคนขี้โรค ร่างกายอ่อนแออย่างยิ่ง ลมพัดแรงนิดเดียวก็คงล้มแล้ว" อีกคนหนึ่งกล่าวเสริม
"ใครบอกว่าน้องชายของข้าตายแล้ว!"
เจียงเสี่ยวโหรวจ้องมองชายฉกรรจ์ที่พูดราวกับเสือดาวสาวตัวน้อย ขนาดร่างกายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้นเปรียบเสมือนนกขไม่้นตัวน้อยที่เผชิญหน้ากับนกแร้งที่โตเต็มวัย ทว่าเจียงเสี่ยวโหรวยังคงกัดฟันแน่นและไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไปกว่านั้นในสายตาของนางยังมีรังสีฆ่าฟันแฝงอยู่จางๆ ซึ่งเป็นแววตาที่คล้ายกับสัตว์ป่าบางชนิด
ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเด็กสาวที่ดูอ่อนแอคนหนึ่งจะสามารถระเบิดสายตาเช่นนี้ออกมาได้
มือของเจียงเสี่ยวโหรวกดลงที่ด้านหลังอย่างแน่นหนา ภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบของนางมีของบางอย่างที่ทั้งเรียวและยาวซ่อนอยู่ ราวกับไม้ไผ่ชิ้นหนึ่ง นั่นคือลูกศรที่เจียงเสี่ยวโหรวทำขึ้น นางลอบเก็บลูกศรเอาไว้ดอกหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันตัว!
เมื่อเผชิญกับสายตาของเจียงเสี่ยวโหรว ชายฉกรรจ์ก็ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเจียงเสี่ยวโหรวทำให้โกรธเคือง ในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลในชนเผ่าและเป็นสมาชิกในค่ายเตรียมฝึกนักรบ เขามีฐานะสูงส่งในเผ่า ความรู้สึกนี้จึงเหมือนกับเสือที่ถูกแมวตัวน้อยท้าทาย
"นังเด็กเมื่อวานซืน เจ้าถลึงตาดูอะไร! หากยังไม่เลิกถลึงตา ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา!"
ชายฉกรรจ์กล่าวด้วยความโมโห ทว่าเจียงเสี่ยวโหรวยังคงกัดฟันแน่นและยืนอยู่เบื้องหน้าเขา นางไม่อาจถอยได้ เพราะหากวันนี้ไม่ได้เสบียงกลับไป พวกเขาก็ไม่มีทางรอด
นางกำลูกศรในมือแน่นยิ่งขึ้น แทบจะชักมันออกมาแล้ว!
"เด็กสาวคนนี้น่าสนใจดี!" ในยามนั้น ภายในห้องที่สะอาดและสว่างไสว ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขามองผ่านหน้าต่างดูความขัดแย้งระหว่างเจียงเสี่ยวโหรวและชายฉกรรจ์ด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มเกราะเงินผู้นี้มีใบหน้าผ่องใส มีสง่าราศีเหนือคนทั่วไป ประกอบกับเสื้อผ้าที่สดใสของเขา เมื่อเทียบกับกลุ่มชาวบ้านที่ยากจนอยู่ภายนอกแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"นางซ่อนลูกศรไว้ในตัวด้วย วัสดุที่ใช้ทำลูกศรแจกจ่ายไปนั้นมีการตรวจสอบจำนวนอย่างละเอียด ลูกศรที่ทำออกมาแม้จะเป็นของมีตำหนิก็ต้องส่งคืน ไม่รู้ว่านังหนูคนนี้แอบซ่อนลูกศรไว้ได้อย่างไร ดูท่าทางของนางแล้ว เกรงว่านางจะมีใจกล้าพอที่จะชักลูกศรออกมาสู้ตายจริงๆ"
"หากนางสู้ตาย นางจะถูกทุบตีอย่างหนัก และผลลัพธ์จะอนาถมาก" ที่ข้างกายของชายหนุ่มเกราะเงิน มีชายชราผู้หนึ่งที่ดูเหมือนที่ปรึกษายืนอยู่ เขาประคองมือกล่าวอย่างนอบน้อม
"ถูกต้อง แต่หากไม่สู้ตาย นางก็คงต้องอดตายอยู่ดี" ชายหนุ่มเกราะเงินไม่หันกลับมามอง "จงบอกเรื่องของเด็กสาวคนนี้แก่ข้า"
ชายชราผู้นั้นคำนับแล้วกล่าวว่า "เรียนคุณชาย นางชื่อเจียงเสี่ยวโหรว เป็นหญิงรับใช้อันดับล่างในเผ่าเหลียนของข้า เดิมทีนางและน้องชายไม่ใช่คนของเผ่าเหลียน แต่เป็นผู้อพยพที่ประสบภัยหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่เผ่าเหลียนโดยบังเอิญ เมื่อหลายปีก่อนมารดาของอี้อวิ๋นผู้เป็นน้องชายล้มป่วยเสียชีวิต สองพี่น้องจึงกลายเป็นลูกกำพร้า ตามหลักแล้วเด็กสองคนเมื่อสิ้นมารดาย่อมไม่มีทางรอดชีวิต แต่เจียงเสี่ยวโหรวผู้นี้กลับทำให้คนประหลาดใจ แม้นางจะอายุยังน้อยแต่กลับสามารถพึ่งพาตนเองได้ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายนี้ นางไม่เพียงแต่เลี้ยงดูตนเองได้เท่านั้น แต่ยังเลี้ยงดูน้องชายจนยืนหยัดมาได้หลายปี"
น้ำเสียงของชายชรานอบน้อมยิ่ง เขาดูเหมือนจะรู้จักผู้คนนับพันในเผ่าเหลียนอย่างทะลุปรุโปร่ง
โดยปกติแล้วเผ่าขนาดใหญ่จะไม่รับผู้ลี้ภัย มีเพียงเผ่าขนาดเล็กเท่านั้นที่จะรับ ความจริงแล้วนี่คือแหล่งที่มาหลักของประชากรในเผ่าเล็กๆ ทว่าฐานะของผู้ลี้ภัยนั้นต่ำต้อยกว่าคนดั้งเดิมในเผ่ามากนัก
"ที่แท้นางเป็นหญิงสาวจากภายนอก"
ชายหนุ่มผู้นั้นพึมพำกับตนเอง มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาพบว่าเจียงเสี่ยวโหรวมีกลิ่นอายบางอย่างที่ไม่ธรรมดา บอกไม่ถูกและอธิบายไม่ได้ ไม่เหมือนกับสิ่งที่มีในเด็กจากครอบครัวที่ยากจน
อีกทั้งเจียงเสี่ยวโหรวยังมีใบหน้าหมดจดงดงามเหนือโลกหล้า ในชนเผ่าที่ทุกข์ยากลำบากเช่นนี้ การได้พบหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หญิงสาวที่ดูงดงามอ่อนโยน แต่ภายในกลับเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทั้งยังมีที่มาที่ไปลึกลับเช่นนี้ กระตุ้นความสนใจของเหลียนเฉิงอวี้ได้เป็นอย่างดี
"คุณชาย ท่านคงไม่ได้หมายตานางเข้าแล้วหรือ?" ชายชราลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอดใจถามไม่ได้ เพราะคุณชายเหลียนเฉิงอวี้ผู้นี้มีอำนาจบารมีสูงส่งยิ่งในเผ่า!
ทั่วทั้งเผ่าเหลียนมีนักรบอยู่ไม่น้อย ทว่าผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้และเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือนั้นมีเพียงสามคน คนแรกคือหัวหน้าเผ่า หรือก็คือชายชราชุดเหลืองผู้นั้น อีกคนคือเหยาหย่วน ครูฝึกใหญ่ของค่ายเตรียมฝึกนักรบ และคนสุดท้ายคือเหลียนเฉิงอวี้ เขาเป็นหลานชายของหัวหน้าเผ่า
หัวหน้าเผ่ามีอายุกว่าหกสิบปีแล้ว ส่วนเหลียนเฉิงอวี้มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี อนาคตนั้นยากที่จะหยั่งถึง
เหลียนเฉิงอวี้จะเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นผู้ที่มีความหวังมากที่สุดที่จะได้เป็น "นักรบโลหิตม่วง"
ด้วยฐานะของเหลียนเฉิงอวี้ เขาไม่อาจแต่งงานกับหญิงสาวภายนอกเป็นภรรยาเอกได้ เพราะอย่างไรเสียหญิงสาวภายนอกก็มีฐานะต่ำต้อย
"หมายตาแล้วจะอย่างไร ในวันหน้าข้าจะไม่ติดแหง็กอยู่ในเผ่าเหลียนเล็กๆ แห่งนี้ ข้าจะก้าวออกไปและท่องไปในแผ่นดินอันป่าเถื่อนนี้! นี่เจ้าคิดจะใช้กฎของเผ่าเหลียนมาบีบบังคับข้าหรือ?"
คำพูดของเหลียนเฉิงอวี้ดูราบเรียบ ทว่าความเย็นชาในน้ำเสียงกลับทำให้ชายชราผู้เปรียบเสมือนที่ปรึกษาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เขาละล่ำละลักกล่าวว่า "คุณชายล้อเล่นแล้ว ผู้น้อยเพียงแค่ถามไปส่งเดช ผู้น้อยปากมากไปเอง ท่านอย่าถือสาเลย!"
ชายชรากล่าวพลางจะตบปากตนเอง แม้เผ่าเหลียนจะเล็กทว่ากฎของเผ่านั้นเข้มงวดยิ่ง!
ในโลกอันป่าเถื่อน ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง หลายประเทศที่นี่มักใช้การปกครองแบบทหาร และเผ่าต่างๆ ที่นี่มักถูกปกครองโดยนักรบ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของรัฐหรือกฎของเผ่าต่างก็เข้มงวดถึงที่สุด!
ผู้แข็งแกร่งควบคุมชะตาของผู้ที่อ่อนแอกว่า เหลียนเฉิงอวี้เป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงในเผ่า เขามีสิทธิ์ตัดสินความตายของผู้อื่น
อีกทั้งเหลียนเฉิงอวี้ไม่ใช่คนที่มีจิตใจเมตตา ตั้งแต่เขายังเล็กเขาก็ผ่านการฝึกฝนท่ามกลางความเป็นความตาย และภายในเผ่าเองก็มีการแข่งขันที่โหดเหี้ยม
เมื่อเห็นว่าชายชรากำลังจะตบปากตนเอง เหลียนเฉิงอวี้ก็กล่าวเรียบๆ ว่า "พอแล้ว อย่ามาทำประชดประชันให้ข้าดูเลย เด็กสาวคนนี้ยังอายุน้อยนัก และหากข้ารับนางมาก็เป็นเพียงสาวใช้หรือเมียน้อยเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด นี่ไม่ถือเป็นการผิดกฎของเผ่า"
"ขอรับ... ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตา" ชายชรารีบพยักหน้ากล่าว
"อืม... ข้าขอถามเจ้า เจียงเสี่ยวโหรวคนนี้ เหตุใดนางจึงไม่ได้ใช้แซ่เดียวกับน้องชายของนาง?" เหลียนเฉิงอวี้หรี่ตามองเหตุการณ์ที่ลานนวดข้าว เขาพบว่าเจียงเสี่ยวโหรวปกป้องน้องชายของนางอย่างยิ่ง อีกทั้งน้องชายของนางที่เป็นเพียงลิงผอมแห้งและขี้โรคซึ่งไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ ทว่าเจียงเสี่ยวโหรวกลับดูเหมือนจะภูมิใจในตัวน้องชายของนาง
"เรื่องนี้... ได้ยินมาว่าตอนที่เจียงเสี่ยวโหรวประสบภัย นางถูกมารดาของอี้อวิ๋นรับมาเลี้ยงในฐานะลูกกำพร้า ก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ เจียงเสี่ยวโหรวจึงกตัญญูต่อมารดาของอี้อวิ๋นมาก และดีต่ออี้อวิ๋นเป็นอย่างยิ่ง"
"อ้อ เป็นเช่นนี้เองหรือ..." เหลียนเฉิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางลุกขึ้นยืน
...
"รีบไสหัวไปซะ!"
เมื่อเห็นเท้าของเจียงเสี่ยวโหรวราวกับหยั่งรากลงดิน ชายฉกรรจ์ก็โมโหสุดขีด เขาเดินสามก้าวถึงตัวเจียงเสี่ยวโหรว และเงื้อมือจะตบลงไป!
เจียงเสี่ยวโหรวเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอ ร่างกายของนางเทียบกับชายฉกรรจ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย หากฝ่ามือนี้ฟาดลงมา ย่อมสามารถตบนางจนกระเด็นออกไปได้อย่างแน่นอน!
เจียงเสี่ยวโหรวเกือบจะชักลูกศรออกมาแล้ว ในยามนั้นเอง มือของนางก็ถูกใครบางคนกดไว้ อี้อวิ๋นกระซิบข้างหูนางอย่างรวดเร็วว่า "อย่าใจร้อน!"
ในขณะที่พูด อี้อวิ๋นก็เบี่ยงตัวมาขวางหน้าเจียงเสี่ยวโหรวไว้
"ช้าก่อน!" อี้อวิ๋นยกมือขึ้นกล่าว
"เจ้าเป็นตัวอะไร!"
ชายฉกรรจ์ยิ่งโกรธเกรี้ยวขึ้นไปอีก แม้แต่ไอ้ลิงผอมแห้งที่ดูเหมือนจะทนลมไม่ไหวคนนี้ ก็สมควรจะถูกตบให้กระเด็นไปพร้อมกันเสียเลย!
ในใจของอี้อวิ๋นอยากจะเตะชายฉกรรจ์ผู้นี้ให้สิ้นทายาทนัก ทว่าเขารู้ดีถึงหลักการที่ว่าวีรบุรุษไม่ยอมเสียเปรียบตำตา อี้อวิ๋นผ่านชีวิตมาสองชาติภพ ย่อมมีความใจเย็นอยู่บ้าง เขารู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การปะทะกับเจ้าวัวป่าตัวนี้มีแต่จะพบจุดจบที่อนาถ
"ลูกผู้ชายที่ดีไม่สู้กับสตรี ยิ่งไปกว่านั้นพี่ชายท่านยังเป็นสมาชิกของค่ายเตรียมฝึกนักรบ พี่ชายคงมีวรยุทธ์สูงส่ง จะลงมือกับเด็กสาวตัวเล็กๆ ได้อย่างไรกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่ถูกคนในเผ่าหัวเราะเยาะหรือ"
เพราะเกรงว่าชายฉกรรจ์จะลงมือโดยไม่ฟังความ อี้อวิ๋นจึงพูดด้วยความรวดเร็วแต่ทว่าชัดถ้อยชัดคำ ทำให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันถ้วนหน้า
ชายฉกรรจ์ชะงักไป เขามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
เด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปีซึ่งอยู่ในช่วงวัยเลือดร้อน ไม่ใช่ว่าควรจะกระโดดออกมาด่าทอเขา หรือเอาตัวเข้าขวางรับฝ่ามือแทนพี่สาวอย่างโง่เขลา แล้วถูกเขาตบกระเด็นไปพร้อมกันหรอกหรือ?
แต่เขากลับก้าวออกมาแล้วกล่าววาจาเช่นนี้ กลอุบายยั่วโมโหพื้นๆ กลับได้ผลอย่างยิ่ง ทำให้มือของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ จะฟาดลงมาก็ไม่ใช่ จะชักกลับก็ไม่เชิง
สิ่งนี้ทำให้ชายฉกรรจ์รู้สึกเหมือนชกโดนปุยฝ้าย ถูกอย่างที่ว่า เขาที่เป็นสมาชิกค่ายเตรียมฝึกนักรบ หากลงมือกับเด็กสองคนท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เรื่องนี้คงฟังดูไม่ดีนัก อีกทั้งค่ายเตรียมฝึกนักรบกับชาวบ้านทั่วไปก็มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันอยู่แล้ว ย่อมตกเป็นขี้ปากคนได้ง่าย
แม้ชายฉกรรจ์ผู้นี้จะหยาบช้า แต่เขาก็ไม่ปรารถนาจะถูกผู้คนนินทาลับหลังหรือถูกชี้นิ้วด่า
"เหอะ ถือว่าเจ้ายังรู้จักกาลเทศะ!" ชายฉกรรจ์ลดมือลง มองสองพี่น้องด้วยสายตาดูแคลน "วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากจะถือสาพวกเจ้า รีบไสหัวไปซะ!"
"อวิ๋นเอ๋อ!" เจียงเสี่ยวโหรวรีบดึงมืออี้อวิ๋นด้วยความร้อนใจ นางเองก็จนปัญญา นางย่อมรู้ดีว่าการมีเรื่องกับชายฉกรรจ์ผู้นี้ไม่มีทางได้เปรียบ แต่หากจากไปเช่นนี้ พวกเขาก็ต้องอดตาย
"พี่เสี่ยวโหรว... อย่ากังวล" อี้อวิ๋นบีบมือเจียงเสี่ยวโหรวเพื่อให้นางสบายใจขึ้น
"พี่ชายท่านนี้ ผู้น้อยกำลังจะไปแล้ว ทว่าก่อนหน้านั้น ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอชี้แนะ..."
---