- หน้าแรก
- เกมเหนือมิติ ทะลวงบั๊กสยบเทพ
- บทที่ 17 - การรวมตัวของทั้งห้าคน
บทที่ 17 - การรวมตัวของทั้งห้าคน
บทที่ 17 - การรวมตัวของทั้งห้าคน
น่องไก่เห็นดังนั้นก็เกาหัวอย่างเก้อเขิน
"ในฐานะนักเขียน จำเป็นต้องรีบจดไอเดียให้ทันเวลา ก็เลยติดนิสัยเขียนหนังสือหวัดๆ ไปหน่อย ขออภัยด้วย"
นี่มันไม่ใช่แค่หวัดแล้ว ลายมือหมอยังอ่านง่ายกว่าของนายอีก
"นายเป็นนักเขียนเหรอ เคยเขียนหนังสืออะไรมาบ้างล่ะ"
จี้อี้ถาม
"ผู้น้อยไร้ความสามารถ ลงนิยายเรื่องใหม่หวังยอดวิวหลักหมื่น พิมพ์คีย์บอร์ดรัวด้วยความเริงร่า อัปเดตวันละหมื่นคำก็ไม่หวั่น กลัวเพียงนักอ่านจะหนีหาย ยอดคลิกพุ่งกระฉูดจนหน้าชื่น ยอดเก็บเข้าชั้นทะลุพันก็ยิ้มแฉ่ง อนิจจายอดตามอ่านกลับไม่เข้าเป้า แค่ลงสนามทดสอบรอบแรกก็พ่ายแพ้เสียแล้ว"
"ไอ้เวร นี่มันนักเขียนนิยายแป้กชัดๆ ไม่ใช่เหรอ"
" ... "
จี้อี้รู้สึกเหมือนสมองถูกยัดเยียดด้วยก้อนอุจจาระ "ถือซะว่าฉันไม่ได้ถามก็แล้วกัน นายช่วยอธิบายข้อสันนิษฐานของนายมาเลยดีกว่า"
"เรื่องมันยาวน่ะ ... "
"งั้นก็สรุปมาสั้นๆ"
"แต่ว่า เรื่องนี้มันยาวจริงๆ นะ ... "
"ก็บอกให้สรุปสั้นๆ ไงเล่า!"
น่องไก่ปรับสีหน้าให้จริงจัง "เฮ้อ ... เรื่องมันต้องเล่าตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนอยู่มัธยมต้น ... "
" ... "
พอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมหมอนี่ถึงเขียนนิยายแป้ก
ขณะที่จี้อี้กำลังจะด่าเจ้าตัวตลกนี่สักสองสามประโยค เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
มีคนกำลังเคาะประตูอยู่หน้าห้อง
"อยู่กันครบเลยนี่ ... ดีมาก จี้อี้ก็อยู่ด้วย"
ชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบทองท่าทางสุขุมเดินเข้ามาจากประตู
ทั้งสามคนในห้องเรียนหันไปมองตามเสียง
"จูเก่อเติงเพ่าเหรอ"
จี้อี้ไม่คิดเลยว่าผู้เล่นทุกคนจะใจตรงกันมารวมตัวที่ห้องเรียนของมิซากิ
"จี้อี้ พวกเรามีบัญชีต้องสะสางกันหน่อยไหม"
เมื่อเห็นจูเก่อเติงเพ่ามองมาที่ตัวเองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
จี้อี้ก็เกาหัวด้วยความงุนงง
"พวกเราเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกไม่ใช่เหรอ หรือว่านายเป็นพวกแก๊งทวงหนี้นอกระบบ จำเป็นต้องกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ไหม ตามทวงหนี้ฉันถึงในเกมเนี่ยนะ ขยันเกินไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเงินหรอกนะ ต่อให้นายเอาฉันไปขายฉันก็ไม่มีเงินมาใช้หนี้นายหรอก"
จูเก่อเติงเพ่า " ... "
"เขาหมายถึงเรื่องนี้ต่างหาก"
คุณหนูแมวหยิบไมโครโฟนสีม่วงรูปร่างประหลาดออกมา
เธอกดปุ่มสองสามที
เสียงที่ปนมากับกระแสไฟฟ้าก็ดังออกมาจากไมโครโฟน
"โอเคพวกเรา ทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉัน ดูฉัน ดูฉันนี่ ฉันมันไอ้ ... "
"พอได้แล้ว!" จูเก่อเติงเพ่าตวาดลั่น เสียงดังกลบเสียงจากไมโครโฟน "นี่ยังอัดเสียงฉันไว้อีกเหรอ"
อาจเป็นเพราะเห็นว่าคุณหนูแมวเป็นผู้หญิง จูเก่อเติงเพ่าจึงแค่แค่นเสียงเย็นชาและไม่ได้พูดอะไรต่อ
"เป็นมุกตลกที่ต่ำตมและน่าเบื่อจริงๆ"
เขาขยับแว่นตาแล้วเดินตรงเข้ามาในห้องเรียน
"ในดันเจี้ยนระดับฝันร้ายยังต้องพึ่งพาความร่วมมือกันอยู่ ฉันจะยังไม่เอาเรื่องนายในตอนนี้ แต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีก ฉันไม่ได้สนิทกับนาย"
จูเก่อเติงเพ่าถลึงตาใส่จี้อี้อย่างเอาเรื่อง
ส่วนคนโดนถลึงตาใส่กลับเกาหัวแกรกๆ
ดูท่าทางสติปัญญาดีแต่กลับอารมณ์ร้ายใช่เล่นแฮะ
จี้อี้ยักไหล่อย่างจนใจ เขาไม่ได้เก็บความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ นี้มาใส่ใจ การเคลียร์ดันเจี้ยนต่างหากคือเรื่องสำคัญที่สุด
"ฉันเจอที่อยู่ของมาเอดะ มิซากิแล้ว"
เมื่อเข้ามาในห้องเรียน จูเก่อเติงเพ่าก็เข้าประเด็นทันที
ในฐานะผู้เล่นสายใช้สมองเลเวล 11 เขามีคุณสมบัติพื้นฐานในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
"แถมยังเจอสมุดบันทึกของเธอด้วย"
จูเก่อหยิบสมุดบันทึกปกสีแดงออกมาจากช่องเก็บของ
"เนื้อหาในบันทึกดูแปลกมาก มองเผินๆ เหมือนเป็นไดอารี่ของเด็กประถมทั่วไป แต่ความจริงแล้วมันสามารถตีความได้สองแบบ หลังจากถอดรหัสแล้วก็พบว่าเธอกำลังพยายามจะเปิดโปงอะไรบางอย่าง ... แต่เนื้อหาช่วงหลังถูกรอยเลือดบังไว้จนมองไม่เห็นแล้ว"
เขากางสมุดบันทึกออกแล้ววางลงบนโต๊ะเรียน
คุณหนูแมวก้มลงไปดู
"ตีความได้สองแบบเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะนายคิดมากไปเอง มาเอดะ มิซากิก็คงจะไม่ธรรมดาแน่ๆ"
จี้อี้ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูเหมือนกัน
"เด็กฉลาดระดับอัจฉริยะ ถึงจะหายากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี" น่องไก่พูดเสริม "พอดีเลย ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของฉันได้ สิ่งที่เธอต้องการจะเปิดโปงก็คือความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ... ไม่สิ ในเมืองแห่งนี้ต่างหาก"
"หมายความว่ายังไง"
เมื่อเห็นว่าน่องไก่น่าจะมีข้อมูลเด็ด จูเก่อเติงเพ่าก็ตาลุกวาว
"เรื่องมันยาวน่ะ ... "
"เล่ามาได้เลย"
"เรื่องมันต้องเล่าตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนอยู่มัธยมต้น ... ตอนนั้นฉันเริ่มมีความคิดอยากจะเป็นนักเขียน ... "
"?"
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"มีใครอยู่ไหมครับ"
ถังหูลู่เคาะประตูอย่างมีมารยาท
เขาดูตื่นตัวผิดปกติแถมขอบตายังดำคล้ำ
ถึงแม้เขาจะทำเควสต์รองในดันเจี้ยนสำเร็จไปแล้วหนึ่งเควสต์ ซึ่งมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพร่างกายในโลกความเป็นจริงของเขา
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
อายุยังน้อย พักผ่อนสักสองสามวันก็หายแล้ว
ถ้ามีโอกาสให้เลือกอีกครั้ง
เขาก็ยังยินดีที่จะทำตามความปรารถนาของเรื่องเล่าสยองขวัญที่น่าสงสารตนนั้นอย่างไม่ลังเล
ต่อให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนก็ตาม
"เข้ามาสิ"
จูเก่อพูด
ถังหูลู่เดินเข้ามาในห้องเรียนแล้วก็เห็นคนสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่
"ว้าว อยู่กันครบเลยเหรอเนี่ย ขอโทษทีๆ ฉันหลงฝูงไปนานเลยใช่ไหม เฮ้อ ... เสียเวลาไปตั้งสองชั่วโมงเพื่อทำเควสต์รอง กว่าจะคลำทางมาถึงที่นี่ได้ก็แทบแย่ เป็นตัวถ่วงของทุกคนเลย"
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก" จี้อี้เอ่ยปากปลอบใจ "พวกเราก็เพิ่งจะมารวมตัวกันเหมือนกัน กำลังจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันพอดี นายมาได้จังหวะเลย"
"แต่ว่า ... "
จี้อี้เปลี่ยนเรื่อง
"ตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยแล้วสิว่าการรวมตัวของพวกเราอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"
"หา"
ถังหูลู่ทำหน้าเหวอ
คุณหนูแมวหันหน้าไปมองจี้อี้โดยไม่ได้พูดอะไร
จูเก่อเติงเพ่าขมวดคิ้ว
น่องไก่แคะขี้มูก
"หมายความว่าไง นายกำลังจะบอกว่ามีเรื่องเล่าสยองขวัญอยู่เบื้องหลังงั้นเหรอ" จูเก่อเติงเพ่าถาม
"อืม"
จูเก่อทำหน้าสงสัย "ไม่มีหลักฐานอะไรเลย อย่าพูดให้คนอื่นตื่นตระหนกสิ"
"ฉันยังไม่ได้ทะลึ่งสักหน่อย"
จี้อี้ลุกขึ้นยืน "ฉันเป็นผู้ชายที่มองโลกในแง่บวกและใฝ่ดีนะ"
คุณหนูแมวเหลือบมองท่อนล่างของเขาแวบหนึ่ง
จูเก่อเติงเพ่ากุมขมับ "ทำไมฉันต้องมาร่วมทีมกับคนอย่างนายด้วยเนี่ย ... การที่นายรอดมาได้จนถึงตอนนี้ถือเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ"
เผชิญกับการดูถูก จี้อี้กลับไม่สนใจไยดี
อยากได้หลักฐานใช่ไหม
ง่ายนิดเดียว
"ถังหูลู่ แถวตรง!"
ขวับ
หนุ่มหน้าซีดไตเสื่อมยืนตัวตรงแหน่วทันที
"กลับหลัง ... หัน!"
ฟุ่บ ตึก!
"เดินหน้า ... เดิน!"
"ซ้าย ขวา ซ้าย ซ้าย ขวา ซ้าย"
ในจังหวะที่ถังหูลู่กำลังจะเดินพ้นประตูห้องเรียนไปนั้น
ปัง!
ประตูห้อง 306
ก็ถูกปิดลงอย่างน่าประหลาด
พร้อมกันนั้น หน้าต่างทุกบานก็ปิดลงเองโดยไม่มีลมพัด
ปัง ปัง ปัง!
ทั้งห้องเรียนถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นห้องปิดตายไปในพริบตา
มันดูราวกับโลงศพขนาดใหญ่ เป็นสัญญาณบอกเหตุว่าที่นี่จะเป็นหลุมฝังศพของพวกเขาทั้งห้าคน
ภายในห้องเรียนที่มืดมิดและปิดตาย
มีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะหนึ่งดวงกับไฟฉายหนึ่งกระบอกเท่านั้นที่คอยสาดแสงส่องกระทบใบหน้าที่ดำคล้ำลงของทุกคน
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด
ขาทั้งสองข้างของถังหูลู่สั่นระริกไม่หยุด พั่บๆๆ
จี้อี้กลัวว่าวินาทีต่อมาหมอนี่จะฉี่ราดกางเกง จึงรีบพูดขึ้นว่า
"พี่ถังอย่าเพิ่งกลัวไป ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องเสียใจ มันก็แค่ผีหลอกเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ว่าประตูอัตโนมัติมันไม่เห็นนายเป็นคนหรอกนะ"
ถังหูลู่หันหลังกลับมา สองมือจับเข่าตัวเองพลางค่อยๆ เดินกลับมา
"ฉันไม่ได้กลัวนะ แค่ก่อนหน้านี้ทำเควสต์รองจนเหนื่อยเกินไป บางทีขามันก็เลยสั่นแบบนี้นั่นแหละ เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็หาย"
เห็นถังหูลู่ปากแข็ง จี้อี้ก็ไม่ได้เปิดโปง
น้อยคนนักที่จะกล้ายอมรับความขี้ขลาดและน่าสมเพชของตัวเอง
มันเป็นเรื่องปกติ
อย่างเช่นเมื่อกี้ที่เขาตกใจจนฉี่เล็ดออกมาสองหยด เขาจะเอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ไหมล่ะ
"กลับไปนั่งที่ของตัวเองให้เรียบร้อย"
ทันใดนั้น
เสียงแหลมปรี๊ดของผู้หญิงก็ดังเข้าหูทุกคน
ทุกคนหันไปมองตามเสียง
ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ผู้หญิงหน้าซีดเผือดคนหนึ่ง
ได้มายืนอยู่บนแท่นยืนหน้าชั้นเรียนแล้ว
[จบแล้ว]